Kinandleisure
    Facebook Twitter Instagram
    Trending
    • [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast
    • [Review] เปิดกล่องรสฤดูร้อน “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง
    • [News] 79 Beach Club & Resort  ปักหมุด “เดย์บีชคลับอันดับหนึ่งบนเกาะสมุย” จุดเช็กอินใหม่มาแรง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน
    • [Review] คลายร้อนสดชื่นไปกับข้าวแช่ ณ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok 2026
    • [Review] “วิเสทวิโส” (Wiset Wiso) ปฐมบทแห่งสุนทรียรส Heritage Thai Fine Dining ที่ตีความใหม่ได้อย่างเหนือชั้น
    • [News] เทศกาลข้าวแช่ มนต์เสน่ห์แห่งฤดูร้อน ณ Banyan Tree Bangkok แห่งปี 2026/2569
    • [Review] ดื่มด่ำศิลปะแห่งรสชาติ ณ Singular: อัญมณีแห่งการกินดื่มในอ้อมกอดปราสาทนิโจ Kaiseki ที่ยกระดับขึ่นอีกขั้น Garrya Hotel Nijo Castle Kyoto
    • [Review] ศิลปะแห่งรสชาติที่ผสานจิตวิญญาณฝรั่งเศสและความละเมียดแบบญี่ปุ่น: ลุงพีทพาชิม “Henri Charpentier” สาขาใหม่ ณ Central Park
    Facebook Twitter Instagram
    Kinandleisure
    • Kin Reviews
      • Top Restaurant
      • French Cuisine
      • European Cuisine
      • German Cuisine
      • Italian Cuisine
      • Japanese Cuisine
      • Thai Cuisine
      • International Cuisine
      • Spanish Cuisine
      • tea lounge/Café & bakery
      • Chinese Cuisine
      • American Cuisine
      • Bar Drinks
      • Steak House
      • Vietnamese Cuisine
      • Korean Cuisine
      • Indian Cuisine
      • latin American
      • Steak House
    • K healthy
      • Kin Healthy
      • Healthy Living
    • Kin Articles
      • Kin General
      • Kin Cooking
      • Kin Seasonal
    • Kin Channel
    • Promo & Event
      • Kin Promo
      • Kin News
      • LifeStyle Promo & Event
    • K Travel&LifeStyle
      • Trip Review
      • Hotel Review
      • Spa & beauty
      • K Fashion
      • K Fit
      • Our Team เบื้องหลัง โฉมหน้าผู้สร้างเนื้อหา กิน ดื่ม เที่ยว โดยทีมงานคุณภาพ
    • K Living & Design
    Kinandleisure
    Home»Kin Reviews»Chinese Cuisine»[Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast
    Chinese Cuisine

    [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast

    athiwat tripipitsiriwatBy athiwat tripipitsiriwatApril 22, 2026Updated:April 22, 2026No Comments4 Mins Read

    ในฐานะที่ kinandleisure ผ่านการลิ้มลองอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining)มาอย่างยาวนาน เราใจดีถึงความรู้สึกลังเลและคำถามที่ว่า “มันคุ้มค่าจริงหรือที่จะจ่ายเงินแพง ๆ เพื่ออาหารที่กินแล้วก็หมดไป?” ซึ่งเป็นโจทย์ของพวกเรามาตลอดเวลาที่นำเสนอสิ่งต่าง ๆ

    แต่วันนี้ เราอยากแนะนำทุกท่านกับคอร์สเมนูที่จะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปในสุนทรียศาสตร์แห่งรสชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันราวกับงานศิลปะชิ้นเอก ที่ร้าน Chai Jia Chai 蔡家菜 (ไช่ เจีย ไช่) ร้านอาหารที่ไม่ได้ขายเพียงแค่อิ่ม แต่ขาย “จิตวิญญาณ” และ “มรดก” ของบรรพบุรุษผ่านรสมือของเชฟ Tsai Shih Wei (เชฟ ไช่ ซื่อ เหว่ย)


    บุรุษผู้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้อาหารจีน: ทำความรู้จัก Chef Tsai Shih Wei

    ก่อนที่เราจะไปสัมผัสกับอาหาร เราต้องทำความรู้จักกับเชฟก่อน ชื่อร้าน Chai Jia Chai นั้นแปลตรงตัวได้ว่า “อาหารบ้านไช่” หรือ “อาหารสไตล์ไช่” ซึ่งเป็นตัวแทนของ Chef Tsai Shih Wei (เชฟ ไช่ ซื่อ เหว่ย) ผู้เป็นทั้งเจ้าของและ Executive Chef

    เชฟ Tsai เกิดและเติบโตที่ไต้หวัน ซึมซับความรักและความประณีตในการทำอาหารมาจากคุณแม่ผู้เข้มงวดในเรื่องวัตถุดิบและรสชาติ จากจุดเริ่มต้นในครัวที่บ้าน เชฟได้ไปสั่งสมประสบการณ์อันยาวนานกว่า 25 ปี

    ในห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ (Michelin-starred) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ นานจิง โปแลนด์ ออสเตรเลีย และไทย เส้นทางของเชฟไม่ใช่แค่การทำอาหารให้อร่อย แต่คือการผสานวัฒนธรรมตะวันออกเข้ากับเทคนิคตะวันตกอย่างลงตัว

    ดีกรีของเขาไม่ธรรมดา เพราะเชฟ Tsai คือผู้คว้าแชมป์จากรายการ Iron Chef Thailand 2023 และพาร้านคว้ารางวัลสุดยอดร้านอาหารมาแล้วมากมาย ล่าสุดความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้ร้านได้รับรางวัล Two Diamonds จาก 2026 Black Pearl Restaurant Guide

    ซึ่งผู้ที่คลุกคลีในวงการย่อมทราบดีว่า นี่คือ “มิชลินไกด์แห่งอาณาจักรจีน” ที่คัดกรองอย่างเข้มงวดที่สุด รางวัลสองเพชรหมายถึง “ร้านอาหารที่ต้องหาโอกาสไปรับประทานให้ได้สักครั้งในชีวิต” สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจ่ายไป คือการแลกกับมาตรฐานและเทคนิคระดับโลกอย่างแท้จริง


    Ambient: ความหรูหราที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดอันอบอุ่น

    ร้านตั้งอยู่ในซอยสวัสดี (ใกล้สุขุมวิท 23) การเดินทางเรียกได้ว่าสะดวกสบายอย่างยิ่งสำหรับทำเลใจกลางเมือง หากนำรถส่วนตัวมาก็มีพื้นที่จอดรถกว้างขวางรองรับอย่างเหลือเฟือ หรือหากสะดวกใช้ขนส่งสาธารณะ ก็สามารถลง MRT สุขุมวิท หรือ BTS อโศก แล้วต่อรถเข้ามาในซอยได้อย่างง่ายดาย

    เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวร้าน คุณจะสัมผัสได้ถึงสเปซที่ค่อนข้างกะทัดรัดแต่ถูกจัดสรรและตกแต่งมาอย่างลงตัวสุดๆ มีการแบ่งพื้นที่ หลายบริเวณเพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดให้กับแขกคนสำคัญ โดยทจุดเด่นที่น่าประทับใจที่สุดคือ ความใส่ใจในรายละเอียด อุปกรณ์ทุกชิ้นบนโต๊ะถูกคัดสรรมาอย่างวิจิตร

    ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ จานชาม หรือแม้กระทั่งที่วางตะเกียบ ล้วนถูกคัดสรรมาอย่างดี แม้ต่ที่วางตะเกียบยังให้เป็นรูป “ดอกแมกโนเลีย” ซึ่งดอกแมกโนเลียในวัฒนธรรมจีนสื่อถึงความบริสุทธิ์และความสูงศักดิ์ เป็นดอกไม้ที่มักปลูกในวังจักรพรรดิ การเลือกใช้สัญลักษณ์นี้จึงเป็นการบอกเป็นนัยว่า “ท่านคือแขกขององค์จักรพรรดิในมื้อนี้”

    โต๊ะและเก้าอี้ถูกเลือกมาอย่างดีเยี่ยม นั่งสบาย และไม่มีชิ้นไหนที่หลุดคอนเซปต์ ความใส่ใจยังขยายไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ บนโต๊ะอาหารมีเครื่องพ่นละอองสเปรย์แอลกอฮอล์ดีไซน์เก๋ไก๋ และเมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ คุณจะพบกับอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครัน ตั้งแต่แผ่นเช็ดแว่นตาไปจนถึงน้ำยาบ้วนปาก เป็นการต้อนรับที่โอบกอดเราด้วยความอบอุ่นในทุกฝีก้าว


    The Concept: ย้อนรอยงานเลี้ยงระดับตำนาน “Manchu-Han Imperial Feast”

    สำหรับคอร์สพิเศษนี้ นำเสนอภายใต้คอนเซปต์ “Origins of the Manchu-Han Imperial Feast” หรืองานเลี้ยงเต็มรูปแบบของแมนจูและฮั่น ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์ชิง งานเลี้ยงนี้ถูกริเริ่มขึ้นในงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษาของจักรพรรดิคังซี เพื่อหลอมรวมประเพณีการทำอาหารของชาวแมนจูและชาวฮั่นเข้าด้วยกัน เป็นการจัดแสดงอาหารระดับราชสำนักและอาหารท้องถิ่น โดยในประวัติศาสตร์ งานเลี้ยงนี้ประกอบด้วยอาหารกว่า 108 จาน เสิร์ฟต่อเนื่องยาวนานถึง 3 วัน !

    ในปี 2026 นี้ เชฟ Tsai ได้นำเสนอ Chapter One: Premium Imperial Bird’s Nest โดย Chapter one หมายถึงอาหารคอร์สแรกของปี 2026 นี้ ซึ่งเชฟได้หยิบยก “รังนก” วัตถุดิบชั้นสูงที่ในอดีตสงวนไว้สำหรับจักรพรรดิและขุนนางระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น คอร์สนี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองความสง่างามและมรดกที่ยั่งยืนของอาหารจีนระดับราชสำนักอย่างแท้จริง


    The Culinary Journey: สัมผัสรสชาติแห่งจักรพรรดิ

    การเดินทางเริ่มต้นขึ้นด้วยการนำเสนอ Highlight Ingredients สตาฟจะนำรังนกพรีเมียม ซึ่งจะมาในกล่องรักษาความชื้นเป็นอย่างดี คงคุณภาพวัตถุดิบได้เยี่ยมยอด

    และปูอลาสก้าแบบเป็นๆ (Live Alaskan King Crab) ที่จะใช้ทำเมนูซิกเนเจอร์มาให้เราได้ชมถึงโต๊ะ

    จากนั้นเป็นการเลือกเครื่องดื่มแพริ่ง เราขอแนะนำ Plum Roselle เครื่องดื่มตัวชูโรงที่ให้รสชาติคล้ายน้ำกระเจี๊ยบ แต่มีความซับซ้อนกว่ามาก เป็นการผสมผสานดอกกระเจี๊ยบและบ๊วยสุก

    แทรกด้วยกลิ่นหอมรมควันบางๆ ของบ๊วยรมควันและฮอว์ธอร์นเบอร์รี่ ตัดความหวานอย่างนุ่มนวลด้วยหล่อฮั่งก๊วย ให้รสเปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นสโมคอ่อนๆ และจบด้วยความสดชื่นแบบไร้ที่ติ

    หรือหากชอบรสเปรี้ยวสดชื่น Lemon and Pomelo Tea ที่มีเนื้อส้มโอและความหวานจากน้ำผึ้งก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ส่วนสาย Traditional แน่นอนว่าอาหารจีนก็ต้องคู่กับชา ซึ่งทางร้านมี Selection ให้เลือกหลากหลาย

    Amuse Bouche: ปฐมบทแห่งห้ารสชาติและความเป็นไต้หวัน

    ตามธรรมเนียมของชาวไต้หวัน มื้ออาหารอันยิ่งใหญ่จะเปิดตัวด้วยอาหารทะเล

    เชฟเลือกใช้ หอยเชลล์ฮอกไกโด, มะเขือเทศ Amela อันเลื่องชื่อเรื่องความหวาน และกุ้งหวาน Amaebi เสิร์ฟพร้อมซอสห้ารสสูตรพิเศษที่ใช้ของขึ้นชื่อจากไต้หวันเป็นตัวชูโรง ได้แก่ สับปะรด กล้วย ขิง กระเทียม มะเขือเทศ ซึ่งคนไต้หวันนิยมต้อนรับแขกด้วยสับปะรดมากๆ นั้นเป็นคำกล่าวของคุณเฟิร์นผู้ดูแลเรา

    และที่ขาดไม่ได้คือจิ๊กโฉ่วสูตรพิเศษ (Kobgyen Sauce) ที่หมักจากข้าวเหนียว ท็อปด้วย Balsamic Sphere และสาหร่ายพวงองุ่น จานนี้หน้าตาดูเป็นอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิ่ง

    แต่เมื่อตักเข้าปาก ความหวานของซีฟู้ดสดๆ ผสานกับซอสห้ารส กลับระเบิดรสชาติของอาหารจีนไต้หวันออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

    Course 2: Blue Lobster กับความลับของพริกแห่งขุนเขา

    เชฟดึงเอาความหวานบริสุทธิ์ของเนื้อ Blue Lobster ออกมาด้วยเทคนิคซูวี (Sous Vide) เสิร์ฟคู่กับมันแกว และทีเด็ดคือวัตถุดิบพิเศษอย่าง Makau (Mountain Pepper หรือพริกภูเขาของชาวพื้นเมืองไต้หวัน)

    ที่ให้กลิ่นหอมละมุนคล้ายตะไคร้ผสมเลมอน เสริมมิติด้วยกลิ่นหอมของขึ้นฉ่าย ด้านข้างเคียงคู่มากับหมี่กรอบคลุกเคล้าพริกรสจัดจ้าน เมื่อทานหมี่กรอบคู่กับเนื้อล็อบสเตอร์ เนื้อสัมผัสกรุบกรอบของมันแกวและหมี่ จะช่วยดึงรสหวานของล็อบสเตอร์ให้โดดเด่นขึ้นไปอีก เป็นจานที่บาลานซ์ความจัดจ้านและความนุ่มนวลได้อย่างไร้ที่ติ

    Course 3: นกพิราบสายพันธุ์บริททานีสามสัมผัส

    เชฟเลือกใช้ นกพิราบฝรั่งเศสจากแคว้น Brittany นำเสนอครบทั้ง 3 ส่วนคือ อก น่อง และกระดูก ส่วนเนื้อน่องถูกนำไปสอดไส้ในเห็ดมอเรล (Morel Mushroom) แล้วนำไปทอดจนกรอบ

    ส่วนกระดูกนำไปเคี่ยวเป็น Braising Sauce สุดเข้มข้น ท็อปด้วยโฟมสีเขียวสดใสจากใบโหระพา

    สำหรับเนื้ออกนั้นถูกปรุงมาในสไตล์จีนดั้งเดิมด้วยสมุนไพรจีนอย่าง อบเชย โป๊ยกั๊ก ชะเอมเทศ และกระวาน เป็นการผสมผสานเทคนิคตะวันตกและเครื่องเทศตะวันออกได้อย่างเหนือชั้น

    ตัวเนื้ออกพิราบไม่มีกลิ่นสาบคาวมากวนใจ มีแต้รสหอมเข้มข้น และเนื่อที่นุ่ม จนอยากขอเติมเลยทีเดียว

    ก่อนจะไปจานต่อไป เชฟ Tsai ได้ออกมาทักทายที่โต๊ะ พร้อมรินเครื่องดื่มพิเศษให้ลอง นั่นคือ “เหล้าโกวเหลียง” (Kaoliang) หรือเหล้าข้าวฟ่างจากไต้หวัน เหล้าตัวนี้มีกลิ่นหอม จัดอยู่ในกลุ่ม “ชิงเซียง” (Qingxiang) หรือกลิ่นหอมแบบใสสะอาด มีโน้ตของผลไม้จางๆ คล้ายลูกพลัมหรือสับปะรด

    ผสมผสานกับกลิ่นธัญพืชคั่วหอมๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและ แม้โกวเหลียงจะมีดีกรีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง (มักจะอยู่ที่ 38% ถึง 58%) แต่เมื่อคุณยกจอกขึ้นจิบ สิ่งแรกที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความบาดคอ แต่เป็น รสสัมผัส (Palate) หวานละมุน (Sweetness) อบอวลด้วยความกลมกล่อม (Umami) และทิ้งความรู้สึกอุ่นซ่านเบาๆ ทอดยาวอยู่ในลำคอ (Long smooth finish) โดยไม่มีความขมหรือเฝื่อนหลงเหลืออยู่เลย ช่วยล้างปากและเตรียมความพร้อมสำหรับจานถัดไปได้อย่างยอดเยี่ยม

    Course 4: ความอบอุ่นในน้ำซุปแห่งท้องทะเล

    ซุปใสที่อัดแน่นไปด้วยความหรูหรา ประกอบด้วย ซุปไก่, กระเพาะปลาสดชิ้นโตเต็มคำ, กังป๋วย (หอยเชลล์แห้ง) และหอยสังข์ไทย ไฮไลท์คือปีกไก่ที่ยัดไส้กังป๋วยนำไปย่างจนหอม เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่าง พริกเขียวดองอี้หลานจากไต้หวัน ซึ่งไม่ค่อยมีความเผ็ด แต่ให้รสสัมผัสที่ช่วยสร้าง “ความร้อน” อุ่นๆ ในท้อง

    ซึ่งเมืองอี้หลาน (Yilan) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงและมหาสมุทร ทำให้มีสภาพอากาศที่ชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกตลอดปี ที่สำคัญคืออี้หลานมี “แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุด” แห่งหนึ่งของไต้หวัน พริกเขียวที่ปลูกในดินแดนนี้จึงได้รับสารอาหารเต็มเปี่ยม มีเนื้อสัมผัสที่กรอบ อวบน้ำ และมีเปลือกที่บางกว่าพริกจากภูมิภาคอื่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติขั้นเทพสำหรับการนำมาทำของดอง

    ความพิเศษที่ทำให้พริกเขียวดองอี้หลานโดดเด่นคือ “มิติของความเผ็ด” มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเผ็ดร้อนจนแสบปากหรือทำลายต่อมรับรสแบบพริกขี้หนู แต่เป็นความเผ็ดที่ถูกขัดเกลามาแล้ว (Mellow Heat)

    เมื่อทานเข้าไปจะให้ความรู้สึก “อุ่นวาบในลำคอและกระเพาะอาหาร” ซึ่งในทางการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าเป็นการช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี เชฟยังเสิร์ฟเกลือหิมาลัยและพริกไทยขาวป่นมาให้เราได้ทดลองปรับเปลี่ยนรสชาติด้วยตัวเอง

    Course 5: ราชาแห่งเป๋าฮื้อแห้งและอัญมณีที่จักรพรรดิทรงถวิลหา

    อีกหนึ่งวัตถุดิบ highlight ที่ทำให้มื้อนี้คุ้ม! Charsiu South African Dried Abalone เชฟใช้เป๋าฮื้อแห้งแอฟริกาใต้ขนาดใหญ่ถึง 15 หัวต่อครึ่งกิโลกรัม (ซึ่งถือว่าขนาดใหญ่และหายากมากในตลาดประมูล)

    ความพิเศษของเป๋าฮื้อแห้งสำหรับจักรพรรดินั้นไม่ใช่แค่ราคา แต่คือ “ความยากในการปรุง” ในสมัยโบราณ เป๋าฮื้อคือเครื่องบรรณาการชั้นสูงที่ขุนนางต้องถวายแด่จักรพรรดิเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี

    เชฟ Tsai ใช้เวลาถึง 3 วันเต็มในการ “ชุบชีวิต” เป๋าฮื้อแห้งนี้ โดยตุ๋นร่วมกับหมู, แฮมยูนนาน (ที่ให้ความเค็มลึก), และหอยเชลล์แห้ง เสิร์ฟมาในถ้วยแก้วที่มีควันรมควันพวยพุ่งออกมา ชิ้นแรกเชฟเสิร์ฟแบบรสดั้งเดิมเพื่อให้สัมผัสถึงความอูมามิและเนื้อสัมผัสที่ “หนึบดุจฟันสู้”

    ส่วนชิ้นที่สองคือไฮไลท์ เชฟนำไปปรุงด้วย ซอสหมูแดงย่างสูตรลับของครอบครัวเชฟ Tsai ที่มีความหวานหอมรมควัน ตัดรสด้วยความเปรี้ยวสดชื่นจาก “มะนาวคาเวียร์” (Finger Lime) เป็นการยกระดับเป๋าฮื้อจากอาหารวังให้กลายเป็นโมเดิร์นคลาสสิกที่ยอดเยี่ยมที่สุด

    Course 6: Palate Cleanser ดุจดั่งน้ำค้างสวรรค์

    ล้างปากก่อนเข้าจานหลักด้วย รังนกไทยจากจังหวัดชุมพร ทานคู่กับสาลี่ที่นำไปตุ๋นในเหล้าเหลืองจีน เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มยูซุ และท็อปด้วยคาเวียร์ เป็น Palate Cleanser ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบที่ดีที่สุดของไทยเข้ากับเทคนิคจีนได้อย่างงดงาม

    Course 7: Main Course – การปะทะกันของเนื้อวากิวและเปลวเพลิงแห่งหม่าล่า

    เชฟได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูธรรมดาอย่าง “เนื้อผัดผักบุ้ง” แต่นำมายกระดับแบบสุดเพดาน ด้วยการใช้เนื้อ Filet Mignon A5 จาก Kagoshima ซึ่งความจริงที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ

    จังหวัดคาโกชิม่า เป็นแหล่งผลิตเนื้อวากิวที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (คิดเป็นประมาณ 20% ของประเทศ) และที่สำคัญ เนื้อคาโกชิม่าคือเจ้าของตำแหน่ง แชมป์โอลิมปิกเนื้อวากิว (Wagyu Olympics หรือ Zenkyou)

    ซึ่งเป็นงานประชันคุณภาพเนื้อวากิวจากทั่วประเทศญี่ปุ่นที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี การันตีได้ว่าลวดลายไขมัน (Marbling) สีของเนื้อ และรสสัมผัส ถูกตัดสินจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าอยู่ในจุดที่ “สมบูรณ์แบบที่สุด” นอกจากนั้น Filet Mignon ยังถือว่าเป็นคัตที่ดีที่สุดของเนื้อแต่ละตัว ซึ่งมีแค่ 2% ของน้ำหนักวัวแต่ละตัวเท่านั้นเอง

    นอกจากนั้นเชฟยังนำไป Dry-aged เป็นเวลา 15 วันร่วมกับ “หม่าล่า” หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องใช้หม่าล่ากับเนื้อระดับพรีเมียมขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่วิทยาศาสตร์แห่งรสชาติ ความเป็นกรด (Acidity) ในเครื่องเทศหม่าล่าไม่ได้มีไว้เพื่อให้เผ็ดจนลิ้นชาเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้าไปช่วย “ย่อยสลายโครงสร้างไขมัน” ของเนื้อ A5 ให้มีความนุ่มละมุนยิ่งขึ้นไปอีก กลิ่นหม่าล่าที่ซึมเข้าไปในเนื้อระหว่างการ Dry-age โดยไม่ทำให้เนื้อเสียรสชาติ แต่จะทิ้ง Aftertaste ที่หอมลึก

    เมื่อทานคู่กับ Sacha Sauce (ซอสสะเต๊ะไต้หวัน) รสชาติจะมีความถั่วและความนัว เสริมด้วย “ผักบุ้งยำมะนาว” ที่วางด้านบน เพื่อให้รสเปรี้ยวไปตัดความเลี่ยนของมันเนื้อ นี่คือการตีความที่หาร้านคู่เทียบที่ย่างเนื้อและทำรสชาติออกมาได้ดีกว่าเชฟ Tsai ได้ยากยิ่งจริงๆ

    Course 8: ข้าวต้มปูอลาสก้า – ซิกเนเจอร์แห่งสายน้ำ

    เมนู Signature ที่เชฟไม่สามารถถอดออกจากคอร์สได้ เชฟเลือกใช้ ข้าวหอมมะลิจากอุบลราชธานี

    นำไปทอดจนพองกรอบ แล้วนำมาเคี่ยวกันสดๆ ที่โต๊ะ ด้วยน้ำซุปที่ได้แรงบันดาลใจจากซุปปลาคลาสสิกของเมืองมาร์แซย์ (Marseille) นำมาประยุกต์โดยเคี่ยวจากกุ้งและผักนานกว่า 8 ชั่วโมง

    ท็อปหน้าด้วยเนื้อปูอลาสก้าชิ้นโต, อูนิสายพันธุ์ Bafun และคาเวียร์ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 3 ชนิด ได้แก่ ไชโป๊ว, หอมแดงเจียวมันไก่ และพริกผัดเห็ด มันคือข้าวต้มที่หรูหราและซับซ้อน แต่รสชาติอร่อยที่ออกมาทำความเข้าใจได้ไม่ยากเลย

    Course 9: ความทรงจำวัยเด็กในถ้วยขนมหวาน

    เชฟพาเราย้อนกลับไปสัมผัสความทรงจำวัยเยาว์ของเขาผ่าน ไอศกรีมถั่วเขียว ขนมที่เชฟมักจะซื้อเป็นรางวัลให้ตัวเองสมัยเด็ก แต่ระดับเชฟ Tsai ย่อมไม่ธรรมดา เขาเพิ่มความซับซ้อนด้วยการท็อปปิ้ง ส้มโอมือเชื่อมชะเอม (Buddha’s Hand) ซึ่งเป็นวัตถุดิบโบราณที่หาทานยากมากๆ ทานคู่กับครีมนมนุ่มละมุน และขูดเปลือกมะนาวสดลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นอายของ Citrus

    Petite Four: การส่งแขกคนสำคัญด้วยเก้าอี้แห่งเกียรติยศ

    เชฟนำเสนอ Petite Four ด้วยกิมมิคสุดตระการตา เสิร์ฟมาบนชุดโมเดล “เก้าอี้ไม้จีนโบราณ”

    ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกคนสำคัญ บนเก้าอี้แต่ละตัวประกอบด้วย: เจลลี่ชาเขียวมะลิ, เค้กเส้นหมี่สับปะรดที่ได้แรงบันดาลใจจากพายสับปะรดไต้หวัน, ขนมเปี๊ยะเผือกไส้ไข่แดงเค็มและหมูหยอง, และเค้กช็อกโกแลตประดับผลไม้ตามฤดูกาล ถือเป็นการรูดม่านปิดฉากได้อย่างตราตรึงใจ


    บทสรุป เมื่อ “ราคา” กลายเป็น “คุณค่า”

    การควักเงินก้อนโตที่เทียบเท่ากับหยาดเหงื่อทั้งเดือนของใครหลายคน เพื่อแลกกับอาหารมื้อเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย “ความหลงใหล” อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ Chai Jia Chai มอบให้นั้น ไม่ใช่แค่ความอิ่มท้อง แต่มันคือ “ประสบการณ์การเดินทาง” คุณกำลังจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลา 3 วันที่เชฟใช้ตุ๋นเป๋าฮื้อแอฟริกาใต้ คุณกำลังจ่ายเพื่อเทคนิคการ Dry-age เนื้อระดับ A5 กับหม่าล่าที่คิดค้นมาอย่างแยบยล และคุณกำลังซื้อเรื่องราวของรังนกที่เคยเสิร์ฟให้เพียงองค์จักรพรรดิ เมื่อพิจารณาจากคุณภาพ ปริมาณ และความพิเศษของวัตถุดิบ ราคา 9,800++ บาทนี้ จึงเป็นมื้อที่ควรค่าแก่การลิ้มลองสักครั้งในชีวิต แต่หากใครที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักกับรสมือของเชฟ Tsai ก่อน ทางร้านก็ยังมีคอร์สที่ราคาย่อมเยาลงมาในระดับ 5,800++ บาท ให้เป็นตัวเลือกอีกด้วย ซึ่งรับรองได้ว่า สุนทรียภาพที่คุณจะได้รับนั้น ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลยทีเดียว

    Kin Review

    Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ  อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว  อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์

    รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    Share this:

    • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
    • Share on X (Opens in new window) X
    • Share on Threads (Opens in new window) Threads
    Previous Article[Review] เปิดกล่องรสฤดูร้อน “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง

    Related Posts

    [Review] “วิเสทวิโส” (Wiset Wiso) ปฐมบทแห่งสุนทรียรส Heritage Thai Fine Dining ที่ตีความใหม่ได้อย่างเหนือชั้น

    April 12, 2026

    [Review] ดื่มด่ำศิลปะแห่งรสชาติ ณ Singular: อัญมณีแห่งการกินดื่มในอ้อมกอดปราสาทนิโจ Kaiseki ที่ยกระดับขึ่นอีกขั้น Garrya Hotel Nijo Castle Kyoto

    April 7, 2026

    [Review] สรวงสวรรค์แห่งรสชาติ: รีวิว “Xian Yuan” ปฏิวัติวงการอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย บนชั้น 5 Central Park

    March 15, 2026

    Comments are closed.

    • Recent Posts
    • POPULAR

    [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast

    April 22, 2026

    [Review] เปิดกล่องรสฤดูร้อน “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง

    April 18, 2026

    [News] 79 Beach Club & Resort  ปักหมุด “เดย์บีชคลับอันดับหนึ่งบนเกาะสมุย” จุดเช็กอินใหม่มาแรง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน

    April 17, 2026

    [Review] คลายร้อนสดชื่นไปกับข้าวแช่ ณ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok 2026

    April 16, 2026

    [Review] “วิเสทวิโส” (Wiset Wiso) ปฐมบทแห่งสุนทรียรส Heritage Thai Fine Dining ที่ตีความใหม่ได้อย่างเหนือชั้น

    April 12, 2026

    [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast

    April 22, 2026

    [Review] เปิดกล่องรสฤดูร้อน “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง

    April 18, 2026

    [News] 79 Beach Club & Resort  ปักหมุด “เดย์บีชคลับอันดับหนึ่งบนเกาะสมุย” จุดเช็กอินใหม่มาแรง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน

    April 17, 2026

    [Review] คลายร้อนสดชื่นไปกับข้าวแช่ ณ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok 2026

    April 16, 2026

    [Review] “วิเสทวิโส” (Wiset Wiso) ปฐมบทแห่งสุนทรียรส Heritage Thai Fine Dining ที่ตีความใหม่ได้อย่างเหนือชั้น

    April 12, 2026
    POPULAR

    “ฟัวกราส์” ถูกแบนแล้วในแดนแซมบ้า ห้ามซื้อห้ามขายห้ามกิน

    June 29, 2015

    เมล็ดมันแกวแก่ กินไม่ดีถึงตายไปหลายรายแล้ว!!!!

    June 30, 2015

    ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่ของกินของต้องห้ามในนิวยอร์กตั้งแต่วันนี้!

    July 2, 2015
    @KinlakeStars
    KINLAKESTARS.COM

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

     

    Loading Comments...