Author: athiwat tripipitsiriwat

Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A ในโลกแห่งการทำอาหารที่หมุนเวียนไปตามวัฏจักรแห่งฤดูกาล ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะน่าตื่นเต้นไปกว่ายามที่ลมหนาวระลอกแรกพัดพาความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินจีนมาสู่มหานครกรุงเทพฯ อีกแล้วครับ เมื่อพูดถึง “Autumn of China” หรือฤดูใบไม้ร่วงในประเทศจีน สิ่งแรกที่นักชิมระดับเอ็กซ์คลูซีฟนึกถึงย่อมหนีไม่พ้น “ปูขน (Hairy Crab)” ราชันแห่งความมันและรสชาติอูมามิอันล้ำลึกที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมาให้ลิ้มลองได้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น และในค่ำคืนนี้ ผมได้รับเกียรติอันน่าประทับใจยิ่งในการมาเยือนห้องอาหาร “Purple laurel Bangkok” เพื่อร่วมดื่มด่ำกับค่ำคืนสุดพิเศษ “ค่ำคืนแห่งปูขนและเมนูของดี Autumn of China” ซึ่งรวบรวมเอาวัตถุดิบชั้นเลิศตามฤดูกาลจากทั่วทุกมุมโลกมาผสานเข้ากับเทคนิคการทำอาหารจีนร่วมสมัยได้อย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่บรรยากาศอันหรูหราอบอุ่น ไปจนถึงการบริการระดับเวิลด์คลาส ทุกรายละเอียดถูกร้อยเรียงราวกับบทกวีทางรสชาติที่ผ่านการกลั่นกรองจากเชฟฝีมือฉกาจ วันนี้ผมขอพาทุกท่านร่วมเดินทางผ่านตัวอักษร ดิ่งลึกสู่ความมหัศจรรย์ของ 11 คอร์สอาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงความประณีตและความอร่อยที่สะท้อนผ่านทุกอณูของจานอาหารในค่ำคืนนี้ครับ เครื่องดื่มเปิดประสบการณ์ (The Drink) ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางความอร่อย ทาง Purple laurel Bangkok ได้เตรียมเครื่องดื่มต้อนรับที่ช่วยปลุกประสาทสัมผัสได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มต้นด้วย Welcome tea signature herbal ชาผู้อ๋อเขียวที่ผสมผสานความสดชื่นของมินท์และดอกมะลิได้อย่างลงตัว ให้กลิ่นหอมเย็นละมุนช่วยเคลียร์ช่องปาก ต่อด้วย ชาขาวโบตั๋นพรีเมียม ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว มอบรสสัมผัสที่มีความหนักแน่นคล้ายเนื้อแป้งเนียนนุ่มซึ่งมาจากละอองขนละเมียดบนยอดใบชาขาว และปิดท้ายด้วย ชาสกัดเย็น Jasmine Greentea ที่หอมฟุ้งกลิ่นมะลิธรรมชาติ เย็นชื่นใจ ช่วยเตรียมความพร้อมให้กระเพาะอาหารพร้อมรับรสชาติอันซับซ้อนในคอร์สต่อไป รายละเอียดเมนูอาหาร (The Menu) 01. Welcome Fruit & Appetizer: ทับทิม และจานเรียกน้ำย่อย (ก้านผักกาดขาวดองโอซุน กับซอสเนื้อวัวและพริก) เปิดฉากค่ำคืนแห่งความรื่นรมย์ด้วย Welcome fruit ที่เชฟคัดสรรผลไม้ตามฤดูกาลอย่าง “ทับทิม” เม็ดทับทิมสีแดงก่ำราวกับอัญมณี ส่องประกายแวววาวในจานเซรามิกสีขาวบริสุทธิ์ ให้รสชาติหวานฉ่ำอมเปรี้ยวนิดๆ ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสได้อย่างทรงพลัง พร้อมกันนั้นยังมีจานเรียกน้ำย่อยขนาดพอดีคำจัดเสิร์ฟในถ้วยน้ำจิ้มคู่สุดน่ารัก ประกอบด้วยสององค์ประกอบหลักที่ตัดกันอย่างลงตัว ได้แก่ “ก้านผักกาดขาวดอง” หรือที่รู้จักกันในนาม “โอซุน” ที่ผ่านกระบวนการดองสูตรลับเฉพาะ ให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบสะท้านฟัน รสเปรี้ยวนำเค็มตามบางเบา…

Read More

วันนี้ kinandleisure.com ขอพาทุกท่านเดินทางกลับมาสัมผัสสุนทรียภาพแห่งรสชาติระดับตำนานที่ Kongju Korean Restaurant ร้านอาหารเกาหลีระดับพรีเมียมแห่งแรก ๆ ของเมืองไทยที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) ณ ชั้น 2 โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส (Pathumwan Princess Hotel) คำว่า “Kongju” (공주) ในภาษาเกาหลีแปลว่า “เจ้าหญิง” ซึ่งไม่เพียงแต่สอดคล้องกับชื่อของโรงแรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการถวายการรับรองและการรังสรรค์อาหารตามตำรับราชสำนักเกาหลีโบราณ (Gungjung Emsik) ที่มีความพิถีพิถันสูงสุด หลังจากการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ Kongju ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ที่ยกระดับความหรูหราร่วมสมัย โดยยังคงยึดมั่นในรสชาติดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้นำประเทศ นักการเมือง เอกอัครราชทูต และนักชิมระดับกูร์เมต์ที่แวะเวียนกลับมาอย่างไม่ขาดสาย The Atmosphere & Design: มิติใหม่แห่งการพักผ่อนใจกลางเมือง การกลับมาครั้งนี้ Kongju ได้เปลี่ยนผ่านบรรยากาศให้หรูหราและผ่อนคลายยิ่งขึ้น จุดเริ่มต้นที่สะดุดตาตั้งแต่ก้าวแรกคือ โถงทางเดินเข้า (Entrance Corridor) ที่ออกแบบให้ทอดยาวและกว้างขวาง เป็นกิมมิกทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยสร้างอารมณ์แห่งการรอคอย ความหรูหราและความน่าค้นหาก่อนเข้าสู่ Main Dining Area เมื่อมาถึง Main Dining Area เราจะพบว่าส่วนนี้ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่นสบายตา ผสานความหรูหราด้วยโต๊ะหินอ่อนธรรมชาติ (Marble Tables) ที่สั่งทำเป็นพิเศษ พร้อมติดตั้งระบบเตาปิ้งย่างแบบดูดควันลงด้านล่าง (Downdraft Smokeless Grill) ไร้กลิ่นควันติดตัว โดนที่นั่งเราแนะนำเราขอแนะนำ โซนที่นั่งติดกระจกผืนใหญ่ ถือเป็น Highlight ที่เราขอแนะนำ เพราะทอดสายตาออกไปเห็นทิวไม้ใหญ่สีเขียวขจีบริเวณหน้าโรงแรม ตัดกับทัศนียภาพอันเป็นระเบียบของถนนพญาไท ในช่วงกลางวัน แสงธรรมชาติ เมื่อตัดกับต้นไม้ใหญ่จะมอบความโปร่งสบาย ส่วนช่วงค่ำ แสงไฟระยิบระยับของเมืองใหญ่จะเปลี่ยนบรรยากาศให้โรแมนติก แต่ยังคงความเป็นส่วนตัว สำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ร้านมีห้องไพรเวทหลายขนาดที่ตกแต่งอย่างประณีต รองรับทั้งการเจรจาธุรกิจและการสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ Culinary Heritage & Presentation: ความประณีตในแบบเกาหลีแท้ เชฟของ Kongju ทำงานร่วมกับเชฟรับเชิญจากสถานทูตเกาหลีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ารสมือและเทคนิคการทำอาหารยังคงถูกต้องตามหลักวัฒนธรรมอาหารเกาหลี สิ่งที่ยกให้ Kongju แตกต่างจากร้านอาหารเกาหลีทั่วไปอย่างชัดเจน คือ ศิลปะบนโต๊ะอาหาร…

Read More

มนต์เสน่ห์แห่งลาตินอเมริกาที่กรุงเทพฯ: รีวิวค่ำคืนประวัติศาสตร์ Mexican Gala Night ณ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ หากพูดถึงค่ำคืนพิเศษที่ผสานเอาความมีชีวิตชีวา สีสันอันร้อนแรง และความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมอาหารเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว งานกาล่าดินเนอร์ระดับลักชูรีถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักชื่นชอบอาหารต่างเฝ้ารอคอย และเมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและลิ้มรสความอร่อยในค่ำคืน Mexican Gala Night ณ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างโรงแรมบันยันทรีและสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกมาเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ งานในค่ำคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้ออาหารค่ำธรรมดา แต่เป็นการเดินทางข้ามทวีปผ่านรสชาติ วัตถุดิบชั้นเลิศ และเทคนิคการทำอาหารร่วมสมัยที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งเม็กซิโกได้อย่างแท้จริง หากจะพูดถึงค่ำคืนที่หลอมรวมเอาวัฒนธรรมอันจัดจ้านของประเทศเม็กซิโกเข้ากับความหรูหราใจกลางกรุงเทพมหานครได้อย่างไร้ที่ติ งาน Mexican Gala Night ณ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ถือเป็นหมุดหมายที่สร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่านตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเยือน และก่อนที่เราจะขึ้นไปสัมผัสกับดินเนอร์คอร์สสุดหรูบนห้องอาหาร Saffron Grill ผม (พีท) อยากพาทุกท่านย้อนกลับมาดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขในพาร์ตแรก ซึ่งจัดขึ้น ณ Sensation Bar บาร์โฉมใหม่ที่เนรมิตขึ้นบนพื้นที่เดิมของล็อบบี้โรงแรม พื้นที่แห่งนี้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งสีสัน เสียงดนตรี และกลิ่นอายละตินอเมริกาอันเร่าร้อน พร้อมเปิดฉากค่ำคืนด้วยคานาเป้สุดครีเอท คาเวียร์พรีเมียมจากหัวหิน และการแสดงพื้นบ้านเม็กซิโกที่สะกดทุกสายตา สัมผัสแรกแห่งความอลังการ: ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเม็กซิกัน ณ Sensation Bar ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ Sensation Bar บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนผ่านสู่ดินแดนจังโก้ทันทีด้วยการต้อนรับอันอบอุ่นและตื่นตาตื่นใจ กับโชว์ระบำพื้นบ้านเม็กซิโกที่เหล่านักแสดงสวมใส่ชุดประจำชาติสีสันสดจัดจ้าน ทั้งกระโปรงบานพลิ้วไหวสลับลายริบบิ้นหลายหลากสี และเครื่องประดับศีรษะขนนกอลังการ ท่วงท่าการร่ายรำที่แข็งแกร่งแต่พริ้วไหวไปตามจังหวะดนตรีลาติน ช่วยปลุกพลังความมีชีวิตชีวาและสร้างรอยยิ้มให้กับแขกในงานได้เป็นอย่างดี ถือเป็นพิธีต้อนรับ (Welcome Reception) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงพลัง สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของทางโรงแรมบันยันทรีและสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกที่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสจิตวิญญาณความเป็นเม็กซิกันอย่างแท้จริงก่อนเริ่มต้นค่ำคืนอันยาวนาน มิติใหม่แห่งเครื่องดื่มต้อนรับ (Welcome Cocktails): ศิลปะแห่งมิกซ์โซโลจี ในส่วนของเครื่องดื่มต้อนรับ บาร์เทนเดอร์ฝีมือเยี่ยมประจำ Sensation Bar ได้รังสรรค์คอกเทลสูตรพิเศษที่ผสานวัตถุดิบสไตล์เม็กซิกันเข้ากับเทคนิคการผสมเครื่องดื่มร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง แก้วแรกโดดเด่นด้วยการนำเสนอในแก้วทรงสูงพร้อมเทคนิคการอบควัน (Smoke Infusion) ที่ช่วยกักเก็บกลิ่นหอมกรุ่นยามรินเสิร์ฟ และอีกหนึ่งแก้วซิกเนเจอร์ที่สะดุดตาทุกมุมมอง คอกเทลสีส้มแดงสดใสท็อปด้วยโฟมเนื้อนุ่มละมุนโรยด้วยผงทองคำเปลวบริสุทธิ์ ประดับประดาบนช้อนไม้สลักที่บรรจุไข่มุกเจลลี่รสผลไม้สีแดงระยิบระยับวางอยู่บนก้อนคริสตัลไอซ์บริสุทธิ์ เมื่อจิบเข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความสดชื่นซาบซ่าของซิตรัสและความเข้มข้นของสปิริตชั้นดีที่ผสมผสานกันอย่างกลมกล่อม ความนุ่มของโฟมช่วยเบรกความแรงได้อย่างลงตัว ทิ้งกลิ่นหอมละมุนติดปลายลิ้นที่ชวนให้อยากลิ้มลองแก้วแล้วแก้วเล่า เป็นการเปิดต่อมรับรสเตรียมความพร้อมสู่ความอร่อยในลำดับต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซูเปอร์ลักชูรีคานาเป้: คาเวียร์หัวหินพบกับใบชะพลูทอดและเนยสามเกล ไฮไลต์อันน่าทึ่งที่สุดของสเตชันคานาเป้ในค่ำคืนนี้ คือการนำเอาวัตถุดิบระดับซูเปอร์ลักชูรีของไทยอย่าง…

Read More

The Vibes สัมผัสแรกเมื่อก้าวเข้าสู่ The Grill โซนสเต๊กเฮาส์ของ Penthouse Bar + Grill คือความตื่นตาตื่นใจผสานกลิ่นอายความเท่สไตล์ ArtDeco/Mid-Centuryได้อย่างมีชั้นเชิง ให้ความรู้สึกขรึมและมีเสน่ห์ แต่แฝงด้วยความสนุกสนาน มี elements ที่ surprise ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน คอปเปอร์ และไม้แกะสลัก layout อบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับเราได้รับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้ส่วนตัวในห้องเพนต์เฮาส์สุดหรูของเพื่อนสนิท ต้อนรับเราตั้งแต่หน้าประตูด้วยเอกลักษณ์สะดุดตาอย่าง มอเตอร์ไซค์ Royal Enfield สุดคลาสสิก หัวใจสำคัญของโซนนี้คือ “Open Kitchen” หรือครัวเปิดอันเปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวา ที่เปิดโอกาสให้สายตาได้เพลิดเพลินไปกับทุกท่วงท่าของทีมเชฟ เสียงฉ่าของเนื้อบนเตาย่าง เปลวไฟที่ลุกโชน และกลิ่นหอมอบอวลของการย่างสดใหม่ เผยให้เห็นศิลปะแห่งการปรุงอาหารอย่างใกล้ชิด ทั้งการรังสรรค์เนื้อเกรดพรีเมียมและอาหารทะเลชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลกอย่างพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความหลงใหล ผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติ: เชฟโทโมยะ ซูกิซากิ (Chef Tomoya Sugizaki) ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยและมิติอันลุ่มลึกของทุกจานคือ เชฟโทโมยะ ซูกิซากิ (Chef Tomoya Sugizaki) เชฟมากฝีมือผู้สั่งสมประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี จากโรงแรมระดับตำนานอย่าง Park Hyatt Tokyo พร้อมพกพาดีกรีระดับเวิลด์คลาสอย่างรางวัลชนะเลิศ Asia Pacific Good Taste Series 2018 Champion มาเป็นเครื่องการันตีฝีมือ เชฟโทโมยะนำเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาสู่ Penthouse Bar + Grill ด้วยการหลอมรวม “ศาสตร์การย่างแบบสเต๊กเฮาส์คลาสสิก” เข้ากับ “จิตวิญญาณและความพิถีพิถันในแบบฉบับญี่ปุ่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ความคลั่งไคล้ในการคัดสรรวัตถุดิบเนื้อวัวและซีฟู้ดระดับท็อปจากทั่วโลก การคุมอุณหภูมิความร้อนและเวลาบนเตาย่างอย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร ไปจนถึงการบาลานซ์รสชาติอันนุ่มนวล ทุกจานที่เชฟสร้างสรรค์จึงไม่ใช่แค่สเต๊กทั่วไป แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการรับประทานอาหาร The Grill Experience Amuse Bouche สำหรับคำแรกก่อนดื่มด่ำไปกับเนื้อ เชฟต้อนรับเราด้วย Caviar แบบ traditional ตกแต่งมาอย่างสวยงามให้เป็นเครื่องหมายการันตีและคำสัญญาจากเชฟว่า ค่ำคืนนี้จะเป็นมื้ออาหารที่สุดแสนประทับใจ คำแรกต้อนรับความหรูหราด้วย Amuse Bouche คาเวียร์เม็ดกลมโตสีดำเงางาม วางทับบนแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มในสไตล์บลินี (Blini)…

Read More

วันนี้ kinandleisure ของนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกขนมไหว้พระจันทร์ที่สวยงามและคู่ควรกับการส่งต่อความคิดถึงและความปราถนาในช่วงก่อนสิ้นปี นั่นคือ ขนมไหว้พระจันทร์จาก โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok ตัวกล่องขนมไหว้พระจันทร์ Kimpton Signature Mooncake Box ถูกออกแบบมาให้เป็นของที่ระลึกที่สามารถนำไปใช้ต่อได้หลังจากรับประทานขนมไหว้พระจันทร์หมดแล้ว โดยรูปทรงเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความแข็งแกร่ง และการปกป้อง มาในโทนสีที่เรียบง่ายแต่หรูหราสวยงาม อย่างสีแดงเพลิง สีทองเมทัลลิก และสีน้ำตาลเข้ม ภายนอกทำจากหนังคุณภาพสูง ตกแต่งด้วยการพิมพ์ฟอยล์สีทองและลายปั๊มจมที่สะท้อนแสงบนพื้นผิว ส่วนภายในบุด้วยกำมะหยี่อย่างสวยงาม ลวดลายม้าไฟแห่งโชคลาภนี้เหมาะมากสำหรับผู้ทีชื่นชอบความสง่างามของม้า และพลังของม้าไฟ โดยความพิเศษและหัวใจสำคัญของคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ยังคงเป็นความร่วมมือกับ Artstory By Autistic Thai ซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิออทิสติกไทย ภาพ “ม้าไฟ” ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ถูกสร้างสรรค์โดย คุณอนุสรณ์ ถุนารินทร์ หรือ มิกซ์ หนึ่งในศิลปินมากความสามารถของ Artstory By Autistic Thai โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายขนมไหว้พระจันทร์ทุกกล่อง จะถูกนำบริจาคเพื่อสนับสนุนภารกิจของ Artstory By Autistic Thai และต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่าง 2 องค์กร ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งได้ระดมทุนไปแล้วกว่า 200,000 บาท เมื่อเปิดขึ้นมา ตัวกล่องได้จัดวางขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้นได้อย่างประณีต ซึ่งสามารถนำไปตั้งใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นกล่องเก็บเครื่องประดับ ที่เก็บของใช้ หรือของตกแต่งโต๊ะทำงาน ที่จะส่งต่อพลังแห่งม้าไฟต่อไป ชุดขนมไหว้พระจันทร์ของคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ประกอบด้วยขนมไหว้พระจันทร์ทั้งหมด 4 ชิ้น ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกขนมไหว้พระจันทร์ได้จากตัวเลือกทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียนและเมล็ดฟักทองกับไข่แดง – ไส้คลาสสิค ที่อัดแน่นด้วยรสชาติของทุเรียนกวนเนื้อดี มีความหวานพอดีผสมกับเนื้อเมล็ดฟักทองช่วยตัดเลี่ยนและให้กลิ่นแปลกใหม่ พร้อมกับไข่แดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียน คัสตาร์ด – ตัวคัสตาร์ดเนื้อหวานละมุน ไส้เนียน กับแป้งที่รสชาติอร่อย เหมาะกับน้ำชายามบ่าย ช่วยให้กลิ่นหอมและรสหวานลงตัว ลาเต้คาราเมลและอัลมอนด์ – รสชาติที่ทำมาเอาใจคนรักกาแฟ ตัวกาแฟชูความโดดเด่นของวัฒนธรรมกาแฟเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแบบโกปี๊ใส่นม ที่นิยมดื่มบริเวณภาคใต้ พร้อมความหอมของอัลมอนด์ เป็นผสมผสานรสชาติและรสสัมผัสของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมาะกับการรับประทานพร้อมกับชาหรือกาแฟร้อน ๆ โมจิงาดำช็อกโกแลต – เนื้อไส้ขนมงาดำผสมโมจิและชอคโกแลต…

Read More

รีวิวเจาะลึก Sunday Brunch Buffet โฉมใหม่ Romsai Banyan Tree Bangkok: ปรากฏการณ์ Quiet Luxury Dining เหนือระดับ ชิม Lobster และ Caviar ไม่อั้น ท่ามกลางสวนป่าแนวนิเวศ Sunday Brunch Buffet Unlimited Lobster and Caviar with new interior at Romsai Banyan Tree Bangkok โดย Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สวัสดีครับท่านผู้อ่านผู้มีรสนิยมในการรับประทานอาหารทุกท่าน พีทขอต้อนรับทุกท่านสู่งานวิจารณ์ศิลปะแห่งรสชาติประจำสัปดาห์ครับ สำหรับคอลัมน์นี้ กระผมจะพาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสกับหนึ่งใน Sunday Brunch ที่ถูกกล่าวขานและเป็นที่จับตามองมากที่สุดในยามนี้ นั่นคือการเผยโฉมใหม่ของห้องอาหาร Romsai (รมย์ไทร) ณ โรงแรม Banyan Tree Bangkok การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงเมนูธรรมดา แต่เป็นการปฏิวัติประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับ Quiet Luxury อย่างแท้จริง ทั้งในมิติของสถาปัตยกรรมภายใน รสสัมผัสของวัตถุดิบชั้นเลิศระดับพรีเมียมจากทั่วทุกมุมโลก ตลอดจนสุนทรียศาสตร์ของการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงดนตรีสด Live Jazz และบรรยากาศสวนป่าธรรมชาติอันร่มรื่นครับ 🏛️ สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ปรากฏการณ์ Biophilic Design ในนิยาม Quiet Luxury หากพิจารณาในเชิงสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน (Interior Architecture) การออกแบบโฉมใหม่ของห้องอาหาร Romsai ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าหลงใหลอย่างยิ่งของการประยุกต์ใช้ Biophilic Design หรือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สถาปัตยกรรมปิดได้อย่างไร้รอยต่อ Spatial Dynamic & Aperture: จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์คือการใช้กระจกผืนใหญ่สูงโปร่งแบบ Floor-to-Ceiling เพื่อลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ภายใน (Interior Space) และธรรมชาติภายนอก…

Read More

ยามที่แสงตะวันลับขอบฟ้าและแสงไฟนีออนของกรุงเทพมหานครเริ่มตื่นขึ้น วันนี้ kinandleisure.com ขอพาทุกท่านไปเดินเล่นที่ย่านสุรวงศ์ พื้นที่ซึ่งอบอวลด้วยประวัติศาสตร์และความคลาสสิก ได้ต้อนรับมิติใหม่แห่งการสังสรรค์ยามค่ำคืน การเปิดตัวของ Kizaru (คิซารุ) ร้านอิซากายะระดับพรีเมียม ณ มณเฑียร มอลล์ (ติดกับโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์) ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มหมุดหมายใหม่บนแผนที่นักชิม แต่คือการเนรมิตพลังอันมีชีวิตชีวาของตรอกอิซากายะในโตเกียวมากลั่นกรองผ่านสายตาแบบร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ โปรเจกต์นี้เกิดจากการรวมตัวของสองผู้นำแห่งวงการบริการและร้านอาหารจากฮ่องกง ได้แก่ Christopher Mark และ Vidur Yadav ร่วมมือกับ เชฟ Shun Sato เชฟใหญ่แห่งร้าน Censu ผู้เติบโตมาในครอบครัวร้านอิซากายะในเมืองเซนได และสะสมประสบการณ์ในครัวระดับโลกทั้งโตเกียว ซิดนีย์ ลอนดอน และฮ่องกง พวกเขาได้สร้างสรรค์พื้นที่ซึ่งความปราณีตสไตล์กูร์เมต์มาบรรจบกับความสนุกสนานที่เป็นกันเอง บรรยากาศและการออกแบบ: จังหวะชีวิตในตรอกโตเกียวที่ตีความใหม่ เมื่อก้าวผ่านบานประตูของ Kizaru เสียงแก้วสาเกกระทบกันและกลิ่นหอมอบอวลจากเตาย่างเปิดจะเข้ามากระทบประสาทสัมผัสทันที บรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบโดยเน้น ครัวเปิด (Open Kitchen) ขนาดอบอุ่น ไร้เส้นกั้นระหว่างเชฟกับผู้มาเยือน ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์อันเป็นธรรมชาติและเติมเต็มสปิริตของวัฒนธรรม “ทาจิโนมิ” (Tachinomi – วัฒนธรรมการยืนดื่มและพูดคุยอย่างอิสระของญี่ปุ่น) ให้กลายเป็นการนั่งดื่มต่ำที่ยาวนานและเพลิดเพลินเกินกว่าที่ใครตั้งใจไว้ Christopher Mark ได้นิยามความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า “สุรวงศ์คือจุดเชื่อมต่อระหว่างความคลาสสิกกับความร่วมสมัยของสามย่านและตลาดน้อย เราต้องการจำลองเสน่ห์อันเรียบง่ายแต่ทรงพลังของร้านยามค่ำคืนในโตเกียว สถานที่ซึ่งทุกคนสามารถถอดบทบาทการทำงานไว้ด้านนอก แล้วมาร่วมแบ่งปันอาหารจานพิเศษกันอย่างผ่อนคลาย” The Menu เชฟ Shun Sato นำเสนออาหารญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยผ่านการตบแต่งและจับคู่รสชาติ (Pairing & Combinations) ที่คาดไม่ถึง ทุกจานถูกออกแบบมาให้อร่อย ซับซ้อน และเติมเต็มรอยยิ้มระหว่างมื้อได้อย่างน่าประทับใจ สมกับคอนเซป Modern Izakaya 1. Bar Snacks & Small Plates: จานทานเล่นที่ไม่ธรรมดา Spinach Ohitashi (170 บาท) ผักโขมญี่ปุ่นลวกสุกกำลังดี นำไปแช่ในน้ำสต๊อกดาชิแบบคลาสสิก แต่ยกระดับด้วยซอสเบสงาขาวบดเข้มข้น (Neri Goma) และน้ำมันพริกเผ็ดร้อน (Rayu) Ohitashi (โอฮิตาชิ) คือเทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นในการนำผักไปลวกแล้วแช่ในซุปดาชิเพื่อให้เนื้อผักดูดซับความอุมามิ การนำงาขาวและ Rayu มาผสมผสานถือเป็นการสร้างสรรค์สไตล์ร่วมสมัยที่ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสได้เป็นอย่างดีความหวานกรอบตามธรรมชาติของผักโขมถูกโอบอุ้มด้วยความเค็มมันนวลของงาขาว…

Read More

สัมผัสแรกแห่งความรื่นเริงและมรดกอาหารกวางตุ้ง เมื่อเอ่ยถึงศาสตร์แห่งอาหารจีนกวางตุ้ง (Cantonese Cuisine) หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ความหรูหราของวัตถุดิบ หากแต่คือการดึง “รสชาติแท้ตามธรรมชาติ” ออกมาอย่างละเมียดละไม วันนี้ kinandleisure จึงขอพาทุกท่านไปยังชั้น 3 ของศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ “เฮยยิน” (HEI YIN) ได้ทำหน้าที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมวัฒนธรรมการกินโบราณแหงเมืองกวางโจว ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ที่โอบล้อมด้วยทิวเขาทางตอนเหนือและขนาบด้วยทะเลจีนใต้—เข้ากับวิถีชีวิตระดับพรีเมียมของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อ “HEI YIN” (喜宴) มีรากศัพท์ที่สื่อถึง “งานเลี้ยงแห่งความสุขและความอุดมสมบูรณ์” การเดินทางมารับประทานอาหารที่นี่จึงเป็นมากกว่าการทานมื้อค่ำ แต่คือการร่วมเฉลิมฉลองสุนทรียภาพแห่งชีวิต ผ่านสำรับอาหารกวางตุ้งแท้ที่รังสรรค์ด้วยความใส่ใจ ความรื่นรมย์ในงานดีไซน์: การผสานธรรมชาติและปรัชญาตะวันออก (Restaurant Design) ก้าวแรกที่เดินผ่านธรณีประตูของ HEI YIN สัมผัสได้ถึงความหรูหราอลังการที่เงียบสงบ (Quiet Luxury) ตัวร้านถูกออกแบบโดยสะท้อนถึงองค์ประกอบของธรรมชาติและภูมิประเทศอันสมบูรณ์ของเมืองกวางโจว นำเสนอบรรยากาศอันอบอุ่น ทรงคุณค่า และเปี่ยมด้วยรสนิยม เราชอบสีเขียวมงคลและเมฆมงคลตรงกลางร้านซึงดูหรูหราและมีสไตล์ สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ร้าน HEI YIN ยังมีบริการห้องจัดเลี้ยง VIP 4 ห้อง 4 สไตล์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธาตุและมิติของธรรมชาติอย่างลงตัว: ห้อง Mountain (ภูเขา): โทนสีอบอุ่น เข้มงวด ละกมด้วยโชนสีเขียวและไม้ รองรับได้ 13–18 ท่าน ห้อง Sea (ท้องทะเล): โทนสีน้ำเงินลุ่มลึก เรียบหรู สะท้อนมิติแห่งเกลียวคลื่น รองรับได้ 8–12 ท่าน ห้อง Earth (ผืนแผ่นดิน): โทนสีทองและงานไม้ธรรมชาติ เรียบง่ายแต่ทรงพลัง รองรับได้ 5–7 ท่าน ห้อง Sun (ดวงอาทิตย์): โทนสีแดงกำมะหยี่เจิดจ้า เปี่ยมด้วยพลังและมงคล รองรับได้ 10 ท่าน ปรมาจารย์แห่งห้องครัว: เชฟแจ็คกี้ ชาน (Master Chef) เบื้องหลังความอร่อยอันไร้ที่ติของ HEI YIN คือการกุมบังเหียนของ เชฟแจ็คกี้ ชาน (Chef Jackie…

Read More

ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหลอย่างกรุงเทพฯ หากถามกระผมว่ามีที่ไหนที่สามารถเสกช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ให้กลายเป็นความทรงจำอันแสนวิเศษได้บ้าง ชื่อของ Amaya Food Gallery บนชั้น 4 ของโรงแรม Amari Bangkok จะปรากฏขึ้นในใจเป็นลำดับแรกเสมอ ด้วยคอนเซปต์ “Saturday Dinner Buffet” ที่ไม่ได้เพียงแค่ยกอาหารมาวาง แต่คือการยก “ปรากฏการณ์แห่งความพรีเมียม” มาเสิร์ฟไว้เบื้องหน้า กระผมจึงขออาสาพาทุกท่านร่วมเดินทางไปสัมผัสทุกรายละเอียดของมหกรรมบุฟเฟต์มื้อค่ำที่เหล่าคนรักความอร่อยต้องจารึกไว้ครับ Seafood on Ice: ขุมทรัพย์จากท้องทะเลลึก เมื่อก้าวเข้ามายังโซนอาหารทะเล สิ่งแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นอายความสดที่สะอาดและบริสุทธิ์ ขบวนพาเหรดซีฟู้ดออนไอซ์ที่นี่มิใช่เพียงแค่การวางกองทิ้งไว้ แต่มันคือศิลปะการนำเสนอที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้ง ขาปูอลาสก้า (Alaska King Crab) ที่ทางเชฟคัดไซส์มาให้แบบเนื้อแน่น หวานฉ่ำ ผ่านการนึ่งในอุณหภูมิที่พอเหมาะจนคงความเด้งของเส้นใยเนื้อปูไว้ได้สมบูรณ์แบบ ให้สัมผัสที่หวานล้ำเมื่อเคี้ยวลงไป เนื้อสดมากไม่ติดเปลือก ไซด์ใหญ่บึ้ม ส่วน กุ้งแม่น้ำ (River Prawns) นั้นไซส์ใหญ่กำลังดี เนื้อเด้งสู้ฟัน กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของมันกุ้งแทรกซึมไปทั่วทุกอณูเนื้อ ตัดกับความเปรี้ยวของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดที่เป็นสูตรลับเฉพาะของที่นี่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมี ปลาหมึก (Squid) ที่กรอบเด้ง และ หอยแมลงภู่ (Black & Blue Mussel) ที่คัดมาสดใหม่ไร้กลิ่นคาวกวนใจ บอกเลยว่านี่คือการแสดงสดของท้องทะเลและแม่น้ำที่ใครได้ลองเป็นต้องประทับใจ Oyster Bar: สัมผัสรสละมุนจาก 3 สายพันธุ์ พิเศษยิ่งขึ้นด้วยมุม Oyster Bar ที่มีพระเอกถึง 3 สายพันธุ์ คือ Surat Thani ที่มีรสชาติหวานละมุนแบบไทยแท้, Korean Oyster ที่โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่อวบอ้วน หวานมันลึกซึ้ง และ Fin de Claire จากฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องความกรุบกรอบและความเค็มปลายลิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ ทุกตัวถูกแกะสดๆ วางเรียงบนน้ำแข็งบดละเอียดเพื่อรักษาอุณหภูมิความเย็นให้คงที่ การปรุงที่ใส่ใจเช่นนี้ช่วยส่งเสริมให้รสชาติของวัตถุดิบเปล่งประกายออกมาได้อย่างสูงสุด ไม่ว่าท่านจะทานแบบสดๆ หรือบีบเลมอนเพียงเล็กน้อย ความสดชื่นก็จะตีตื้นขึ้นมาแตะจมูกทันทีครับ Japanese Corner: ศิลปะแห่งความละเมียดและวัตถุดิบชั้นเลิศ มาถึงโซนที่กระผมเฝ้ารอคอยนั่นคือ “Japanese Corner” ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของบุฟเฟต์แห่งนี้ ไฮไลต์ที่สะกดทุกสายตาคือ โอโทโร่ (Otoro)…

Read More

หากพูดถึงร้านอาหารอิตาเลียนที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับเสน่ห์อันเย้ายวนได้อย่างน่าหลงใหล Ms. Jigger ประจำโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok คือสถานต้องอยู่ใน List ล่าสุดทางร้านได้ถ่ายทอดเรื่องราวบทใหม่ผ่านเซตเมนู “The Flavors of Ms. Jigger” ที่รังสรรค์โดย Chef Danilo Aiassa เชฟชาวอิตาเลียนผู้เติบโตในแคว้นพีดมอนต์ (Piedmont) และมีประสบการณ์ในวงการอาหารอิตาเลียนทั้งร้านหรูและโรมแรมแระดับห้าดาวของไทยมาอย่างยาวนาน Vibe & Atmosphere: ความเซ็กซี่ที่อบอุ่นในทุกมิติ แรกสัมผัสเมื่อก้าวเข้าสู่ Ms. Jigger คือบรรยากาศที่อบอวลด้วยความ Sexy & Glamorous จากแสงไฟ Mood Lighting ไฮไลต์อยู่ที่ Display Wine Cellar ความสูงจรดเพดานที่รวบรวมไวน์ชั้นเลิศเอาไว้ นอกจากนี้ ร้านยังเชื่อมต่อกับ RUBY Bar บาร์สไตล์ค็อกเทลสุดชิคที่เหมาะสำหรับการนั่งจิบ Aperitivo ก่อนเข้าสู่ Main Dining Area ไม่ว่าจะเป็นดินเนอร์สุดโรแมนติกสำหรับคู่รัก หรือการเฉลิมฉลองอันแสนสนุกสนานในกลุ่มเพื่อนสนิท เมื่อพูดถึงร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านรสชาติและบรรยากาศ ชื่อของ Ms. Jigger (มิส จิ๊กเกอร์) ตั้งอยู่ที่โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok มักจะติดอันดับต้นๆ เสมอ ผมไม่ได้มองเห็นเพียงแค่ความสวยงามฉาบฉวย หากแต่มองเห็น “กระบวนการคิดเชิงออกแบบ” (Design Thinking) ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสเปซแห่งนี้ หัวใจสำคัญของการออกแบบ Ms. Jigger คือการสร้างประสบการณ์แบบ “Residential Dining” หรือการรับประทานอาหารในบ้านเพื่อนผู้มีรสนิยมสูง ไม่ใช่การนั่งทานในห้องโถงโรงแรมที่แข็งทื่อ มันคือการผสมผสานระหว่างกลิ่นอายของอิตาลีตอนเหนือเข้ากับความอบอุ่นแบบโอเรียนทัล ผ่านการเลือกใช้วัสดุ แสง และการจัดวางพื้นที่ที่แยบยล เรามาถอดรหัสดีไซน์ของ Ms. Jigger ไปทีละส่วนกันครับ 1. การจัดวางพื้นที่ (Zoning) และจังหวะของประสบการณ์ การออกแบบที่ดีต้องมี “ลำดับชั้นของพื้นที่” (Hierarchy of Space) Ms. Jigger ทำได้ดีมากในการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ของแขกผู้มาเยือน…

Read More