Kinandleisure
    Facebook Twitter Instagram
    Trending
    • [Review] มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel
    • [Review] Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท
    • [News] Austrade จับมือ MLA และ Gourmet One โชว์ศาสตร์และศิลป์แห่งเนื้อแกะออสเตรเลีย ชูแบรนด์พรีเมียม “Ambassador Lamb” นุ่ม ไร้กลิ่นสาบ ตอบโจทย์เชฟไทยรังสรรค์เมนูสไตล์ Thai Twist
    • [Review] Sabato Italiano ณ La Scala: มหากาพย์วันเสาร์สไตล์อิตาเลียน All You Can Eat สุดพรีเมียม โดยเชฟ Andrea Cetani แห่ง The Sukhothai Bangkok Hotel
    • [News] Igniv Bangkok ชวนคุณมาสัมผัสความสดชื่นของฤดูร้อนผ่านเมนูแชร์ริ่งทั้ง 19 จาน แรงบันดาลใจจากรสชาติจัดจ้านของไทยพร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ
    • [News] เสน่ห์จันทน์ เผยโฉมบริบทใหม่แห่งทศวรรษความเป็นเลิศ – ถ่ายทอดมรดกอาหารไทยระดับ Michelin Star 9 ปีซ่อน ณ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok
    • [News] มหาปรากฏการณ์แห่งรสชาติ 4 ดาว! Purple Laurel chef Yu Bin จับมือ เชฟชุมพล แจ้งไพร รังสรรค์ค่ำคืนสุดวิจิตร “Two Realms, One Table”
    • [Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน
    Facebook Twitter Instagram
    Kinandleisure
    • Kin Reviews
      • Top Restaurant
      • French Cuisine
      • European Cuisine
      • German Cuisine
      • Italian Cuisine
      • Japanese Cuisine
      • Thai Cuisine
      • International Cuisine
      • Spanish Cuisine
      • tea lounge/Café & bakery
      • Chinese Cuisine
      • American Cuisine
      • Bar Drinks
      • Steak House
      • Vietnamese Cuisine
      • Korean Cuisine
      • Indian Cuisine
      • latin American
      • Steak House
    • K healthy
      • Kin Healthy
      • Healthy Living
    • Kin Articles
      • Kin General
      • Kin Cooking
      • Kin Seasonal
    • Kin Channel
    • Promo & Event
      • Kin Promo
      • Kin News
      • LifeStyle Promo & Event
    • K Travel&LifeStyle
      • Trip Review
      • Hotel Review
      • Spa & beauty
      • K Fashion
      • K Fit
      • Our Team เบื้องหลัง โฉมหน้าผู้สร้างเนื้อหา กิน ดื่ม เที่ยว โดยทีมงานคุณภาพ
    • K Living & Design
    Kinandleisure
    Home»Dining Type»Casual Dining»[Review] มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel
    Casual Dining

    [Review] มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    athiwat tripipitsiriwatBy athiwat tripipitsiriwatJune 13, 2026Updated:June 13, 2026No Comments4 Mins Read

    Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A

    มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง

    สวัสดีครับแฟนๆ นักกินผู้มีรสนิยมวิไลทุกท่าน กลับมาพบกับผม “พีท” บรรณาธิการอาหาร KinAndLeisure คนเดิมที่จะพาทุกท่านไปเสาะแสวงหารสชาติระดับมาสเตอร์พีซทั่วกรุงเทพมหานคร สำหรับคอลัมน์ในวันนี้ ผมขอพาทุกท่านหลบหนีความวุ่นวายและไอแดดอันร้อนระอุของเมืองกรุง ขึ้นไปดื่มด่ำกับลมหายใจอันสดชื่นของชายฝั่งทะเลตอนใต้ของฝรั่งเศส ณ ห้องอาหาร บิสโทร เดอ ลา แมร์ (Bistrot De La Mer) ชั้น 19 ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel) โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางย่านหลังสวนครับ

    ล่าสุดทางห้องอาหารได้เปิดตัวเซทเมนูมื้อกลางวันชุดใหม่ในชื่อ “Menu Du Jour” รังสรรค์อย่างวิจิตรโดย เชฟสลาโวเมีย โควาลิค – เชฟ เดอ ควีซีน (Chef de Cuisine Slawomir Kowalik) ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และเทคนิคชั้นสูง เชฟได้นำพาเสน่ห์ของอาหารสไตล์ French Mediterranean มารวมไว้ในรูปแบบเซทเมนูที่เลือกได้ทั้งแบบ 2 คอร์ส (ราคา 790++ บาท) และ 3 คอร์ส (ราคา 990++ บาท) ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น! วันนี้ผมจะมารีวิวเจาะลึกแบบคำต่อคำ จานต่อจาน ให้เห็นถึงความพิถีพิถันที่ซ่อนอยู่หลังครัวระดับห้าดาวแห่งนี้ครับ!

    0. ขนมปังอภินันทนาการ (Complimentary Bread & French Butter) – จุดเริ่มต้นของความสมบูรณ์แบบ

    ขนมปังสองสไตล์เสิร์ฟอุ่นมาบนจานเซรามิกสีขาวขอบเงินขัดเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bistrot De La Mer ในจานประกอบด้วยขนมปังเนื้อเชียร์ (Rustic Bread) ที่ให้สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน และขนมปังเนื้อนุ่มสีเหลืองทองป็น Briocheผสมฟักทองเสิร์ฟคู่กับเนยสดแท้เนื้อเนียนสีเหลืองสวยและมีดปาดเนยดีไซน์คลาสสิก

    ตัวขนมปังอบมาได้ดี ผิวนอกมีความกรอบเบาๆ แต่เนื้อในยังคงความนุ่มเหนียว เมื่อปาดทานคู่กับเนยสดที่อุณหภูมิพอเหมาะ ความเค็มมันและหอมละมุนของเนยจะซึมเข้าสู่เนื้อขนมปัง เป็นการเริ่มต้นมื้ออาหารสไตล์ฝรั่งเศสที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยมาตรฐาน

    1. Poached Tiger Prawns – สลัดกุ้งลายเสือและหน่อไม้ฝรั่งขาวซอสสไตล์สเปนสูตรพิเศษ

    เริ่มต้นคอร์สเรียกน้ำย่อยด้วยจานที่แสดงถึงความสดชื่นสไตล์ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนอย่างแท้จริง เชฟเลือกใช้กุ้งลายเสือตัวโต (Tiger Prawns) จากแหล่งธรรมชาติ นำไปผ่านกรรมวิธีการโพช (Poach) หรือการต้มในน้ำปรุงรสควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ เพื่อล็อกความหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งเอาไว้และทำให้ได้สัมผัสที่เด้งกรุบ สู้ฟันอย่างสมบูรณ์แบบ จัดวางเคียงข้างกับหน่อไม้ฝรั่งขาว (White Asparagus) ที่ต้มจนนุ่มกำลังดีแต่ยังคงความฉ่ำน้ำ

    ความมหัศจรรย์อยู่ที่การราดซอสสูตรพิเศษสไตล์สเปนสีส้มทองนวลตาที่เบสด้วยพริกหยวกย่างและมะเขือเทศ มอบรสชาติเปรี้ยวอมหวานบางเบา แทรกด้วยกลิ่นหอมรมควันจางๆ ในแง่การจัดจานแสดงให้เห็นความประณีตในการตกแต่งด้วยการสไลด์หน่อไม้ฝรั่งเป็นแผ่นบางม้วนตัวสวยงาม สลับกับการหยอดซอสและด็อทเจลสีเขียวสว่างและสีแดงส้มกระจายตัวอย่างมีศิลปะ ด้านบนท็อปด้วยแผ่นแป้งกรอบ (Tuile) แผ่นยาวเนื้อบางเบาเพิ่มมิติทางสัมผัสที่กรุบกรอบเมื่อเคี้ยวรวมกัน ให้กลิ่นอายความสดชื่นอบอวลสไตล์ชายฝั่งทะเลที่ยอดเยี่ยมมากครับ

    2. Chicken Liver Pâté – ตับไก่บดเนื้อเนียนละมุนเสิร์ฟพร้อมขนมปังบริยอช

    สำหรับคนรักปาเต้ (Pâté) จานนี้คือที่สุดแห่งความฟินครับ เชฟรังสรรค์ตับไก่บดเนื้อเนียนละเอียด (Chicken Liver Pâté) ผ่านการกรองอย่างพิถีพิถันจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลราวกับกำมะหยี่ ละลายในปากได้อย่างง่ายดาย รสชาติมีความเข้มข้น หอมมัน ปราศจากกลิ่นคาวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปรุงด้วยเหล้าคอนยัคและสมุนไพรฝรั่งเศสจนได้กลิ่นหอมลุ่มลึก เสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิกสีขาวสะอาดตา

    เคียงข้างด้วยขนมปังบริยอช (Brioche) ก้อนกลมโตผิวสีน้ำตาลทองประกายเงางาม ซึ่งเนื้อในเหนียวนุ่มชุ่มเนยสดอย่างเต็มพิกัด เมื่อหั่นบริยอชร้อนๆ ปาดด้วยปาเต้หนาๆ รสสัมผัสที่ได้คือความมันกลมกล่อมที่ตัดกันอย่างลงตัวกับความนุ่มหวานของขนมปัง การพรีเซนต์โดดเด่นด้วยการตกแต่งด้านบนปาเต้ด้วย Green Moss Sponge Cake หรือเค้กฟองน้ำสีเขียวสดที่เลียนแบบตะไคร่น้ำตามธรรมชาติ และแซมด้วยดอกไม้กินได้สีเหลืองสว่างสดใส (Marigold) ช่วยยกระดับจานอาหารคลาสสิกนี้ให้ดูร่วมสมัยและหรูหราขึ้นอย่างน่าประทับใจ

    3. Roasted Tomato Soup – ซุปมะเขือเทศย่างเสิร์ฟพร้อมทาร์ทาร์มะเขือเทศและพาร์เมซานชีสทอดกรอบ

    นี่คือจานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการเล่นกับอุณหภูมิและเนื้อสัมผัส (Texture) ของเชฟสลาโวเมียได้อย่างน่าทึ่งที่สุดครับ เมนูนี้เสิร์ฟแบบ Deconstructed หรือแยกส่วนเพื่อสร้างประสบการณ์การกินที่สนุกสนาน โดยในจานหลักจะจัดวาง “ทาร์ทาร์มะเขือเทศ” (Tomato Tartar) ที่ทำจากมะเขือเทศสายพันธุ์ดีจากเชียงใหม่ นำมาหั่นเต๋าเล็กๆ คลุกเคล้าเครื่องเทศจนได้รสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น ท็อปด้านบนด้วยพาร์เมซานชีสทอดกรอบ (Parmesan Crisp) แผ่นบางเฉียบสีเหลืองทอง และใบไม้อ่อนสีเขียว

    จะเห็นว่าเชฟแยกตัวซุปมะเขือเทศย่างเนื้อเนียนสีแดงเข้มข้นร้อนๆ ใส่เหยือกพอร์ซเลนแยกมา เพื่อนำมาเทราดลงบนทาร์ทาร์เย็นฉ่ำที่โต๊ะต่อหน้าแขก กลิ่นหอมของมะเขือเทศที่ผ่านการย่างจนเกิดน้ำตาลคาราเมลธรรมชาติจะลอยเตะจมูกทันทีเมื่อสัมผัสความร้อน เมื่อตักทานพร้อมกัน ความอุ่นของซุปที่รสชาติเข้มข้นลุ่มลึกจะผสมผสานเข้ากับความเย็นสดชื่นกรุบกรอบของทาร์ทาร์มะเขือเทศสด แทรกด้วยความเค็มมันกรอบทานง่ายของพาร์เมซานชีส เป็นรสชาติสามมิติที่ครบรสและเปิดประสาทสัมผัสได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

    4. Atlantic Hake Fillet – สเต็กปลาเฮคจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เสิร์ฟพร้อมถั่วแขกและมันฝรั่งญ็อกกี้

    ขยับมาที่จานหลักสำหรับผู้ที่ชื่นชอบปลาและอาหารทะเล เมนูนี้เชฟเลือกใช้ปลาเฮคแอตแลนติก (Atlantic Hake Fillet) ซึ่งเป็นปลาเนื้อขาวตระกูลเดียวกับปลาคอด มีจุดเด่นที่เนื้อแน่นเป็นลิ่มขาวบริสุทธิ์และรสชาติหวานสะอาด นำมาจี่บนกระทะขอบร้อนจนผิวฝั่งหนังปลากรอบเกรียมเป็นสีน้ำตาลทองสวยงาม (Pan-seared) ในขณะที่เนื้อปลาด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำ นุ่มนวล ไม่แห้งกระด้าง

    จัดเสิร์ฟมาในจานก้นลึกรองพื้นด้วยซอสบิสก์ (Bisque-style sauce) สีส้มอมแดงสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่เคี่ยวจากเปลือกกุ้งและกั้งจนได้รสชาติมันกุ้งเข้มข้น หอมกลิ่นไอทะเลจางๆ รายล้อมด้วยมันฝรั่งญ็อกกี้ (Potato Gnocchi) ก้อนเหลี่ยมเหลืองทองที่เชฟทำสด นำไปจี่กระทะจนผิวนอกกรอบแต่เนื้อในเหนียวนุ่มหนึบหนับ เคี้ยวสนุก สลับกับถั่วแขก (Green Beans) สีเขียวสดต้มสุกแบบกรอบฉ่ำน้ำ การจัดวางองค์ประกอบทำได้อย่างสมมาตรและสวยงาม ตกแต่งด้วยใบพาร์สลีย์สด ช่วยเติมเต็มความสดชื่นและตัดรสชาติความเข้มข้นของซอสได้อย่างไร้ที่ติ เป็นจานที่ทานแล้วเบาสบายท้องแต่เปี่ยมด้วยมิตรสลักสำคัญครับ

    5. Red Label Chicken Blanquette – สตูว์ไก่สไตล์ฝรั่งเศสคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาวและข้าวหอมมะลิ

    จานนี้ถือเป็นเมนู Comfort Food ชั้นสูงของชาวฝรั่งเศสที่หาทานได้ยากในกรุงเทพฯ ยุคปัจจุบันครับ เชฟยกระดับด้วยการเลือกใช้เนื้อไก่คุณภาพเยี่ยมระดับ “Red Label” (Label Rouge) ของฝรั่งเศส ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อไก่มีความแน่น นุ่ม หนึบ และรสชาติเข้มข้นกว่าไก่ทั่วไป นำมาตุ๋นในซอสขาวครีมเห็ดแชมปิญอง (Champignon Mushroom Cream Sauce) ที่เคี่ยวอย่างใจเย็นจนเนื้อซอสข้นงวดเคลือบชิ้นเนื้อไก่อย่างทั่วถึง รสชาติหอมมันละมุนละไม แทรกด้วยกลิ่นหอมละมุนของเนยและน้ำสต็อกไก่เข้มข้น เสิร์ฟพร้อมผักเคียงอย่างหน่อไม้ฝรั่งขาว ถั่วลันเตาเม็ดเต่งตึงสีเขียวสด และแครอทเบบี้เพิ่มสีสันสะดุดตา

    จานนี้มีความพิเศษตรงที่เสิร์ฟเคียงคู่มากับข้าวหอมมะลิไทย (Jasmine Rice) เมล็ดเรียวยาวสวยงามในหม้อทองแดงขนาดเล็ก (Mini Copper Pot) เพื่อให้กลิ่นหอมและรสสัมผัสนุ่มเหนียวของข้าวไทยช่วยซับน้ำซอสครีมข้นๆ สไตล์ฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาหารที่ชาญฉลาดและอิ่มอร่อยได้อย่างประทับใจครับ

    6. Wagyu Beef Striploin – สเต็กเนื้อวากิวสันนอก เสิร์ฟพร้อมซอสบัตเตอร์บอร์ดิเยร์และมันบด

    หากคุณเป็นสายเนื้อ (Beef Lover) ผมขอแนะนำว่าห้ามพลาดจานนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวส่วนสันนอก (Wagyu Beef Striploin) ที่มีลายไขมันแทรกแทรกกำลังดี นำไปย่างด้วยเทคนิคขั้นสูงจนผิวนอกเกิดปฏิกิริยา Maillard Reaction เป็นกลาสโกว์ครัสต์สีน้ำตาลเข้มหอมกลิ่นถ่านจางๆ ส่วนเนื้อในคงความสุกระดับ Medium Rare สีชมพูระเรื่อสวยงาม นุ่มละมุนจนแทบไม่ต้องเคี้ยว ไฮไลท์สำคัญคือการราดด้วยซอสที่ปรุงจาก เนยบอร์ดิเยร์ (Bordier Butter) เนยทำมือระดับตำนานจากแคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเนยที่ดีที่สุดในโลก มอบรสสัมผัสที่หอมมัน ลุ่มลึก และมีรสเค็มหวานธรรมชาติที่ช่วยขับเน้นรสอูมามิของเนื้อวากิวให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

    จานนี้ถูกจัดวางอย่างสง่างามเคียงคู่กับมันบด (Mashed Potato) เนื้อเนียนละเอียดสีเหลืองนวลที่บีบเป็นลอนสวยงาม ผักเคียงเป็นบรอกโคลินี (Broccolini) สีเขียวสดกรอบ และท็อปด้านบนเนื้อด้วยหอมเจียวทอดกรอบ (Crispy Shallots) สีทอง ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบในทุกคำที่ตักทาน เป็นจานหลักที่ทรงพลังและสมบูรณ์แบบมากครับ

    10. Lobster Thermidor Half / Whole – ล็อบสเตอร์อบชีสกรูแยร์และซอสคอนยัค (เมนูสั่งเพิ่มห้ามพลาด)

    สำหรับเมนูที่สั่งเพิ่มนอกเหนือจากเซทเพื่อนำมาแชร์กินกันกลางโต๊ะเพิ่มความสุข จานแรกที่ผมยกนิ้วให้เลยคือ ล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์ (Lobster Thermidor) ขนานแท้ เชฟนำแคนาดาล็อบสเตอร์สดๆ ตัวโต (เลือกสั่งได้ทั้งแบบ Half 1,300++ บาท หรือ Whole 2,600++ บาท) มาผ่าครึ่ง แกะเนื้อออกผัดอย่างรวดเร็วกับเหล้าคอนยัค (Cognac) ซอสครีมรสเข้มข้น และผักโขม (Spinach) จนเนื้อล็อบสเตอร์สุกเด้ง หวานฉ่ำ นำกลับมาบรรจุลงในกระดองตามเดิม แล้วโรยหน้าด้วยกรูแยร์ชีส (Gruyère Cheese) จากสวิตเซอร์แลนด์ขูดฝอยหนาแน่น

    ก่อนนำเข้าเตาอบอุณหภูมิสูงจนชีสละลายเยิ้มและเกรียมเป็นสีน้ำตาลทองส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล จานหลักอาหารทะเลสุดพรีเมียม เป็นล็อบสเตอร์ตัวโตผ่าครึ่งจัดเสิร์ฟมาในกระทะสแตนเลส (Skillet) สีเงิน ตัวเนื้อล็อบสเตอร์ถูกอบพร้อมซอสสีเหลืองทองเคลือบผิวอย่างทั่วถึง เป็นสไตล์ Thermidor หรือ Café de Paris Butter ท็อปด้านบนด้วยเห็ดผัด มะเขือเทศเชอร์รีย่าง ตกแต่งด้วยพาร์สลีย์สด และเลมอนซีกสำหรับเพิ่มความสดชื่น

    เนื้อล็อบสเตอร์มีความสด แกะง่าย และเนื้อเด้งสู้ฟัน ซอสที่อบมาด้วยมีความเข้มข้น หอมมัน และเข้าเนื้อได้ดีโดยไม่กลบความหวานตามธรรมชาติของตัวกุ้ง เมื่อบีบเลมอนสดลงไปจะช่วยชูรสชาติและตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว เป็นจานหลักที่รสชาติหนักแน่นและพรีเมียม

    11. Udon Thani White Asparagus Risotto – ริซอตโต้หน่อไม้ฝรั่งขาวอุดรธานีและหอยเชลล์บริตตานี (เมนูสั่งเพิ่มห้ามพลาด)

    นี่คือจานเด็ดราคา 450++ บาท ที่ผมประทับใจในแนวคิดการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นไทยเข้ากับศาสตร์ยุโรปอย่างมาก เชฟนำข้าวริซอตโต้สายพันธุ์อิตาเลียนมาเคี่ยวกับน้ำสต็อกผักเข้มข้นอย่างพิถีพิถันจนเมล็ดข้าวสุกในระดับ Al Dente คือมีความหนึบตรงแกนกลางเล็กน้อย ผสานเข้ากับ “หน่อไม้ฝรั่งขาวจากจังหวัดอุดรธานี” ของไทยเรา ซึ่งมีความหวานฉ่ำน้ำต้มสุกเนื้อนุ่มไม่แพ้ของนำเข้า ปรุงรสด้วยผิวมะนาวเมเยอร์ (Meyer Lemon) มอบกลิ่นหอมสดชื่นแนวซิตรัส ตัดความเลี่ยนของครีมและพาร์เมซานชีสบ่ม (Aged Parmesan) ได้อย่างงดงาม เพิ่มความสนุกด้วยเมล็ดถั่วลันเตาหวาน (Sweet Peas) และเฮเซลนัทคั่ว (Hazelnut) บดหยาบเพิ่มความกรุบกรอบหอมมัน

    ความฟินถูกยกระดับสูงสุดด้วยการ Add-on หอยเชลล์จากแคว้นบริตตานี (Brittany Scallops) ตัวโตหนานุ่ม 2 ชิ้น (ราคา 450++ บาท) ที่จี่กระทะจนผิวหน้าเป็นคาราเมลสีน้ำตาลทอง เนื้อในฉ่ำหวานสุกกำลังดี ราดซอสสีเขียวสดใสรอบจาน เป็นจานที่ครบรสทั้งความหอม มัน เปรี้ยว และเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ทานสนุกจนคำสุดท้ายเลยครับ

    7. Lemon Tart – เลม่อนทาร์ตร่วมสมัยในรูปลักษณ์ทรงกลมสามมิติ

    เชฟขนมหวานของที่นี่ตีโจทย์เลม่อนทาร์ตดั้งเดิมออกมาในรูปแบบศิลปะโมเดิร์นได้อย่างงดงามน่าทึ่งครับ จากภาพ “7 Lemon Tart.jpg” โครงสร้างของขนมหวานจานนี้ไม่ได้มาเป็นชิ้นสามเหลี่ยมแบบเดิมๆ แต่มาในลักษณะทรงกลมสามมิติที่สวยงาม ด้านล่างเป็นฐานทาร์ตฟินองเซียรสมะนาว (Lemon Financier Tart) เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำหอมกลิ่นอัลมอนด์ วางทับด้วยเจลลี่แคนดี้รสมะนาวใสประกายแวววาว

    รอบๆ ตกแต่งด้วยดอกไม้กินได้สีม่วงและสีขาวสะดุดตา ไฮไลท์คือลูกบอลสีเหลืองสดสว่างด้านบนซึ่งทำจากมูสไวท์ช็อกโกแลตครีมชีส (White Chocolate Cream Cheese Mousse) เนื้อเนียนแน่น สอดไส้ด้วยแคนดี้รสมะนาวเปรี้ยวปรี๊ดสะใจ เมื่อใช้ช้อนเคาะให้แตกแล้วทานพร้อมกัน รสชาติความหวานมันละมุนของไวท์ช็อกโกแลตและครีมชีสจะไปช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวสดชื่นฉ่ำใจของเลม่อนได้อย่างพอดิบพอดี เป็นของหวานที่ช่วยล้างปากและปลุกความสดชื่นหลังจากทานจานหลักได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดครับ

    8. Coffee – โดมช็อกโกแลตสอดไส้มูสกาแฟเข้มข้นและซอสคาราเมล

    ของหวานจานนี้ออกแบบมาเพื่อเอาใจคอกาแฟและช็อกโกแลตโดยเฉพาะ ด้วยรสชาติที่เข้มข้น ลุ่มลึก และมีมิติซับซ้อนอย่างยิ่ง การพรีเซนต์ในภาพ “8 Coffee.jpg” จัดจานออกมาได้ราวกับภาพวาดศิลปะนามธรรม (Abstract Art) บนจานพอร์ซเลนสีขาวขอบเงินขัดเงาที่มีตราโลโก้ Bistrot De La Mer เด่นสง่า ตัวขนมเป็นโดมช็อกโกแลตเข้มข้นสอดไส้ด้วยมูสกาแฟอาราบิก้าแท้เนื้อนุ่มเบ (Coffee Mousse) ที่ให้รสขมอมหวานและกลิ่นหอมคั่วที่เด่นชัด ท็อปด้วยแผ่นช็อกโกแลตตกแต่งขดเป็นวงกลมสานกันอย่างวิจิตร แซมด้วยแผ่นทองคำเปลวแท้ (Edible Gold Leaf) เพิ่มความหรูหรา เชฟปาดซอสคาราเมลครีม (Caramel Cream) สีน้ำตาลทองเป็นเส้นโค้งหนาเงางามอยู่เคียงข้าง สลับกับเจลลี่บราวน์ชูการ์ (Brown Sugar Jelly) และช็อกโกแลตครัมเบิลขูดละเอียด (Chocolate Soil) เพื่อให้ทุกคำที่ตักทานได้รับทั้งความนุ่ม ความหนึบ และความกรุบกรอบ พร้อมรสชาติหวานขมกลมกล่อมที่อบอวลอยู่ในคอเป็น Aftertaste ที่ยาวนานครับ

    9. Strawberries and Milk – ไอศกรีมนมสดแท้เคียงคู่สตรอว์เบอร์รี่ซัลซ่าและเจลลี่ยูซุ

    ปิดท้ายด้วยของหวานจานที่สามที่เน้นความสดชื่น เบาสบาย และสีสันน่ารักสดใส เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบขนมหวานแนวเบอร์รี่ เมนูนี้เชฟเสิร์ฟมาในแก้วใสเนื้อหนาผิวสัมผัสเป็นลอนคลื่นสวยงาม ด้านล่างสุดของแก้วเป็นพานาคอตต้ารสส้มละมุน (Orange Panna Cotta หรือ ลาเต้คอตต้ารสส้ม) เนื้อเด้งนุ่ม หอมกลิ่นผิวนส้มจางๆ ทับซ้อนด้วยชั้นของสตรอว์เบอร์รี่ซัลซ่า (Strawberry Salsa) ที่นำสตรอว์เบอร์รี่สดสีแดงฉ่ำมาหั่นเต๋าคลุกเคล้ากับน้ำเชื่อมและสมุนไพร แทรกมิติด้วยเจลลี่ยูซุ (Yuzu Jelly) รสเปรี้ยวอมหวานหอมสดชื่น จุดศูนย์กลางของจานคือไอศกรีมนมสด (Milk Ice Cream) ลูกโตสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อเนียนละเอียด รสชาติหวานน้อยแต่หอมมันนมแท้ๆ เมื่อตักทานจากบนลงล่างพร้อมกันในคำเดียว ความหอมมันของไอศกรีมนมจะผสมผสานเข้ากับความเปรี้ยวฉ่ำของสตรอว์เบอร์รี่และความหอมสดชื่นของส้มและยูซุ เป็นรสชาติที่เรียบง่ายแต่ผ่านการปรุงอย่างประณีต ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างงดงามและน่าประทับใจ

    12. Petit Fours – ขนมชิ้นเล็กปิดท้ายตามธรรมเนียมฝรั่งเศสชั้นสูง

    แม้จะอิ่มหนำสำราญจาก 3 คอร์สหลักแล้ว แต่ธรรมเนียมปฏิบัติของอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงจะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากขาด “ปิติโฟร” (Petit Fours) ขนมชิ้นเล็กขนาดพอดีคำที่เชฟตั้งใจมอบให้เป็นอภินันทนาการปิดท้ายมื้ออาหารเพื่อทานคู่กับชาหรือกาแฟร้อน ของหวานชิ้นจิ๋วปิดท้ายมื้ออาหาร (Petit Fours) นำเสนอมาในรูปแบบของขนมมาดแลน (Madeleines) อบใหม่สีเหลืองทองสวยงามจำนวน 4 ชิ้น รูปทรงฝาหอยนูนเด่นชัดเจน ความสร้างสรรค์อยู่ที่การจัดวางอย่างประณีตมาบนเตียงหินแม่น้ำสีขาวขัดเงา รองด้วยถาดเซรามิกสีเข้มขอบหยัก ทำให้ตัวขนมสีทองโดดเด่นสะดุดตา

    ตัวขนมมาดแลนมีผิวสัมผัสด้านนอกที่แห้งพอดีแต่ด้านในยังคงความนุ่มชุ่มฉ่ำ (Moist) มีกลิ่นหอมของเนยแท้และเตะจมูกด้วยกลิ่นวานิลลาหรือผิวมะนาวอ่อนๆ รสชาติหวานกำลังดี เป็นคำสุดท้ายที่ช่วยล้างปากและปิดมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมาะอย่างยิ่งหากทานคู่กับชาเอิร์ลเกรย์หรือกาแฟร้อนสักแก้ว

    สรุปภาพรวมและข้อมูลการติดต่อ (Gourmet Summary & Contact)

    สำหรับราคาเริ่มต้น 790++ บาท (2 คอร์ส) และ 990++ บาท (3 คอร์ส) ในโรงแรมระดับ 5 ดาวระดับท็อปของกรุงเทพฯ บอกได้คำเดียวว่า “คุ้มค่าจนเกินราคา” ครับ ทั้งวัตถุดิบนำเข้าชั้นยอด เทคนิคของเชฟ และบรรยากาศชั้น 19 ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้อย่างกว้างไกล แนะนำให้รีบจองก่อนเต็มครับ!

    • สถานที่: ห้องอาหาร Bistrot De La Mer ชั้น 19 โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
    • เวลาให้บริการ: ทุกวัน เวลา 12.00 – 15.00 น.
    • ระยะเวลาโปรโมชั่น: ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 2569
    • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง: โทร. +66 02 095 9999
    • เยี่ยมชมเว็บไซต์ของโรงแรม: Sindhorn Kempinski Hotel Official

    Kin Review

    Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ  อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว  อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์

    รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    Share this:

    • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
    • Share on X (Opens in new window) X
    • Share on Threads (Opens in new window) Threads
    Previous Article[Review] Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท

    Related Posts

    [Review] Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท

    June 5, 2026

    [Review] Sabato Italiano ณ La Scala: มหากาพย์วันเสาร์สไตล์อิตาเลียน All You Can Eat สุดพรีเมียม โดยเชฟ Andrea Cetani แห่ง The Sukhothai Bangkok Hotel

    May 29, 2026

    [Review] เปิดสำรับฤดูร้อนระดับตำนาน “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยเชฟจิ๊บ แห่ง The Sukhothai Bangkok สัมผัสความละเมียดละไมของงานศิลป์ที่กินได้ พร้อมความหอมเย็นชื่นใจถึงขีดสุด

    May 9, 2026

    Comments are closed.

    • Recent Posts
    • POPULAR

    [Review] มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    June 13, 2026

    [Review] Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท

    June 5, 2026

    [News] Austrade จับมือ MLA และ Gourmet One โชว์ศาสตร์และศิลป์แห่งเนื้อแกะออสเตรเลีย ชูแบรนด์พรีเมียม “Ambassador Lamb” นุ่ม ไร้กลิ่นสาบ ตอบโจทย์เชฟไทยรังสรรค์เมนูสไตล์ Thai Twist

    May 30, 2026

    [Review] Sabato Italiano ณ La Scala: มหากาพย์วันเสาร์สไตล์อิตาเลียน All You Can Eat สุดพรีเมียม โดยเชฟ Andrea Cetani แห่ง The Sukhothai Bangkok Hotel

    May 29, 2026

    [News] Igniv Bangkok ชวนคุณมาสัมผัสความสดชื่นของฤดูร้อนผ่านเมนูแชร์ริ่งทั้ง 19 จาน แรงบันดาลใจจากรสชาติจัดจ้านของไทยพร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

    May 27, 2026

    [Review] มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    June 13, 2026

    [Review] Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท

    June 5, 2026

    [News] Austrade จับมือ MLA และ Gourmet One โชว์ศาสตร์และศิลป์แห่งเนื้อแกะออสเตรเลีย ชูแบรนด์พรีเมียม “Ambassador Lamb” นุ่ม ไร้กลิ่นสาบ ตอบโจทย์เชฟไทยรังสรรค์เมนูสไตล์ Thai Twist

    May 30, 2026

    [Review] Sabato Italiano ณ La Scala: มหากาพย์วันเสาร์สไตล์อิตาเลียน All You Can Eat สุดพรีเมียม โดยเชฟ Andrea Cetani แห่ง The Sukhothai Bangkok Hotel

    May 29, 2026

    [News] Igniv Bangkok ชวนคุณมาสัมผัสความสดชื่นของฤดูร้อนผ่านเมนูแชร์ริ่งทั้ง 19 จาน แรงบันดาลใจจากรสชาติจัดจ้านของไทยพร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

    May 27, 2026
    POPULAR

    “ฟัวกราส์” ถูกแบนแล้วในแดนแซมบ้า ห้ามซื้อห้ามขายห้ามกิน

    June 29, 2015

    เมล็ดมันแกวแก่ กินไม่ดีถึงตายไปหลายรายแล้ว!!!!

    June 30, 2015

    ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่ของกินของต้องห้ามในนิวยอร์กตั้งแต่วันนี้!

    July 2, 2015
    @KinlakeStars
    KINLAKESTARS.COM

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

    Loading Comments...