หากเอ่ยชื่อ “เชฟดาร์ชาน มูนิดาซา” (Chef Dharshan Munidasa) เหล่าฟู้ดดี้ตัวจริงย่อมรู้ดีว่าเขาคือใคร เขาคือเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหารระดับตำนานที่ปักธงความอร่อยไว้ทั่วเอเชีย ตั้งแต่ร้านอาหารทะเลติดอันดับโลกอย่าง Ministry of Crab ไปจนถึงร้านอาหารญี่ปุ่นสุดพรีเมียมอย่าง Nihonbashi ในศรีลังกา การมาเยือนเมืองไทยของเขาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรากฏตัวธรรมดา แต่เป็นการนำ “จิตวิญญาณ” ของการย่างเนื้อในสไตล์ Carne Diem Grill สเต๊กเฮ้าส์ชื่อดังจากมัลดีฟส์ มาเสิร์ฟแบบ Pop-Up สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ห้องอาหาร โบทานิก้า การ์เด้น เทอเรส โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ค่ำคืนนั้นคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างบรรยากาศสวนสวยใจกลางเมือง (Chevaa Garden) ของสินธร เคมปินสกี้ และศาสตร์แห่งการย่างอันเป็นเอกลักษณ์ของเชฟดาร์ชาน ภายใต้ปรัชญาเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งอย่าง “Meat. Heat. Salt.” ที่เชื่อมั่นว่ารสชาติที่สมบูรณ์แบบเริ่มต้นจากวัตถุคุณภาพเยี่ยม และความร้อนจากเปลวไฟที่ควบคุมได้แม่นยำ และการปรุงแต่งที่พอเหมาะ นี่คือรีวิวประสบการณ์การทานเซตเมนู 8 คอร์ส สำหรับ 2 ท่าน ที่พีทได้มีโอกาสไปลิ้มลอง และต้องบอกว่า… มันคือประสบการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ครับ! 1. White Gold – White Gold – White Corn Potage การเดินทางแห่งรสชาติเริ่มต้นอย่างละมุนละไมด้วย White Gold – White Gold – White Corn Potage ซุปข้าวโพดขาวเนื้อเนียนละเอียด เชฟดาร์ชานใช้ข้าวโพดขาวสายพันธุ์พิเศษที่มีความหวานตามธรรมชาติสูง นำมาเคี่ยวจนได้น้ำซุปที่เข้มข้นและนวลเนียนดั่งทองคำขาว เพิ่มมิติและความลึกของรสชาติด้วยน้ำซุปไก่ Tori Gara (ซุปไก่สไตล์ญี่ปุ่นที่เคี่ยวจนใสและมีรสอูมามิ) รสและสัมผัส: เมื่อสัมผัสแรกแตะที่ปลายลิ้น คุณจะรู้สึกถึงความหวานธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของข้าวโพดขาว ไม่มีความปรุงแต่งเกินเบอร์ ซุปมีความเนียนนุ่ม (velvety texture) ละลายในปาก กลิ่นหอมของข้าวโพดและซุปไก่ Tori Gara ตีขึ้นจมูกอย่างแผ่วเบา เป็นการเปิดต่อมรับรสที่สมบูรณ์แบบ อ่อนโยนแต่มีเอกลักษณ์ เป็นซุปที่เรียบง่ายแต่ทำยากที่สุด 2. Bread & Beef…
Author: athiwat tripipitsiriwat
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A คุณเคยเห็นปรากฏการณ์ห้องอาหารที่ทำให้ที่จอดรถของโรงแรมระดับห้าดาวเต็มแน่นจนหาที่จอดไม่ได้ในคืนวันพฤหัสบดีหรือไม่? คอลัมน์ kinandleisure ขอพาคุณไปรู้จักกับ La Petite Maison (LPM) ร้านอาหารระดับโลกสไตล์ French Riviera ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองนิส (Nice) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ก่อนจะไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังระดับตำนานจากสาขา Mayfair ในกรุงลอนดอน ซึ่งตอนนี้ได้มาเปิด Pop-up Store สุดพิเศษแบบจำกัดเวลา ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ (ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 เท่านั้น!) เสน่ห์แห่ง French Riviera และ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ LPM ความสำเร็จของ LPM ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน ดูไบ ไมอามี หรือริยาด ไม่ได้มาจากแค่รสชาติอาหารเท่านั้น แต่คือแนวคิด “Tous célèbres ici” (ทุกคนคือคนสำคัญเมื่ออยู่ที่นี่) และสไตล์อาหาร French Riviera หรือ Cuisine Niçoise ที่เน้นความสดใหม่ ขนมปังอบใหม่กรอบนอกนุ่มใน น้ำมันมะกอกคุณภาพเยี่ยม และการดึงรสชาติธรรมชาติตามฤดูกาลของวัตถุดิบออกมาให้เปล่งประกายที่สุด บรรยากาศ (Atmosphere) เมื่อก้าวเข้าไปในพื้นที่ Pop-up ที่โรงแรมอนันตรา สยาม คุณจะรู้สึกเหมือนถูกวาร์ปไปอยู่ใจกลางลอนดอนหรือชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน LPM ได้ยกสัญลักษณ์ที่เป็น Iconic Elements มาไว้อย่างครบถ้วน: กันสาดสีแดง อันเป็นเอกลักษณ์ที่คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน Trolley ภาพวาดศิลปะ และงานอาร์ตสไตล์โมเดิร์นพิ่มความมีชีวิตชีวา ขวดน้ำมันมะกอกลายเซ็นของร้าน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารเซรามิก และยูนิฟอร์มพนักงานที่เนี้ยบแต่ผ่อนคลาย องค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาร้อยเรียงเข้ากับความหรูหราของโรงแรมอนันตรา สยาม ได้อย่างลงตัว อาหารของที่นี่เน้นรูปแบบ Family Style & Sharing Menu…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สำหรับรีวิววันนี้ แห่ง Kinandleisure ขอทุกท่านมาเฉลิมฉลองด้วยอาหารจีนอีกครั้ง เพื่อต้อนรับการกลับมาของห้องอาหารจีนในตำนานอย่าง Fei Ya (เฟย ยา) ณ โรงแรม Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel ในครั้งนี้ บอกได้คำเดียวว่าเป็นการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ที่ยกระดับนิยามของ Modern Luxury Chinese Dining ไปอีกขั้นอย่างแท้จริงครับ ตำนานบทใหม่ของ “เป็ดบิน” แห่งราชประสงค์ ชื่อของ Fei Ya (เฟย ยา) แปลตรงตัวได้ว่า “เป็ดบิน” (Flying Duck) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความทะยานอยากในการก้าวข้ามขีดจำกัดของรสชาติอาหารจีนดั้งเดิม ห้องอาหารแห่งนี้สร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นเดสติเนชันระดับตำนานของกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมนูเป็ดปักกิ่งอบไม้ลิ้นจี่ที่ใครต่อใครต่างยกให้เป็นที่สุดในใจ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปัดฝุ่น แต่เป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศที่นำเอาเรื่องราวในอดีตมาเล่าใหม่ในแบบที่น่าค้นหากว่าเดิม เพื่อต้อนรับนักชิมทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่รักรสชาติดั้งเดิม ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์การกินดื่มที่เปี่ยมด้วยสไตล์ ดีไซน์โฉมใหม่: แสงเงาเหนือระดับ และเสน่ห์อันร่วมสมัย ก้าวข้ามความสลัวรางและโทนสีเข้มขรึมของห้องอาหารจีนแบบเดิม ๆ ไปได้เลยครับ เพราะ Fei Ya รีโนเวทใหม่ทั้งหมดภายใต้คอนเซปต์ที่เน้น ความสว่างไสว หรูหรา แต่ทว่าอบอุ่น การตกแต่งภายในมีการเล่นเลเยอร์ของแสงอย่างมีชั้นเชิง มีการสอดแทรกรูปทรง ไว้อย่างแนบเนียนและมีรสนิยมผ่านงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมรูปเป็ดประดับในร้านทำให้ดูทันสมัย และ สว่างขึ่้น แต่ยังมีมุมที่ยังคงความคลาสสิคเคร่งครึมให้เห็นอย฿่ ดูเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไฮไลท์เด่นที่สายโซเชียลต้องหลงรักคือ “การจัดแสง (Lighting Design)” ของห้องอาหารในเวอร์ชันนี้ที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดีเยี่ยม แสงไฟส่องกระทบลงบนจานอาหารได้อย่างงดงาม ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยคมชัด ผิวหน้าของเป็ดปักกิ่งสะท้อนเงาวาววับชวนน้ำลายสอ เป็นสเปซที่เหมาะทั้งการมาฉลองกับครอบครัวในวันพิเศษ หรือการนัดสังสรรค์ในธุรกิจที่ต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟ เชฟ Jerry Li: ผู้ร้อยเรียงรสชาติระดับสากล บนรากฐานแห่งประเพณี การปรับโฉมครั้งนี้มาพร้อมกับการต้อนรับ เชฟ Jerry Li เอ็กเซกคิวทีฟเชฟคนใหม่ผู้พกพาประสบการณ์การทำงานในโรงแรมหรูระดับนานาชาติมานานกว่าทศวรรษ เส้นทางสายอาหารของเขาเดินทางผ่านเมืองใหญ่ในจีน ข้ามไปยังดินแดนตะวันออกกลางอันเต็มไปด้วยเครื่องเทศ และมัลดีฟส์รีสอร์ทระดับท็อปของโลก ประสบการณ์ที่หลากหลายนี้หล่อหลอมให้เชฟ Jerry มีความเข้าใจในรสนิยมอาหารจีนระดับสากลอย่างลึกซึ้ง…
รีวิว Summer Menu 2026 OXBO Bangkok: ดื่มด่ำรสชาติ Open-Fire ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ สวัสดีครับเพื่อนนักชิมทุกคนวันนี้ Kinandleisure กลับมาแล้วครับ! วันนี้ผมจะพาไปเปิดประสบการณ์ Dining ระดับพรีเมียมที่ OXBO Bangkok ณ โรงแรม Millennium Hilton Bangkok กันครับ สำหรับ OXBO โฉมใหม่นี้เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักอาหารที่ต้องการบรรยากาศ Casual แต่แฝงไปด้วยความจัดจ้านของรสชาติและศิลปะการปรุงอาหารด้วยเตาถ่าน Open-Fire ซึ่งคุมทัพโดยเชฟ Oliver Afonso เชฟผู้มากประสบการณ์ที่เคยผ่านงานจากร้านระดับโลกอย่าง Gaggan มาแล้ว หากถามว่าอะไรที่ทำให้มื้ออาหารที่ OXBO Bangkok พิเศษไปกว่าร้านทั่วไป นอกจากเรื่องรสชาติที่เราการันตีได้แล้ว สิ่งที่ต้องพูดถึงคือ “งานดีไซน์และบรรยากาศ” ครับ เชฟและทางร้านตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้เป็น Modern Casual ที่มีความเท่ ดิบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราแบบโรงแรมชั้นนำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างลงตัว วิวมุมกว้างที่สะกดสายตา: สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดเมื่อก้าวเข้ามาคือการใช้กระจกใสแบบ Floor-to-ceiling ตลอดแนวร้าน ทำให้ลูกค้าทุกคนมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบ Panoramic ไม่ว่าจะเป็นช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์กำลังตกกระทบผิวน้ำ หรือยามค่ำคืนที่แสงไฟจากตึกสูงและเรือที่ล่องผ่านไปมาสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกจนยากจะหาที่ไหนเปรียบ หัวใจของร้านคือ Open-Fire Kitchen: ดีไซน์ที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้โซนครัวเปิดที่ตั้งอยู่ใจกลางร้าน เชฟเปลี่ยนพื้นที่ครัวให้กลายเป็น “เวทีการแสดง” (Culinary Theater) ที่ลูกค้าสามารถนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ไม้ดีไซน์เนี้ยบ ดูขั้นตอนการปรุงอาหารด้วยไฟจริง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งแสงสีส้มจากเตาผิงและแสงไฟทรงกลมเหนือเคาน์เตอร์ ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และดูมีพลังงานตลอดเวลา อินทีเรียที่ใส่ใจในรายละเอียด: โทนสีหลักของร้านใช้ความเข้มของเฟอร์นิเจอร์ ตัดกับความนุ่มนวลของโซฟาหนัง (Banquette) สีน้ำตาลทอง และเก้าอี้ผ้ากำมหยีสีน้ำเงินมิดไนท์แสนหรูหราลึกลับทำให้ได้ความรู้สึกถึงความ Privacy สำหรับคนที่มาเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อน อีกทั้งยังมีดีไซน์ของผนังที่ใช้ศิลปะกระเบื้องลวดลายสวยงามและโคมไฟดีไซน์ทันสมัย ช่วยยกระดับให้สถานที่ดูเป็น Art Space ที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ร้านอาหารธรรมดาครับ โดยสรุปแล้ว OXBO Bangkok สอบผ่านเรื่อง “Vibe” ไปได้อย่างสวยงาม ผมมองว่านี่คือจุดที่เชฟ Oliver…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สวัสดีครับทุกท่าน กลับมายังร้านอาหารที่เราชื่นชอบมากที่สุดแห่งหนึ่ง ร้านอาหารที่เรามั่นใจในทุกครั้งว่าจะผสมผสานความคลาสสิกของฝรั่งเศสเข้ากับความประณีตแบบญี่ปุ่นได้อย่างไร้ที่ตินั่นคือ ร้าน Elements, inspired by Ciel Bleu ห้องอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินที่ตั้งอยู่บนชั้น 25 ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องอาหาร เราจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิหรือ Spring Season อย่างงดงาม โดดเด่นด้วยกิ่งก้านของต้นซากุระที่กำลังผลิบาน ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ที่สดใสและมีชีวิตชีวา ตัวร้านออกแบบในสไตล์เรียบหรู คุมโทนสีเข้มขรึมและไม้ที่ให้ความรู้สึกสุขุม แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เปิดมุมมองให้เห็นครัวเปิด (Open Kitchen) ที่ทีมเชฟกำลังรังสรรค์เมนูอย่างขะมักเขม้น พร้อมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครมุมสูงที่งดงามเหนือคำบรรยาย สำหรับการเดินทางก็แสนจะสะดวกสบาย หากไม่ได้ใช้รถส่วนตัว ท่านสามารถนั่ง BTS มาลงที่สถานีเพลินจิต ซึ่งมีทางเชื่อมตรงเข้าสู่ตัวโรงแรมได้เลยครับ ความพิเศษของซีซั่นนี้อยู่ภายใต้การนำทัพของ Chef Gerard Villaret Horcajo เชฟหนุ่มมากพรสวรรค์ผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายแห่งในยุโรป เชฟ Gerard มีความโดดเด่นอย่างมากในการใช้เทคนิคอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง (Classic French Techniques) มาผนวกเข้ากับวัตถุดิบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นในแต่ละฤดูกาล จนเกิดเป็นปรัชญาที่เขาเรียกว่า “Guestronomic Journey” ซึ่งไม่ใช่แค่การเสิร์ฟอาหาร แต่คือการพานักชิมออกเดินทางไปสัมผัสเรื่องราวและฤดูกาลผ่านทุกจานที่ถูกนำเสนอ The Art of Wine Pairing: ปฐมบทแห่งสุนทรียศาสตร์เครื่องดื่ม นอกเหนือจากอาหารแล้ว สิ่งที่ทำให้ Elements โดดเด่นเป็นลำดับต้นๆ คือโปรแกรม Wine Pairing ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยเราสามารถเลือกได้ 2 รูปแบบ คือ Chowa (Harmony) ซึ่งเป็นไวน์รุ่นปัจจุบันที่ดื่มง่ายและสะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละสายพันธุ์องุ่นได้อย่างชัดเจน หรือหากท่านเป็นคอไวน์สายลึก ทางร้านก็มีแพร์ริ่งแบบ Okuyuki (Depth) ซึ่งจะเสิร์ฟไวน์วินเทจหายากระดับตำนาน ขอยกตัวอย่างความพิเศษของสายวินเทจสักเล็กน้อยครับ ในคอร์สนี้มีไวน์อย่าง 1966 Château Marquis d’Alesme Becker,…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A มื้อเที่ยงสุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ! รีวิวเซทกลางวันใหม่ล่ามาแรง ‘Menu Du Jour’ แห่ง Bistrot De La Mer ชวนสัมผัสเสน่ห์ French Mediterranean บรรยากาศลอยฟ้าใจกลางเมือง สวัสดีครับแฟนๆ นักกินผู้มีรสนิยมวิไลทุกท่าน กลับมาพบกับผม “พีท” บรรณาธิการอาหาร KinAndLeisure คนเดิมที่จะพาทุกท่านไปเสาะแสวงหารสชาติระดับมาสเตอร์พีซทั่วกรุงเทพมหานคร สำหรับคอลัมน์ในวันนี้ ผมขอพาทุกท่านหลบหนีความวุ่นวายและไอแดดอันร้อนระอุของเมืองกรุง ขึ้นไปดื่มด่ำกับลมหายใจอันสดชื่นของชายฝั่งทะเลตอนใต้ของฝรั่งเศส ณ ห้องอาหาร บิสโทร เดอ ลา แมร์ (Bistrot De La Mer) ชั้น 19 ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel) โรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาสใจกลางย่านหลังสวนครับ ล่าสุดทางห้องอาหารได้เปิดตัวเซทเมนูมื้อกลางวันชุดใหม่ในชื่อ “Menu Du Jour” รังสรรค์อย่างวิจิตรโดย เชฟสลาโวเมีย โควาลิค – เชฟ เดอ ควีซีน (Chef de Cuisine Slawomir Kowalik) ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และเทคนิคชั้นสูง เชฟได้นำพาเสน่ห์ของอาหารสไตล์ French Mediterranean มารวมไว้ในรูปแบบเซทเมนูที่เลือกได้ทั้งแบบ 2 คอร์ส (ราคา 790++ บาท) และ 3 คอร์ส (ราคา 990++ บาท) ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น! วันนี้ผมจะมารีวิวเจาะลึกแบบคำต่อคำ จานต่อจาน ให้เห็นถึงความพิถีพิถันที่ซ่อนอยู่หลังครัวระดับห้าดาวแห่งนี้ครับ! 0. ขนมปังอภินันทนาการ (Complimentary Bread &…
Tapori Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A Tapori: มหากาพย์การเดินทางแห่งรสชาติและอัญมณีล้ำค่าของอาหารอินเดียที่ซ่อนในสุขุมวิท นักชิมหลายคนอาจกำลังมองหาบางสิ่งที่ก้าวข้ามความคุ้นชินเดิมๆ ของแกงกูรหม่าเนื้อเนียนหรือไก่ทิกก้ามาซาล่าที่พบเห็นได้ทั่วไป มรดกทางวัฒนธรรมอาหารของอนุทวีปอินเดียนั้นมีความลึกซึ้งและกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าจะจำกัดความไว้ด้วยเมนูเดิม ๆ แค่เพียงไม่กี่จาน ในวันนี้ kinandleisure ขอนำเสนอ Tapori ร้านอาหารอินเดียแนว Regional Cuisine ในซอยสุขุมวิท 47 เปลี่ยนทัศนคติของทุกท่านที่มีต่ออาหารอินเดียไปตลอดกาล การเดินทาง Tapori ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แม้จะตั้งอยู่ใจกลางย่านที่หรูหราและมีชีวิตชีวาที่สุดของถนนสุขุมวิท หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นในเวลาเย็น การเลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์แล้วต่อรถหรือเดินเข้ามาก็สามารถทำได้โดยสะดวก สำหรับผู้ที่นิยมความสะดวกส่วนตัว ทางร้านก็มีพื้นที่จอดรถไว้หน้าร้านคอยต้อนรับทุกท่าน สำหรับนักชิมผู้หลงใหลในอาหารอินเดียย่อมตระหนักดีว่า สภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ทิวเขาหิมะทางตอนเหนือจรดคาบสมุทรเขตร้อนทางตอนใต้ ส่งผลให้อาหารในแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เด่นชัด ทั้งในแง่ของชนิดเครื่องเทศ วัตถุดิบ และปริมาณความเข้มข้น คำว่า Tapori ในบริบทนี้สื่อถึง “นักเดินทางผู้เชี่ยวชาญวิถีชีวิตและเปี่ยมด้วยไหวพริบ” ซึ่งเชฟผู้เปรียบเสมือนนักสำรวจได้หยิบยกจิตวิญญาณนี้มาใช้ในการเดินทางไปทั่วทุกสารทิศของอินเดีย เพื่อรวบรวมสูตรอาหารที่ดีที่สุดและหาทานได้ยากจากแต่ละท้องถิ่น นำมาตีความและนำเสนอใหม่ด้วยความเคารพในรากเหง้า ทำให้ทุกท่านสามารถลิ้มลองเพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ได้อย่างมั่นใจ สุนทรียศาสตร์แห่งบรรยากาศ: คฤหาสน์หรูอันโอ่อ่าของมหาเศรษฐีผู้เปรียบด้วยรสนิยม เมื่อก้าวพ้นประตูทางเข้าของ Tapori ความรู้สึกแรกที่เข้ามากระทบคือความตื่นตาตื่นใจในงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในที่เปี่ยมไปด้วยความจัดจ้านและหรูหราแบบ exotic style ร้านแห่งนี้ได้รับการเนรมิตขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ของการเดินเข้าไปในคฤหาสน์ส่วนตัวของมหาเศรษฐีชาวอินเดียผู้มีรสนิยมสูงและรักการสะสมงานศิลปะ ทุกมุมของร้านอบอวลไปด้วยงานศิลปกรรมรูปปั้น เครื่องตกแต่งอันวิจิตร และโทนสีที่สะท้อนถึงสไตล์อินเดียชั้นสูง (High-end Indian Style) ที่ถูกจัดวางอย่างประณีตและมีจังหวะจะโคน ทว่าในความโอ่อ่าสมฐานะนั้น Tapori กลับสร้างความประทับใจด้วยการทลายความแข็งกระด้างของร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วไปลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยการต้อนรับและการบริการที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และใส่ใจในทุกรายละเอียด ราวกับเราเป็นแขกคนสำคัญของบ้าน การจัดสรรพื้นที่ภายในร้านได้รับการคิดคำนวณมาเป็นอย่างดี นอกเหนือจากห้องอาหารหลักแล้ว ทางร้านยังมีพื้นที่ของบาร์เฉพาะ (Bespoke Cocktail Bar) ที่หลบมุมอยู่อย่างเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการนั่งจิบค็อกเทลแก้วพิเศษเพื่อรอต้อนรับกลุ่มเพื่อนก่อนเริ่มเปิดฉากมื้ออาหารมื้อใหญ่ และสำหรับผู้ที่แสวงหาความผ่อนคลายภายใต้แสงดาว ที่นี่ก็มีโซนสวนภายนอกที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับซิการ์บาร์ (Cigar Bar) มอบบรรยากาศอันสุนทรีย์และผ่อนคลายขับเน้นให้ค่ำคืนแห่งการสังสรรค์สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น บทบันทึกการเดินทางผ่านรสชาติ: เมนูรสสัมผัสจากทั่วอนุทวีป (The Menu) SMALL PLATES: จานเรียกน้ำย่อยอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเรื่องราว Pani Puri คงไม่มีจานใดที่จะสามารถจับเอาวิญญาณและกลิ่นอายของสตรีตฟู้ดอินเดียได้หมดจดเท่ากับเมนูนี้อีกแล้ว เมนูที่พบเห็นได้ตามสถานีรถไฟอันวุ่นวาย ตลาดที่พลุกพล่าน…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A Sunday Brunch ของห้องอาหาร Colonnade โรงแรม The Sukhothai Bangkok เป็นหนึ่งในบุฟเฟต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในกรุงเทพฯ มายาวนาน และปี 2569 นี้พวกเขายกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยคอนเซปต์ใหม่ “Special Celebrity Chef of the Month” ที่เชิญเชฟชื่อดังจากทั่วประเทศมารังสรรค์เมนูพิเศษหมุนเวียนทุกเดือน ทำให้แต่ละรอบมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันเลย เดือนมีนาคมนี้เป็นคิวของเชฟจิ๊บและเชฟประพัฒน์ สองเชฟหญิงมากฝีมือที่มาประชันกันในธีม “หยิน–หยาง” ระหว่างอาหารไทยและอาหารตะวันตก เพื่อเฉลิมฉลอง International Women’s Day อย่างงดงามและทรงพลัง Seafood on Ice ความอลังการที่ไม่มีใครโค่นได้ โซนนี้ยังคงเป็นลายเซ็นของ Colonnade ที่แฟนประจำรู้ดีว่า “ของไม่เคยหมดจริง ๆ” โดยเฉพาะลอบสเตอร์ที่เสิร์ฟกันแบบไม่อั้น เนื้อแน่น หวานธรรมชาติ และสดเด้งจนแทบไม่ต้องพึ่งซอสใด ๆ หากกล่าวถึงห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ ชื่อของ Colonnade (โคโลเนด) ย่อมยืนหนึ่งในใจของนักชิมระดับหรู (Gourmet) เสมอ และสิ่งที่เป็น “ลายเซ็น” หรือ Signature Section ที่แฟนประจำต่างรู้กันดีว่าไม่เคยทำให้ผิดหวังคือ “ไลน์ซีฟู้ดออนไอซ์ (Seafood on Ice)” บนเรือไม้จำลองลำเขื่องและสเตชันน้ำแข็งแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพความสดและการเติมของแบบไม่อั้น (Free-flow) ชนิดที่ว่า “ของไม่เคยหมดจริง ๆ” ไม่มีการกั๊กวัตถุดิบ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับรสชาติแห่งท้องทะเลอย่างเต็มอิ่มตั้งแต่ต้นจนจบมื้อ 1. ลอบสเตอร์และราชาแห่งปู (The Ultimate Crustacean Experience) ไฮไลต์สูงสุดบนเรือซีฟู้ดออนไอซ์ที่ทุกคนพุ่งตัวเข้าใส่คือกลุ่มสัตว์เปลือกแข็ง (Crustaceans) ระดับพรีเมียมที่เชฟคัดขนาดไซส์ใหญ่พิเศษ (Giant Size) นำมาปรุงสุกอย่างแม่นยำเพื่อรักษาความฉ่ำของเนื้อไว้สูงสุด: แคเนเดียนลอบสเตอร์และก้ามลอบสเตอร์ยักษ์ (Canadian Lobster & Claws): วัตถุดิบระดับพรีเมียมที่ส่งตรงจากแหล่งน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ทานได้ทั้งส่วนหางและส่วนก้ามที่แกะมาให้ทานง่าย เนื้อสัมผัส (Texture):…
เปิดสำรับฤดูร้อนระดับตำนาน “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยเชฟจิ๊บ แห่งโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ สัมผัสความละเมียดละไมของงานศิลป์ที่กินได้ พร้อมความหอมเย็นชื่นใจถึงขีดสุด สวัสดีครับมิตรรักนักกินทุกท่าน วันนี้ “พี่พีท” จะพาทุกคนหนีไอร้อนจากถนนสาทร ก้าวเข้าสู่ความสงบเยือกเย็นของ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ เพื่อมาตามหาอรรถรสความสดชื่นแบบไทยแท้ที่หาทานได้เพียงปีละครั้ง กับ “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยฝีมือของ เชฟจิ๊บ เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารศิลาดล ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความละเมียดละไมและการรักษามาตรฐานรสชาติไทยเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น ต้องบอกว่าข้าวแช่ปีนี้พิเศษกว่าที่เคย เพราะทันทีที่พนักงานยกถาดทองแดงอร่ามตามาวางตรงหน้า ผมถึงกับต้องอุทาน เพราะมีควันพวยพุ่งจากน้ำแข็งแห้งที่ซ่อนอยู่ใต้สำรับ ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารทิพย์บนสรวงสวรรค์ เป็นความตื่นตาตื่นใจที่สอดรับกับความหรูหราของโรงแรมสุโขทัยได้อย่างยอดเยี่ยม บทความนี้พี่พีทจะเจาะลึกทุกรายละเอียดแบบคำต่อคำ เพื่อให้น้องๆ หนูๆ และคออาหารไทยได้รู้ซึ้งถึงความยากและความประณีตของเมนูนี้กันครับ เจาะลึกสำรับเครื่องเคียง ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล โดยเชฟจิ๊บ 1. ข้าวแช่น้ำลอยดอกมะลิออร์แกนิก หัวใจสำคัญของข้าวแช่คือ “ตัวข้าว” และ “น้ำ” ครับ เชฟจิ๊บใช้ข้าวหอมมะลิเก่าคัดพิเศษ นำมาขัดด้วยมืออย่างเบามือถึง 7 ครั้ง เพื่อล้างยางข้าวออกให้หมดจนเมล็ดข้าวใสวาวประดุจเพชร จากนั้นนำไปนึ่งให้สุกพอดี ไม่ให้บานจนเสียทรง ส่วนน้ำที่ใช้แช่นั้นเป็นน้ำกรองบริสุทธิ์ อบร่ำด้วยควันเทียนและลอยดอกมะลิออร์แกนิกจากจังหวัดนครสวรรค์ กลิ่นหอมที่ได้จะหอมนวลเย็นชื่นใจ ไม่ใช่หอมฉุนแบบน้ำหอมสังเคราะห์ เมื่อตักข้าวใส่ถ้วย เทน้ำลอยดอกมะลิเย็นจัดลงไป แล้วตามด้วยน้ำแข็งบดละเอียด รสสัมผัสแรกคือความสดชื่นที่ซ่านไปทั้งทรวง เมล็ดข้าวมีความนุ่มหนึบกำลังดี ไม่เละ และกลิ่นมะลิที่ติดปลายจมูกช่วยให้เจริญอาหารขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความเรียบง่ายที่ต้องอาศัยความอดทนและฝีมืออย่างแท้จริง 2. พริกหยวกสอดไส้ ห่อไข่ตาข่าย นี่คือเมนูที่เป็นหน้าเป็นตาของสำรับนี้เลยครับ พริกหยวกสีสวยคัดขนาดพอเหมาะ เชฟนำมาคว้านไส้ออกอย่างประณีต แล้วสอดไส้ด้วยหมูสับผสมกุ้งสับที่ปรุงรสด้วยรากผักชี กระเทียม พริกไทยจนหอมฟุ้ง จุดเด่นอยู่ที่ “หรุ่ม” หรือ “ไข่ตาข่าย” ที่สานหุ้มพริกหยวกไว้อย่างวิจิตรบรรจง เชฟต้องใช้ความชำนาญสูงมากในการโรยไข่ลงในกระทะร้อนๆ ให้เป็นเส้นเล็กสม่ำเสมอ รสชาติของพริกหยวกมีความหวานฉ่ำตามธรรมชาติ ไม่เผ็ดเลยแม้แต่น้อย ไส้ข้างในมีความเหนียวนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติกลมกล่อม เมื่อทานพร้อมกับไข่ตาข่ายที่มีความมันเล็กน้อยและกลิ่นหอมจากการทอด บอกเลยว่านี่คืองานคราฟต์ที่กินได้ชัดๆ ครับ 3. ผักแนมและงานแกะสลักพรีเมียม เครื่องเคียงรสจัดจ้านต้องตัดด้วยผักแนมที่สดกรอบ เชฟจิ๊บจัดเต็มทั้งมะม่วงเขียวเสวยแกะสลักเป็นรูปใบไม้สวยงาม รสเปรี้ยวอมหวานช่วยตัดเลี่ยนได้ดี กระชายแกะสลักทรงดอกจำปีที่มีกลิ่นหอมระรื่นช่วยดับคาวกะปิ แตงกวาและพริกชี้ฟ้าแกะสลักอย่างวิจิตร พริกที่เห็นในถ้วยนั้นไม่ใช่แค่ประดับ แต่มีวิธีทานครับ อย่างเช่นกระชายให้ทานคู่กับลูกกะปิ เพื่อชูรสสมุนไพร ส่วนมะม่วงนั้นทานคู่กับของทอดหรือของหวานๆ เพื่อสร้างความสมดุลในช่องปาก ผักทุกชิ้นผ่านการแช่น้ำเย็นจัดมา…
สวัสดีครับมิตรรักนักกินทุกท่าน วันนี้ “พีท” ขอพาทุกท่านข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะญี่ปุ่น ปักหมุดกันที่ย่านนัมบะ เมืองโอซาก้า เพื่อมาลิ้มลองมื้ออาหารที่สุดยอดทั้งในแง่วัตถุดิบและศิลปะการปรุง ณ ร้าน Minami ซึ่งตั้งสง่าอยู่บนโรงแรม Swissôtel Nankai Osaka ความพิเศษของที่นี่คือคอนเซปต์ “Farm to Table” ที่หยิบเอาวัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากฟาร์มท้องถิ่นในเขต Senshu มาบรรเลงความอร่อยบนเตาเหล็ก Teppanyaki ในราคาคอร์สเริ่มต้นเพียง ¥21,000 (แถมใช้สิทธิ์ Accor Plus ลดได้ถึง 30% อีกด้วย!) หยุดเรียกโชว์ควงตะหลิวว่า Teppanyaki! เผยความจริงของศาสตร์แห่งเตาเหล็ก ณ Minami (Swissôtel Nankai Osaka) ถ้าคุณยังติดภาพว่า Teppanyaki คือการที่เชฟมาโยนไข่ ควงตะหลิว หรือเคาะมีดปังๆ เพื่อความบันเทิง พี่พีทขออนุญาตบอกตรงๆ เลยว่าคุณเข้าใจผิดมาตลอด! สิ่งนั้นเขาเรียกว่า “Hibachi” สไตล์ตะวันตกครับ แต่ Teppanyaki ของจริง ที่คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจ และที่พี่พีทได้มาสัมผัสที่ร้าน Minami คือเรื่องของ “วัตถุดิบ + ฤดูกาล + Precision (ความแม่นยำ)” ล้วนๆ มันคือศาสตร์แห่งการใช้ความร้อนจากแผ่นเหล็กดึงศักยภาพสูงสุดของวัตถุดิบออกมาในเสี้ยววินาทีที่พอเหมาะที่สุด และที่นี่คือหนึ่งในประสบการณ์ “ของจริง” ที่สุดที่คุณจะหาได้ในโอซาก้า ภายใต้คอนเซปต์ Farm to Table ที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่นเขต Senshu มาเรียงร้อยเป็นคอร์สสุดพรีเมียม สุนทรียะแห่งการออกแบบ: เมื่อความสงบพบความหรูหราเหนือสถานีนัมบะ ก่อนจะพูดถึงอาหาร พี่พีทขอชมการออกแบบภายในของ Minami สักนิดครับ ทันทีที่ก้าวเข้ามา คุณจะลืมความวุ่นวายของสถานีนัมบะไปปลิดทิ้ง ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ Modern Japanese ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใช้เส้นสายของไม้โทนสีเข้มตัดกับแสงไฟที่จัดวางอย่างพอเหมาะ (Ambient Lighting) ไฮไลท์คือเคาน์เตอร์หินแกรนิตสีเข้มยาวเหยียดที่โอบล้อมเตาเหล็กเงาวับ สะท้อนถึงความสะอาดสะอ้านและความเป็นมืออาชีพ การจัดที่นั่งเน้นความเป็นส่วนตัวและระยะห่างที่พอดี ทำให้เราได้จดจ่อกับท่วงท่าของเชฟที่สงบนิ่งแต่เฉียบคม ราวกับกำลังชมการร่ายรำที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เป็นบรรยากาศแบบ Luxury ที่ไม่ต้องตะโกนแต่สัมผัสได้ถึงความแพงในทุกรายละเอียด 1. Appetizers: Salmon…