Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A
สวัสดีครับทุกท่าน กลับมายังร้านอาหารที่เราชื่นชอบมากที่สุดแห่งหนึ่ง ร้านอาหารที่เรามั่นใจในทุกครั้งว่าจะผสมผสานความคลาสสิกของฝรั่งเศสเข้ากับความประณีตแบบญี่ปุ่นได้อย่างไร้ที่ตินั่นคือ ร้าน Elements, inspired by Ciel Bleu ห้องอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินที่ตั้งอยู่บนชั้น 25 ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องอาหาร เราจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิหรือ Spring Season อย่างงดงาม โดดเด่นด้วยกิ่งก้านของต้นซากุระที่กำลังผลิบาน ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ที่สดใสและมีชีวิตชีวา ตัวร้านออกแบบในสไตล์เรียบหรู คุมโทนสีเข้มขรึมและไม้ที่ให้ความรู้สึกสุขุม แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เปิดมุมมองให้เห็นครัวเปิด (Open Kitchen) ที่ทีมเชฟกำลังรังสรรค์เมนูอย่างขะมักเขม้น พร้อมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครมุมสูงที่งดงามเหนือคำบรรยาย สำหรับการเดินทางก็แสนจะสะดวกสบาย หากไม่ได้ใช้รถส่วนตัว ท่านสามารถนั่ง BTS มาลงที่สถานีเพลินจิต ซึ่งมีทางเชื่อมตรงเข้าสู่ตัวโรงแรมได้เลยครับ

ความพิเศษของซีซั่นนี้อยู่ภายใต้การนำทัพของ Chef Gerard Villaret Horcajo เชฟหนุ่มมากพรสวรรค์ผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายแห่งในยุโรป เชฟ Gerard มีความโดดเด่นอย่างมากในการใช้เทคนิคอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง (Classic French Techniques) มาผนวกเข้ากับวัตถุดิบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นในแต่ละฤดูกาล จนเกิดเป็นปรัชญาที่เขาเรียกว่า “Guestronomic Journey” ซึ่งไม่ใช่แค่การเสิร์ฟอาหาร แต่คือการพานักชิมออกเดินทางไปสัมผัสเรื่องราวและฤดูกาลผ่านทุกจานที่ถูกนำเสนอ

The Art of Wine Pairing: ปฐมบทแห่งสุนทรียศาสตร์เครื่องดื่ม
นอกเหนือจากอาหารแล้ว สิ่งที่ทำให้ Elements โดดเด่นเป็นลำดับต้นๆ คือโปรแกรม Wine Pairing ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยเราสามารถเลือกได้ 2 รูปแบบ คือ Chowa (Harmony) ซึ่งเป็นไวน์รุ่นปัจจุบันที่ดื่มง่ายและสะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละสายพันธุ์องุ่นได้อย่างชัดเจน หรือหากท่านเป็นคอไวน์สายลึก ทางร้านก็มีแพร์ริ่งแบบ Okuyuki (Depth) ซึ่งจะเสิร์ฟไวน์วินเทจหายากระดับตำนาน

ขอยกตัวอย่างความพิเศษของสายวินเทจสักเล็กน้อยครับ ในคอร์สนี้มีไวน์อย่าง 1966 Château Marquis d’Alesme Becker, 3rd Grand Cru Classé, Margaux, Bordeaux, France ไวน์แดงบอร์โดซ์อายุเกือบ 60 ปีที่ผ่านกาลเวลาจนแทนนินมีความนุ่มละมุนดุจแพรไหม (Silky tannins) ให้โน้ตของผลไม้สุกงอม ใบยาสูบ และซิการ์ที่ซับซ้อน หรือจะเป็น 1946 Prieuré du Monastir del Camp Rivesaltes, Roussillon, France ไวน์หวานวินเทจยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ให้กลิ่นหอมของผลไม้แห้ง ถั่วคาราเมล และเครื่องเทศที่อบอวลยาวนาน
แต่สำหรับวันนี้ ซึ่งเป็นวันสบายๆ ผมขอเลือกรับประทานคู่กับแพร์ริ่งแบบ Chowa เพื่อเติมความสดชื่นให้กับมื้ออาหารครับ
Prelude: Champagne & Amuse Bouche

ก่อนจะเข้าสู่คอร์สแรก เราเริ่มต้นเปิดต่อมรับรสกันด้วยแชมเปญ N.V. “R” de Ruinart Brut, Champagne, France จาก Ruinart แบรนด์แชมเปญเฮาส์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (ก่อตั้งปี 1729)

แชมเปญขวดนี้โดดเด่นด้วยโน้ตของผลไม้ตระกูลแอปเปิ้ลเขียว ดอกไม้สีขาว (Floral) และกลิ่นขนมอบบรียอช (Brioche) ที่หอมกรุ่น บอดี้มีความสดชื่น พรายฟองละเอียดอ่อน ซึ่งเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับ Amuse Bouche ทั้ง 4 คำที่เสิร์ฟมาอย่างประณีต:

- Trout & Salmon Roe Tartlette: ทาร์ตแสนกรุบกรอบที่โอบอุ้มไข่ปลาแซลมอนและเทราต์ เวลาเคี้ยวไข่ปลาจะแตกกระจายรสชาติแห่งท้องทะเล เป็นคำที่เปิดต่อมรับรสได้ดีเยี่ยม

- Sardine Gazpacho with Olive Jelly on Corn Bread: แป้งข้าวโพดเนื้อนุ่มท็อปด้วยปลาซาร์ดีนที่มีความหอมมัน ตัดเลี่ยนด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของเยลลี่มะกอกและกัซปาโช (Gazpacho)

- Foie Gras Mousse, Baby Duckling, Elderflower Brioche Tart: มูสฟัวกราส์เนื้อเนียนนุ่มบนทาร์ตบรียอชที่อบมาหอมกรอบ ตัดรสด้วยความหอมหวานอ่อนๆ ของดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ทำให้เป็นคำที่เข้มข้นแต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นไม่หนักจนเกินไป

- Beef Nduja, Buckwheat Bread, Burrata Cheese & Lime Gel: ความจัดจ้านของ Nduja เนื้อวัว เข้ากันได้ดีกับความครีมมี่ของชีสบูร์ราตา และปิดท้ายด้วยความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดของเจลมมะนาวบนขนมปังบัควีท


Course 1: NAGASAKI REGION BLUEFIN TUNA
Oscietra Caviar | Chorizo | Sanbaizu

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยการนำเสนอวัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง Bluefin Tuna จากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ของนางาซากิ เชฟจงใจเลือกส่วน Akami (เนื้อแดง) ที่แทบจะไม่มีไขมันแทรกเลย เพื่อให้เราได้สัมผัสถึงรสชาติที่เข้มข้นและรสอูมามิของเนื้อปลาอย่างแท้จริง แต่ความฉลาดของจานนี้คือการเติม “ไขมัน” และ “ความเค็มมัน” ลงไปด้วย Oscietra Caviar ระดับพรีเมียม ผสานกับซอสซันไบซึ (Sanbaizu) ที่ทำจากน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นและดาชิ ให้รสเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม และหยด Chorizo Oil เพื่อเพิ่มมิติความเผ็ดร้อนและกลิ่นอายแบบสเปนบางๆ

Tasting Note & Pairing: เชฟแนะนำให้ค่อยๆ ซึมซับรสชาติ โดยเริ่มจากการทานทูน่าเปล่าๆ เพื่อรับรสความสดชื่น จากนั้นดื่มแชมเปญ Ruinart ตาม และในคำถัดไปให้รับประทานทูน่าพร้อมจิบแชมเปญไปพร้อมๆ กัน ความเป็นกรด (Acidity) ของแชมเปญจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันโชริโซและคาร์เวียร์ สร้างความกลมกล่อมที่ลึกซึ้งในแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

Course 2: BAIGAI SEA SNAIL
Green Gazpacho | Chimichurri

จานนี้คือการผสมผสานศิลปะการจัดจานที่งดงาม หอย Baigai (หอยงวงช้างญี่ปุ่น) ถูกเสียบมาบนส้อมอย่างพิถีพิถัน ท็อปด้วยซอสชิมิชูรี (Chimichurri) สไตล์อเมริกาใต้ เสิร์ฟพร้อมซุปกัซปาโชสีเขียวมรกตที่ทำจากแอปเปิ้ล Granny Smith จากญี่ปุ่น เนื้อหอย Baigai ถูกปรุงมาจนได้เทกซ์เจอร์ที่นุ่ม เด้งสู้ฟัน และมีกลิ่นอายของท้องทะเลที่ละมุนละไม

ความน่าสนใจคือ เมื่อรับประทานหอยคู่กับซุปกัซปาโชและชิมิชูรี รสชาติความเปรี้ยว สดชื่น และกลิ่นหอมของสมุนไพร จะทำให้หลายคนหวนนึกถึงรสชาติอันคุ้นเคยของอาหารไทยอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน” หรือ “ซีฟู้ดรสจัดจ้าน” แต่ถูกยกระดับความละเมียดละไมขึ้นไปอีกขั้น เป็นหนึ่งคำที่ให้เทกซ์เจอร์ยอดเยี่ยมจนอยากจะขอเพิ่มอีกชิ้นเลยครับ (เชฟแนะนำให้ทานหมดในคำเดียว หรือ One Bite เพื่อให้ทุกองค์ประกอบระเบิดรสชาติพร้อมกันในปาก)
Bread Course: STONE MILLED YAME TANAKA FLOUR & SHIITAKE BRIOCHE
Salted French Butter & Smoked Ariake Sea Nori Butter

ก่อนจะเข้าสู่จานถัดไป ทางร้านเสิร์ฟขนมปังซึ่งเป็นหนึ่งใน Signature ของ Elements ที่หลายคนรอคอย ในซีซั่นนี้เชฟได้พัฒนาสูตรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยใช้แป้งคราฟต์ Yame Tanaka ที่โม่ด้วยหิน ผสมผสานกับเห็ดหอมชิตาเกะ อบมาเป็น Brioche ก้อนโต เสิร์ฟอุ่นๆ ควันฉุย เนื้อขนมปังมีความฉ่ำเนย หอมกลิ่นเอิร์ธตี้ของเห็ด

ทีเด็ดอยู่ที่เครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาคู่กัน ทั้งเนยเค็มฝรั่งเศสแบบคลาสสิก (Salted French Butter) เนยสาหร่ายอาริอาเกะรมควัน (Smoked Ariake Sea Nori Butter) ที่ให้รสอูมามิเข้มข้น และสูตรใหม่ในซีซั่นนี้คือ Leek Cream และ Caramelized Onion หวานหอม ทานคู่กับบรียอชอุ่นๆ เป็นจานที่ต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้ทานจนหมดก่อนที่คอร์สหลักจะมาถึง

Course 3: HOMEMADE YAKISOBA NOODLES
Murasaki Uni | Hojiso

นี่คือจานที่ทลายกำแพงของคนที่ “ไม่ทานอูนิ” ได้อย่างราบคาบ เชฟเลือกใช้เส้นยากิโซบะโฮมเมดขนาดใหญ่ที่มีความเหนียวนุ่มคล้ายเส้นอูด้ง คลุกเคล้ามาในซอส Uni Velouté อันเป็นตำนานของ Elements ซอสเวลูเต้สไตล์ฝรั่งเศสที่ใช้เนยและน้ำซุปดาชิเป็นเบส ถูกนำมาผสมกับไข่หอยเม่น Murasaki ที่มีความหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เป็นครีมมี่ ท็อปด้วยดอกโฮจิโสะ (Hojiso) เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่น

รสชาติความหวานชุ่มฉ่ำของอูนิ แทรกซึมไปในทุกอณูของเส้นยากิโซบะ ความมันนัวของซอสเวลูเต้ช่วยชูให้อูนิมีความโดดเด่นแต่ไม่คาวเลยแม้แต่น้อย เป็นรสชาติที่อูมามิล้ำลึก ชวนให้ตักเข้าปากคำแล้วคำเล่า
Course 4: JEAN LARNAUDIE FOIE GRAS
Artichokes | Dashi Vinegar Glaze | Mimolette Cheese | Medjool Dates

จานนี้เชฟเลือกใช้ตับห่านคุณภาพสูงจาก Jean Larnaudie แบรนด์ผู้ผลิตระดับตำนานของฝรั่งเศส เทคนิคการ Cook ของเชฟถือว่า Perfect อย่างแท้จริง ฟัวกราส์สุกกำลังดีทั่วทั้งชิ้น สัมผัสด้านนอกมีความกรอบบางๆ ขณะที่ด้านในนุ่มละลายในปาก

ความมันและเข้มข้นของฟัวกราส์ ถูกเบรกด้วยความหวานลึกของอินทผลัม Medjool และตัดความเลี่ยนด้วย Dashi Vinegar Glaze ที่มีความเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม เสริมเทกซ์เจอร์ด้วยชีส Mimolette (ชีสฝรั่งเศสสีส้มที่มีความมันนัวและกลิ่นหอมของถั่ว) ทั้งในรูปแบบแผ่นและโฟม ทานร่วมกับครูตองซ์ (Croutons) กรุบกรอบ

Wine Pairing: จานนี้เสิร์ฟคู่กับ 2022 Weingut Knoll Grüner Veltliner Smaragd “Loibenberg”, Wachau, Austria ไวน์ขาวออสเตรียบอดี้ปานกลาง โดดเด่นด้วยโน้ตของแอปเปิ้ลเขียว พริกไทยขาว และความตึงเปรี๊ยะของ Acidity (ความแร่ธาตุหรือ Minerality) ซึ่งทำหน้าที่ตัดความมัน (Cut through the richness) ของฟัวกราส์ได้อย่างไร้ที่ติ
Course 5: WAKAYAMA SHIRO AMADAI
Sea Urchin | White Asparagus | Karasumi

ขอยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดจานแห่งค่ำคืนนี้! ปลา Shiro Amadai (ปลาไทล์ฟิชสีขาว) ส่งตรงจากวากายามะ เป็นปลาที่มีเนื้อหวานแน่นและมันแทรก เชฟใช้เทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Matsukasayaki โดยการราดน้ำมันร้อนจัดลงบนเกล็ดปลา ทำให้เกล็ดฟูกรอบตั้งขึ้นมาอย่างสวยงามราวกับกลีบดอกไม้ โดยที่เนื้อปลาด้านในยังคงความสุกนุ่มและฉ่ำหวาน (Juicy) เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ตัวปลาเสิร์ฟมาบนไวท์แอสพารากัส (White Asparagus) ตามฤดูกาลที่หวานกรอบ ราดด้วยซอสอูนิเข้มข้น และขูด Karasumi (ไข่ปลากระบอกตากแห้ง หรือ Bottarga สไตล์ญี่ปุ่น) โรยหน้าเพื่อเพิ่มความเค็มอูมามิแบบลุ่มลึก จานนี้คือความสมดุลระหว่างความกรอบ ความนุ่ม ความหวานของซีฟู้ด และความมันเค็ม เป็น Perfect Course ที่แสดงฝีมือของเชฟได้อย่างแท้จริง
Main Course: The Pinnacle of the Journey
สำหรับอาหารจานหลักใน Spring Season นี้ มีให้เลือก 2 เมนู คือ เนื้อแกะ หรือ เนื้อวัว
Choice 1: CHICORY FED, LUMINA LAMB
Grilled Avocado | Shungiku Caponata | Black Lemon

เนื้อแกะพรีเมียมจาก Lumina ที่ถูกเลี้ยงด้วยต้นชิโครี่ ทำให้เนื้อมีความหวาน นุ่ม และไม่มีกลิ่นสาบ เชฟนำไปปรุงจนได้ระดับความสุกที่สมบูรณ์แบบ เสิร์ฟคู่กับอโวคาโดย่างเพิ่มความสโมคกี้, คาโปนาตาที่ทำจากใบชุนกิขุ (Shungiku – ตั้งโอ๋ญี่ปุ่น) ให้กลิ่นหอมสมุนไพรสดชื่น และแบล็คเลมอนที่ให้รสเปรี้ยวลึกๆ แบบเอิร์ธตี้

Wine Pairing: Fontanabianca, Barbaresco ไวน์แดงจากแคว้น Piedmont อิตาลี ที่ทำจากองุ่น Nebbiolo โดดเด่นด้วยแทนนินที่หนักแน่น (Full-bodied) โน้ตของดอกกุหลาบแห้ง เชอร์รี่ และทาร์ ซึ่งโครงสร้างของไวน์แก้วนี้สามารถรับมือกับโปรตีนและความมันของเนื้อแกะได้อย่างยอดเยี่ยม

Choice 2: MIYAZAKI BEEF A5 WAGYU STRIPLOIN, FROM ARITA FARM
Radicchio | Black Garlic | Egoma Mustard

สำหรับผู้ที่รักเนื้อวัว นี่คือสวรรค์ของคุณ! เนื้อวากิว A5 จาก Arita Farm ในเมืองมิยาซากิ ที่มีลายมันแทรกราวกับหินอ่อน (Marbling) เนื้อนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมผักกาด Radicchio สลัดมิซูน่า (Mizuna Salad) บีทรูทดอง และเกี๊ยวที่สอดไส้ชีส Comte รสชาติหอมหวานนัว ไฮไลต์อยู่ที่ซอส Egoma Mustard (มัสตาร์ดงาขี้ม่อน) ที่มีความเผ็ดฉุนอ่อนๆ และกระเทียมดำ (Black Garlic) ที่ให้รสหวานอมเปรี้ยวคล้ายบัลซามิก ช่วยตัดเลี่ยนความมันของเนื้อวากิว A5 ได้อย่างชาญฉลาด

Wine Pairing: Chateau Chasse-Spleen Moulis-en-Médoc 2020 ไวน์แดงบอร์โดซ์เบลนด์ (Cabernet Sauvignon ผสม Merlot) แบบ Full-bodied ที่มีโครงสร้างแข็งแรง ให้กลิ่นของแบล็คเคอแรนท์ ไม้ซีดาร์ และเครื่องเทศ แทนนินที่หนักแน่นช่วยทำความสะอาดเพดานปากหลังจากการทานเนื้อวากิวที่มีไขมันสูงได้อย่างหมดจด

The Sweet Finale
Pre-Dessert:


ก่อนจะเข้าสู่ของหวาน เชฟจะมาเสิร์ฟ Pre-dessert ให้ถึงที่โต๊ะด้วยรถเข็น (Trolley) เป็นโชว์เล็กๆ ที่น่าประทับใจ เมนูนี้คือ Kombucha Jelly เสิร์ฟพร้อม Yuzu Cream และมัทฉะจากเมืองชิซูโอกะ (Shizuoka Matcha)

ความเปรี้ยวของส้มยูซุ ความซ่าเล็กๆ ของคอมบูชา และความฝาดหอมของมัทฉะ ทำหน้าที่เป็น Palate Cleanser หรือตัวล้างปากได้ดีเยี่ยม และอร่อยจนสามารถเป็นของหวานจานหลักได้เลย

Special Digestif: The Solera Wine

ก่อนจะเริ่มของหวานจานหลัก ทางร้านได้นำเสนอเครื่องดื่มพิเศษที่หาทานได้ยากมากในประเทศไทย นั่นคือไวน์ที่หมักบ่มแบบ Solera System ซึ่งผสมผสานองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ (เช่น Pinot Noir จากแคว้นชองปาญ) ข้ามปีวินเทจตั้งแต่ 1990 จนถึง 2019 การเสิร์ฟต้องใช้ไปเปตต์ (Pipette) ชนิดพิเศษดูดไวน์ขึ้นมา ไวน์แก้วนี้ให้ความหวานลุ่มลึกคล้ายคาราเมล ผลไม้กวน และถั่วอบ ดื่มง่ายและลื่นคอมากๆ แต่ต้องระวังให้ดีครับ เพราะมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 45% (ปัจจุบันมีเสิร์ฟเพียง 5 แห่งในประเทศไทยเท่านั้น)

สำหรับของหวานหลักสามารถเลือกได้ 2 ชนิด:
Choice 1: KOSHIHIKARI RIZ AU LAIT
Rhubarb | Chiang Rai Vanilla | Almond Frangipane

การนำเสนอข้าวต้มสไตล์ฝรั่งเศส (Riz au Lait) แต่นำมาตีความใหม่โดยใช้ข้าวโคชิฮิคาริจากญี่ปุ่น ผสมผสานกับอัลมอนด์ฟรังจิพาน พิมพ์มาเป็นทรงกลมสวยงาม สอดไส้ความเปรี้ยวสดชื่นของรูบาร์บ (Rhubarb) และความหอมละมุนของวานิลลาจากเชียงราย ท็อปด้านบนด้วยเกล็ดน้ำแข็ง (Snow) ที่ช่วยเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับเมนูนี้

Choice 2: DEKOPON ORANGE
Cha-Am Lemon Custard | Macadamia | Fig Leaf Ice Cream

ส้มเดโกปง (Dekopon) ส้มพรีเมียมของญี่ปุ่นที่มีความหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ จับคู่กับคัสตาร์ดเลมอนที่ใช้เลมอนจากชะอำของไทยเรา เพิ่มความกรุบกรอบด้วยถั่วแมคคาเดเมีย และที่พิเศษสุดคือ ไอศกรีมใบมะเดื่อ (Fig Leaf Ice Cream) ที่ให้กลิ่นหอมหวานเอิร์ธตี้คล้ายมะพร้าวและวานิลลา เป็นจานที่ทานแล้วชื่นใจสุดๆ

Petite Four & Tea/Coffee

ปิดท้ายค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบตามธรรมเนียมฝรั่งเศสด้วย Petite Four 4 ชิ้นที่พิถีพิถันไม่แพ้จานหลัก:
- Pocky Rum Yuzu: ช็อกโกแลตสอดไส้เหล้ารัมและยูซุ หอมสดชื่น

- Red Velvet Cookie & Creamcheese: คุกกี้เรดเวลเวทเนื้อนุ่มหนึบ ตัดกับครีมชีสเปรี้ยวอมหวาน

- Chocolate Capsule: ช็อกโกแลตทำเลียนแบบแคปซูล Nespresso สอดไส้คาราเมลมัคคิอาโตด้านใน รสชาติเข้มข้น

- Hojicha Macaron: มาการองโฮจิฉะที่หอมกลิ่นคั่วชาอย่างชัดเจน
เสิร์ฟคู่กับชาหรือกาแฟ ซึ่งทางร้านมีออปชั่นกาแฟ Decaf ที่รสชาติยังคงความหอมเข้มข้นไว้ได้อย่างครบถ้วนครับ

สรุปประสบการณ์:
Elements’ Spring Guestronomic Journey เป็นการผสมผสานรสชาติและศิลปะที่เหนือระดับ วัตถุดิบทุกชิ้นถูกปรุงด้วยความเข้าใจและเคารพในธรรมชาติของมัน การจับคู่ไวน์ทำได้อย่างชาญฉลาดและช่วยยกระดับอาหารขึ้นไปอีกขั้น
อย่าชะล่าใจรอจนหมดฤดูกาลนะครับ สำหรับใครที่อยากเปิดประสบการณ์อันแสนพิเศษนี้ เซ็ต 7 Courses ราคาอยู่ที่ 4,900++ บาท และยังมีตัวเลือกเซ็ตเริ่มต้น 5 Courses ในราคา 3,700++ บาท ขอแนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้า แล้วปล่อยใจให้เชฟ Gerard นำพาท่านออกเดินทางไปกับรสชาติแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ตราตรึงใจครับ
![[Review] ELEMENT’S SPRING GUESTRONOMIC JOURNEY: สัมผัสฤดูใบไม้ผลิผ่านศิลปะแห่งอาหาร ณ Elements, inspired by Ciel Bleu ว้าวทุกครั้งที่มา](https://www.kinandleisure.com/wp-content/uploads/2026/06/cover-1536x768.jpg)