Kinandleisure
    Facebook Twitter Instagram
    Trending
    • [Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน
    • [News] เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหาร Bistrot De La Mer ,Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel
    • [News] สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala
    • [Review] เปิดสำรับฤดูร้อนระดับตำนาน “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยเชฟจิ๊บ แห่ง The Sukhothai Bangkok สัมผัสความละเมียดละไมของงานศิลป์ที่กินได้ พร้อมความหอมเย็นชื่นใจถึงขีดสุด
    • [Review] ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ) เกินคุ้ม ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok
    • [Review] เปิดตำรับความอร่อยระดับตำนาน! รีวิว Minami “Farm to Table” Teppanyaki อัญมณีแห่ง Swissôtel Nankai Osaka ที่สายเนื้อต้องสยบ
    • [Review] สัมผัสความสดใหม่แห่งฤดูกาล: รีวิว Passages of Spring @ Yu Ting Yuan, Four Seasons Bangkok Hotel
    • [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast
    Facebook Twitter Instagram
    Kinandleisure
    • Kin Reviews
      • Top Restaurant
      • French Cuisine
      • European Cuisine
      • German Cuisine
      • Italian Cuisine
      • Japanese Cuisine
      • Thai Cuisine
      • International Cuisine
      • Spanish Cuisine
      • tea lounge/Café & bakery
      • Chinese Cuisine
      • American Cuisine
      • Bar Drinks
      • Steak House
      • Vietnamese Cuisine
      • Korean Cuisine
      • Indian Cuisine
      • latin American
      • Steak House
    • K healthy
      • Kin Healthy
      • Healthy Living
    • Kin Articles
      • Kin General
      • Kin Cooking
      • Kin Seasonal
    • Kin Channel
    • Promo & Event
      • Kin Promo
      • Kin News
      • LifeStyle Promo & Event
    • K Travel&LifeStyle
      • Trip Review
      • Hotel Review
      • Spa & beauty
      • K Fashion
      • K Fit
      • Our Team เบื้องหลัง โฉมหน้าผู้สร้างเนื้อหา กิน ดื่ม เที่ยว โดยทีมงานคุณภาพ
    • K Living & Design
    Kinandleisure
    Home»Dining Type»Fine Dining»[Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน
    Fine Dining

    [Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน

    athiwat tripipitsiriwatBy athiwat tripipitsiriwatMay 19, 2026Updated:May 19, 2026No Comments11 Mins Read

    Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A 

    Sunday Brunch ของห้องอาหาร Colonnade โรงแรม The Sukhothai Bangkok เป็นหนึ่งในบุฟเฟต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในกรุงเทพฯ มายาวนาน

    และปี 2569 นี้พวกเขายกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยคอนเซปต์ใหม่ “Special Celebrity Chef of the Month” ที่เชิญเชฟชื่อดังจากทั่วประเทศมารังสรรค์เมนูพิเศษหมุนเวียนทุกเดือน ทำให้แต่ละรอบมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันเลย

    เดือนมีนาคมนี้เป็นคิวของเชฟจิ๊บและเชฟประพัฒน์ สองเชฟหญิงมากฝีมือที่มาประชันกันในธีม “หยิน–หยาง” ระหว่างอาหารไทยและอาหารตะวันตก เพื่อเฉลิมฉลอง International Women’s Day อย่างงดงามและทรงพลัง

    Seafood on Ice ความอลังการที่ไม่มีใครโค่นได้

    โซนนี้ยังคงเป็นลายเซ็นของ Colonnade ที่แฟนประจำรู้ดีว่า “ของไม่เคยหมดจริง ๆ” โดยเฉพาะลอบสเตอร์ที่เสิร์ฟกันแบบไม่อั้น เนื้อแน่น หวานธรรมชาติ และสดเด้งจนแทบไม่ต้องพึ่งซอสใด ๆ

    หากกล่าวถึงห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ ชื่อของ Colonnade (โคโลเนด) ย่อมยืนหนึ่งในใจของนักชิมระดับหรู (Gourmet) เสมอ และสิ่งที่เป็น “ลายเซ็น” หรือ Signature Section ที่แฟนประจำต่างรู้กันดีว่าไม่เคยทำให้ผิดหวังคือ “ไลน์ซีฟู้ดออนไอซ์ (Seafood on Ice)” บนเรือไม้จำลองลำเขื่องและสเตชันน้ำแข็งแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพความสดและการเติมของแบบไม่อั้น (Free-flow) ชนิดที่ว่า “ของไม่เคยหมดจริง ๆ” ไม่มีการกั๊กวัตถุดิบ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับรสชาติแห่งท้องทะเลอย่างเต็มอิ่มตั้งแต่ต้นจนจบมื้อ


    1. ลอบสเตอร์และราชาแห่งปู (The Ultimate Crustacean Experience)

    ไฮไลต์สูงสุดบนเรือซีฟู้ดออนไอซ์ที่ทุกคนพุ่งตัวเข้าใส่คือกลุ่มสัตว์เปลือกแข็ง (Crustaceans) ระดับพรีเมียมที่เชฟคัดขนาดไซส์ใหญ่พิเศษ (Giant Size) นำมาปรุงสุกอย่างแม่นยำเพื่อรักษาความฉ่ำของเนื้อไว้สูงสุด:

    • แคเนเดียนลอบสเตอร์และก้ามลอบสเตอร์ยักษ์ (Canadian Lobster & Claws): วัตถุดิบระดับพรีเมียมที่ส่งตรงจากแหล่งน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ทานได้ทั้งส่วนหางและส่วนก้ามที่แกะมาให้ทานง่าย
      • เนื้อสัมผัส (Texture): เนื้อแน่น เด้งสู้ลิ้น (Springy & Firm) ลวกมาในอุณหภูมิและเวลาที่แม่นยำ ทำให้เนื้อไม่เหนียวและไม่ร่วนซุย โดยเฉพาะส่วนก้ามที่เนื้ออวบอัดและฉ่ำน้ำเป็นพิเศษ
    • รสชาติ (Flavor Profile): มีความหวานตามธรรมชาติ (Natural Sweetness) ที่เด่นชัด รสชาติเข้มข้นจนแทบไม่ต้องพึ่งพาน้ำจิ้มซีฟู้ดหรือซอสใด ๆ เพื่อกลบรสชาติ สะท้อนถึงความสดใหม่ระดับสูงสุด

    • ขาปูยักษ์อลาสก้า / ปูคิงแครบบริททานี (King Crab Legs): ขาปูสีส้มแดงสดใสที่ตัดแต่งมาให้ทานเนื้อด้านในได้สะดวก เนื้อปูเป็นเส้นสวย ไม่ลีบแบน ให้รสสัมผัสที่หวานฉ่ำและมีความเค็มจาง ๆ จากน้ำทะเลลึกติดปลายลิ้น

    • ปูม้าคัดไซส์ (Blue Swimmer Crab): ปูม้าท้องถิ่นคุณภาพสูง เนื้อขาวเนียนเป็นลิ่มสวย (Lump Crab Meat) บ่งบอกถึงความสดสไตล์ปูเป็น รสหวานละมุน นุ่มนวล ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดของทางโรงแรมจะชูรสชาติได้ดีเยี่ยม

    2. กลุ่มหอยและกุ้งพรีเมียม (The Premium Shellfish & Shrimp Selection)

    รอบ ๆ ลำเรือออนไอซ์ยังเรียงรายไปด้วยหอยหลากสายพันธุ์และกุ้งเนื้อหวานที่จัดวางอย่างวิจิตรบรรจง:

    • หอยพัดออนไอซ์ (Scallop on Shell): เสิร์ฟมาพร้อมฝาหอยสีชมพูระเรื่อสวยงาม คัดเฉพาะเนื้อส่วนหอยเชลล์ขาวอวบ (White Meat) และมีส่วนไข่ (Roe) สีส้มพาสเทลติดมาในบางตัว เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น (Buttery & Tender) มีความหวานใสสะอาด

    • กุ้งแชบ๊วยทะเลตัวโต (Premium Sea Prawns): กุ้งต้มจนได้สีส้มแสดสม่ำเสมอทั้งตัว เปลือกเงางามลอกง่าย เนื้อด้านในแน่นกรอบ (Crunchy Texture) เคี้ยวแล้วเด้งในปาก รสชาติหวานมันลุ่มลึก
    • หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Green-Lipped Mussels): หอยแมลงภู่เปลือกเขียวไซส์ XL จากน่านน้ำบริสุทธิ์ของนิวซีแลนด์ เนื้อหอยมีทั้งสีครีมและสีส้มเข้ม อวบอ้วนเต็มฝา ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อนุ่มหนึบ เต็มปากเต็มคำ

    3. เจาะลึกสเตชันน้ำแข็งแกะสลัก: โซนหอยตลับและหอยหลอดพรีเมียม

    ขยับมาที่สเตชันน้ำแข็งแกะสลักรูปทรงภูเขาน้ำแข็งชั้นเลิศ เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับหอยฝาคู่ (Bivalves) ที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิที่เย็นจัดเป็นพิเศษเพื่อคงความตึงของเนื้อวัตถุดิบ:

    • หอยหลอดพรีเมียม / หอยหลอดสเปน (Razor Clams): ไอเทมหาทานยากในไลน์บุฟเฟต์ทั่วไป ทานแล้วจะติดใจ ตัวหอยหลอดถูกล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน ไร้เม็ดทรายรบกวน
      • เนื้อสัมผัสและรสชาติ: เนื้อยาวขาวเนียน ให้สัมผัสที่กรุบเด้งเคี้ยวสนุก (Chewy & Crunchy) แฝงความหวานกลมกล่อม มีกลิ่นอายทะเลที่สะอาดสดชื่น เหมาะกับการบีบเลมอนสดลงไปเล็กน้อยเพื่อดึงรสสัมผัส

    • หอยตลับออนไอซ์ (Hard Clams / Littleneck Clams): เสิร์ฟในชามเงินใบใหญ่บนชั้นน้ำแข็ง ตัวหอยอ้าฝากำลังดีเผยให้เห็นเนื้อหอยด้านในที่ชุ่มฉ่ำ รสชาติมีความเค็มสดชื่นแบบ Briny และเนื้อสัมผัสเหนียวหนุ่มหนึบหนับที่เป็นเอกลักษณ์

    4. เจาะลึก Oyster Bar: คอลเลกชันหอยนางรมระดับโลก 8 สายพันธุ์

    (ในส่วนของ Oyster Bar ทางห้องอาหารจะจัดแยกสเตชันไว้ต่างหากเพื่อบริการเปิดฝากันแบบสด ๆ (Freshly Shucked) ตัวต่อตัว เพื่อรักษาความสดและน้ำในฝาหอย (Liquor) ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด)

    สายพันธุ์หอยนางรมแหล่งที่มา (Origin)ลักษณะเด่นและรสสัมผัส (Tasting Notes & Texture)
    Fine de Claireฝรั่งเศส (Marennes-Oléron)หอยนางรมยอดนิยม เนื้อค่อนข้างบาง รสนุ่มละมุน เค็มอ่อน ๆ อมหวานปลาย ทานง่าย เหมาะสำหรับเป็นคำเริ่มต้น
    Celife Fineฝรั่งเศสเนื้อสัมผัสเนียนละเอียด รสชาติมีความสมดุล มีเอกลักษณ์ที่ความหวานละมุนตบท้าย (Sweet Finish)
    Pacific Oysterมหาสมุทรแปซิฟิกตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่ม ครีมมี่เล็กน้อย รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มจัด เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มทานหอยนางรมสด
    Zeeuwseเนเธอร์แลนด์ (Zeeland)เติบโตในน่านน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จุดเด่นคือ กลิ่นอายสาหร่ายทะเล (Seaweed Aroma) ที่ชัดเจน เนื้อกรุบ รสเค็มสดชื่น
    Ireland Oysterไอร์แลนด์ (ทะเลเหนือ)ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำเย็นและสะอาดของทะเลเหนือ ให้รสสัมผัสที่ เค็มสดแบบ Crisp & Briny เนื้อแน่น อวบอิ่ม
    Tsarskayaฝรั่งเศส (Brittany)หอยนางรมที่เคยถวายแด่พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย รสชาติเข้มข้น ทรงพลัง มี Mineral Notes (กลิ่นแร่ธาตุและหินดิน) ที่เด่นชัดมาก เนื้อแน่นกรอบ
    Ostra Regalฝรั่งเศส / ไอร์แลนด์หอยนางรมระดับซูเปอร์พรีเมียม ใช้เวลาเลี้ยงนาน รสชาติซับซ้อน มีความหวานมันคล้ายถั่ว (Nutty) ผสานความเค็มที่ลงตัว
    Gillardeauฝรั่งเศสได้รับการขนานนามว่าเป็น “Rolls-Royce of Oysters” และเป็นหนึ่งในหอยนางรมที่ดีที่สุดในโลก เนื้อหนากรุบ (Crunchy) แต่มีความครีมมี่ (Creamy) ในตัว รสชาติลุ่มลึก หวานมันยาวนาน (Lingering Finish)

    5. คัมภีร์การทานซีฟู้ดออนไอซ์แบบมืออาชีพ (The Professional Tasting Sequence)

    การทานอาหารทะเลหลากสายพันธุ์ในมื้อเดียวให้ได้อรรถรสสูงสุด ไม่ควรทานสลับไปมาตามใจชอบ แต่ควร ไล่ระดับความเข้มข้นของรสชาติ (Flavor Intensity) และเนื้อสัมผัส เพื่อไม่ให้วัตถุดิบที่รสหนักหรือซอสไปกลบรสชาติอันละเอียดอ่อนของส่วนอื่น

    ผู้เชี่ยวชาญและเชฟของ Colonnade แนะนำลีดเดอร์บอร์ดการทาน (Tasting Sequence) ดังนี้:

    1. เปิดพาเลทรับรสด้วยกุ้งและหอยเชลล์: สัมผัสความหวานใสสะอาดของกุ้งแชบ๊วยและหอยพัดออนไอซ์โดยยังไม่ต้องจิ้มซอส
    2. ตามด้วยกลุ่มหอยฝาคู่รสสดชื่น: ทานหอยตลับและหอยหลอดสเปน (Razor Clams) บีบเลมอนหรือมะนาวซีก (Lime) เล็กน้อยเพื่อชูความกรุบและกลิ่นอายทะเล
    3. เข้าสู่ช่วงจัดเต็มกับ Oyster Flight: ทานหอยนางรมสดโดยไล่ลำดับตามสูตร Fine de Claire $\rightarrow$ Celife Fine $\rightarrow$ Pacific $\rightarrow$ Zeeuwse $\rightarrow$ Ostra Regal $\rightarrow$ Gillardeau $\rightarrow$ Ireland $\rightarrow$ Tsarskaya
    4. ปิดท้ายมื้ออย่างอลังการด้วย King Crab และ Canadian Lobster: ดื่มด่ำกับความแน่น เด้ง และหวานฉ่ำขั้นสุดของราชาแห่งท้องทะเลแบบจัดเต็ม

    Tips จากซีฟู้ดกูรู: ทางโรงแรมจัดเตรียมเครื่องเคียงไว้เพียบพร้อม ทั้งเลมอนเหลือง มะนาวเขียว น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านสไตล์ไทยแท้ และซอสเรดไวน์วิเนการ์ (Mignonette) แนะนำให้ลองทานสลับกันเพื่อค้นหาคอมบิเนชันที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณในค่ำคืนอันสุดพิเศษนี้ครับ

    Roast, Grill & Bake – ความพรีเมียมแบบ Surf & Turf

    เมื่อจุใจกับซีฟู้ดแล้ว โซนเนื้อย่างและอาหารอบคืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะ Charolais Beef Medallion เนื้อวัวสายพันธุ์ท็อปจากฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องรสเนื้อชัดแบบ “clean beefy flavor” เนื้อแน่นแต่นุ่มโดยไม่ต้องพึ่งไขมันมาก และการตัดแบบ medallion ที่ใช้ส่วน tenderloin ทำให้ได้สัมผัสที่นุ่มละมุนเป็นพิเศษ

    1. ยกระดับเมนูกริลล์และวัตถุดิบทางเลือกชั้นเลิศ (The Premium Hot Line & Seafood Specialties)

    ความโดดเด่นของอาหารจานร้อนที่นี่ คือการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีเรื่องราว (Storytelling) และกรรมวิธีการปรุงอันสลับซับซ้อนเพื่อชูรสชาติที่ดีที่สุดออกมา

    Australian Prime Rib

    ก็ยังคงทำได้ดีตามมาตรฐาน เนื้อนุ่มฉ่ำและหอมกลิ่นย่าง ส่วน Australian Lamb Tenderloin ก็หวานนุ่มแบบไม่มีกลิ่นสาบแม้แต่น้อย

    Andaman Squid (หมึกกล้วยอันดามัน)

    หมึกเนื้อหนาจากน่านน้ำภาคใต้ นำมาเซียร์บนเตาร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อคงความกรุบกรอบ (Snap Texture) ไม่เหนียว เคี้ยวสนุก ปราศจากกลิ่นคาว

    Himalayan Salmon (แซลมอนบ่มเกลือหิมาลายัน)

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักชิมห้ามพลาด เชฟเลือกใช้เนื้อปลาแซลมอนส่วนที่เหมาะสม นำไปผ่านกระบวนการบ่ม (Curing) อย่างพิถีพิถันด้วย เกลือชมพูหิมาลายัน (Himalayan Pink Salt) * มิติรสชาติและเนื้อสัมผัส: อิทธิพลของแร่ธาตุจากเกลือชมพูช่วยดึงน้ำส่วนเกินออกจากเนื้อปลา ทำให้โครงสร้างเนื้อปลา (Texture) มีความแน่นหนึบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รสชาติเข้มข้นลุ่มลึก (Concentrated Flavor) และกลิ่นคาวปลาลดลงจนเหลือเพียงความหอมละมุน ให้ความรู้สึกครีมมี่ (Creamy) และหรูหรากว่าแซลมอนสดทั่วไปอย่างเหนือชั้น

    Golden Snapper (ปลาเพาะกะพงทอง)

    เนื้อปลาขาวบริสุทธิ์ นำไปเซียหรืออบจนหนังกรอบเบา ๆ แต่เนื้อด้านในยังคงความฉ่ำ (Juicy) มีรสหวานใสสะอาดและเนื้อสัมผัสที่เป็นลิ่มนุ่มละมุน

    Andaman Prawn & River Prawn (กุ้งทะเลอันดามันและกุ้งแม่น้ำ)

    กุ้งแชบ๊วยและกุ้งทะเลจากฝั่งอันดามันที่ขึ้นชื่อเรื่องความสดเด้งสไตล์ทะเลใต้แท้ ๆ ควบคู่ไปกับกุ้งแม่น้ำตัวโต มันกุ้งสีส้มเยิ้มไหลชวนทาน เนื้อสัมผัสเหนียวแน่น หวานกรอบ

    2. ที่สุดของความลักชัวรี: French Foie Gras & Slow Oven-Baked Bone Marrow

    นี่คือโซนที่พิสูจน์ความใจถึงของ Colonnade ด้วยการเสิร์ฟวัตถุดิบราคาสูงที่หาทานได้ยากในไลน์บุฟเฟต์ทั่วไปแบบ All-you-can-eat:

    • French Foie Gras (ตับห่านพรีเมียมจากฝรั่งเศส): ตับห่านคัดเกรดชิ้นใหญ่หนากำลังดี นำลงไปจี่บนกระทะร้อน (Pan-seared) โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ จนผิวด้านนอกเกิดเป็นสีน้ำตาลทอง (Maillard Reaction) และมีความกรอบบาง ๆ (Crispy Crust)

    • รสสัมผัส: ด้านในยังคงความเนียนนุ่มจนแทบจะละลายในปาก (Creamy & Melt-in-the-mouth) ทานคู่กับ ซอสไวด์เบอร์รี (Wild Berry Sauce) รสเปรี้ยวอมหวานเข้มข้น และขนมปังบริออชโทสต์แผ่นบาง ช่วยตัดรสสัมผัสความมันเข้มข้นของฟัวกราส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    • Slow Oven-Baked Bone Marrow (ไขกระดูกวัวอบเตาถ่าน): เมนูระดับมาสเตอร์พีซที่แทบไม่มีบุฟเฟต์ไหนกล้าเสิร์ฟแบบไม่อั้น แต่ที่นี่มีให้แบบไม่จำกัด เชฟนำท่อนกระดูกวัวส่วนขาหลังมาผ่าครึ่งตามยาว (Canoe-cut) แล้วนำไปหมักสมุนไพรสด ก่อนจะนำเข้าเตาอบอย่างช้า ๆ (Slow-baked) จนไขกระดูกสุกเนียนเป็นสีเหลืองทอง หอมกลิ่นมันเนื้อและเครื่องเทศชัดเจน ทานแล้วฟินระดับสิบ

    3. เจาะลึกสเตชัน Baked Oysters & Seafood Tapas (หอยนางรมและหอยพัดอบสูตรพิเศษ)

    สำหรับผู้ที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากของสดออนไอซ์ มาเป็นรสชาติที่เข้มข้น ร้อนแรง และหอมมัน เชฟได้จัดเตรียมสเตชัน Baked Seafood ที่เสิร์ฟเมนูอบในฝารสเลิศ 2 สไตล์เด่น:

    • Oyster Rockefeller (หอยนางรมสดอบเนยสมุนไพรและผักขม): เมนูคลาสสิกสไตล์อเมริกัน เชฟใช้หอยนางรมสดตัวโต ท็อปด้วยผักขมผัดเนย กระเทียม และเบคอนสับ ก่อนจะราดซอสเบชาเมล (Béchamel) หรือซอสครีมรสเข้มข้น แล้วนำไปกริลล์จนหน้าเป็นสีน้ำตาลทอง รสชาติหอมมัน กลมกล่อม มีกลิ่นอายของสมุนไพร

    • Oyster Mornay / Cheese-Baked Seafood (หอยนางรมและอาหารทะเลอบชีส): สำหรับสายชีสเลิฟเวอร์ (Cheese Lovers) ตัวหอยจะถูกเคลือบด้วยซอสชีสมอร์เนย์ (Mornay Sauce) ที่ผสมผสานระหว่างชีสพาร์เมซาน (Parmesan) และกรูแยร์ (Gruyère) รสชาติเค็มมัน นุ่มลึก เนื้อชีสยืดเยิ้มสวยงาม ทานตอนร้อน ๆ รสชาติจะเข้มข้นเต็มพิกัด
    • Seafood Tapas & Cold Appetizers (ค็อกเทลซีฟู้ดพอดีคำ): เสิร์ฟมาในกระทะเหล็กหล่อ Staub ใบจิ๋ว ประกอบด้วยหอยเชลล์และหอยตลับปรุงรสในซัลซ่าผลไม้สด (Fruit Salsa) และซอสเซบิเช่ (Ceviche) รสเปรี้ยวสดชื่น ตกแต่งด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ถือเป็นคำตัดเลี่ยนชั้นยอด

    4. คัมภีร์การทานเมนู Hot Dishes & Grill แบบมืออาชีพ (The Hot Station Sequence)

    การลิ้มรสอาหารจานร้อนและสเตชันกริลล์ให้ได้มิติรสชาติที่ดีที่สุด แนะนำให้เรียงลำดับการทาน (Tasting Flight) เพื่อไม่ให้ความมันของวัตถุดิบหนัก ๆ ไปเคลือบลิ้นจนบดบังรสชาติส่วนอื่น:

    1. เริ่มต้นด้วยความสดชื่นเบา ๆ (The Appetizer): หยิบซีฟู้ดทาปาสในฝาหอยชิ้นเล็ก และกลุ่มหมึกอันดามันเซียร์ ทานคู่กับซอสซัลซ่ารสเปรี้ยวเพื่อกระตุ้นต่อมรับรส
    2. ก้าวเข้าสู่เมนูปลาและกุ้งกริลล์ (The Seafood Grill): ลิ้มรสความแน่นหนึบอันหรูหราของ Himalayan Salmon และตามด้วยกุ้งแม่น้ำกริลล์เพื่อรับความหวานจากธรรมชาติ
    3. ลิ้มรสกลุ่มเมนูอบรสเข้มข้น (The Baked Station): ทาน Oyster Rockefeller และ Oyster Mornay ในขณะที่ยังร้อนจัด เพื่อให้ชีสและครีมส่งกลิ่นหอมที่สุด
    4. ปิดท้ายด้วยความหรูหราขั้นสุด (The Grand Finale): สั่ง French Foie Gras ที่จี่มาใหม่ ๆ ทานคู่กับซอสเบอร์รี และตบท้ายด้วยความหอมมันขั้นสุดของ Slow-Baked Bone Marrow ควบคู่ไปกับเนื้อสเต็กริบอายหรือเทนเดอร์ลอยน์กริลล์มีเดียมแรร์สักชิ้น เป็นอันจบมื้อจานร้อนอย่างสมบูรณ์แบบ

    Tips จากฟู้ดดี้คริติก: เพื่อเพิ่มมิติในการทาน ลองนำไขกระดูกวัว (Bone Marrow) ที่อบจนเหลืองหอม มาปาดลงบนเนื้อสเต็กกริลล์ร้อน ๆ หรือขนมปังบริออช จะช่วยเพิ่มรสสัมผัสความหอมมัน (Umami) ชนิดที่หาอะไรเปรียบไม่ได้เลยครับ

    Japanese Station – ความพรีเมียมแบบญี่ปุ่นแท้

    โซนญี่ปุ่นของ Colonnade จัดได้สวยงามและคุณภาพดีจนเห็นได้ตั้งแต่แรกมอง ทั้งแซลมอน ฮามาจิ ทาโกะ อิกะ หอยเชลล์ หอยปีกนก และอูนางิที่สดและหั่นชิ้นหนาอย่างใจกว้าง

    ไฮไลต์ที่หลายคนรอคือการแล่ทูน่าทั้งตัวแบบสด ๆ เป็นซาชิมิ ซึ่งเป็นโชว์ที่ควรรีบไปก่อนหมด ส่วนซูชิและแฮนด์โรลก็ปั้นอย่างประณีตเป็นทรงกลมสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

    ในโอมากาเสะบาร์ระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงโตเกียว วัตถุดิบทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บนน้ำแข็งใสรองรับเพื่อรักษาอุณหภูมิที่แม่นยำที่สุด


    1. คอลเลกชันซาชิมิระดับมาสเตอร์พีซ: สด ฉ่ำ หั่นหนาอย่างไร้ขีดจำกัด (The Masterclass Sashimi Selection)

    เชฟประจำสเตชันญี่ปุ่นของ Colonnade แสดงออกถึงความ “ใจกว้าง” อย่างเด่นชัดผ่านทางเทคนิคการสไลด์เนื้อปลา (Katsura-muki & Slicing Techniques) ที่เน้นการหั่นชิ้นหนาเต็มคำ (Thick-cut) เพื่อให้เหล่านักชิมได้สัมผัสกับรสสัมผัส (Texture) และรสชาติที่แท้จริงของเนื้อปลาแต่ละชนิดอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย:

    • The Whole Tuna Live Carving (โชว์แล่ทูน่ายักษ์ทั้งตัว): นี่คือเซ็นเตอร์พีซและไฮไลต์สูงสุดที่ทุกคนตั้งตารอคอย ทางห้องอาหารจัดเชฟฝีมือฉกาจมาโชว์ศาสตร์แห่งการแล่ปลาทูน่าสายพันธุ์พรีเมียมขนาดใหญ่โชว์กันแบบสด ๆ ในไลน์บุฟเฟต์ นำเสนอส่วนเนื้อแดง อากามิ (Akami) ที่แดงสดไร้พังผืด ให้รสสัมผัสที่แน่น นุ่ม มีรสเปรี้ยวจาง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของทูน่าธรรมชาติ และไล่เรียงไปถึงส่วนที่มีไขมันแทรกอย่าง ชูโทโร่ (Chutoro) ที่พร้อมจะละลายในปาก เป็นโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่แนะนำว่าควรรีบพุ่งตัวไปชมและลิ้มลองก่อนที่ส่วนที่ดีที่สุดจะหมดลง

    • Premium Salmon (แซลมอนนอร์เวย์คัดเกรด): แซลมอนสีส้มปลาคราฟสดใส ลายไขมันแทรก (Marbling) เรียงตัวสวยงามราวกับภาพวาด เนื้อปลามีความครีมมี่ หวานมัน ละมุนลิ้น ไร้กลิ่นคาว

    • Hamachi (ปลาฮามาจิ / Yellowtail): ส่งตรงจากน่านน้ำญี่ปุ่น เนื้อปลามีสีขาวอมชมพูระเรื่อ บริเวณขอบมีสีแดงเข้ม รสชาติมีความมันและหวานซ่อนเปรี้ยวเบา ๆ เนื้อสัมผัสมีความกรุบเด้ง (Crisp & Firm Texture) สู้ฟันเล็กน้อย บ่งบอกถึงความสดใหม่ในระดับสูงสุด

    • Tako & Ika (หมึกยักษ์ทาโกะและหมึกกล้วยอิกะ): หมึกยักษ์ทาโกะ สไลด์บางกำลังดี เนื้อเหนียวนุ่มหนึบเคี้ยวสนุก ขณะที่ หมึกอิกะ เนื้อขาวเนียนดุจน้ำนม ให้สัมผัสที่นุ่มนวลแต่มีความกรุบตรงปลาย มีความหวานใสสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์

    • Hotate / Sea Scallops (หอยเชลล์โฮตาเตะ): หอยเชลล์สดตัวอวบอ้วน เนื้อขาวเนียนละเอียด รสหวานจัดตามธรรมชาติ นุ่มละมุนลิ้นจนแทบไม่ต้องเคี้ยว

    • Hokkigai (หอยปีกนก): จุดเด่นคือปลายฝาที่มีสีแดงเพลิงตัดกับโคนสีขาวอย่างงดงาม ผ่านการลวกมาอย่างพอดี ทำให้เนื้อมีความเหนียวนุ่มและกรุบกรอบ (Crunchy) ให้รสหวานมันกลมกล่อม
    • Bafun Uni (ไข่หอยเม่นสายพันธุ์บาฟุน): เชฟเลือกใช้ บาฟุนอูนิ ส่งตรงจากแหล่งน้ำเย็นบริสุทธิ์รอบเกาะฮอกไกโด จุดเด่นคือสีส้มทองเข้มจัดสะดุดตา เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มละมุนลิ้นดุจคัสตาร์ดครีมสด (Velvety & Creamy Texture) รสชาติหวานนำอย่างชัดเจนและทิ้งรสสัมผัสหอมมันลุ่มลึก (Rich & Intense Nutty Finish) แฝงกลิ่นอายทะเลสะอาด (Briny) ชนิดที่ไม่มีกลิ่นคาวหรือรสขมรบกวนใจเลยแม้แต่น้อย

    • Shoyu-Zuke Ikura (ไข่ปลาแซลมอนหมักโชยุ): รองฐานด้วยไข่ปลาแซลมอนเม็ดโตสีส้มแดงใสราวกับอัญมณี (Ruby-like Salmon Roe) ที่ผ่านการคัดไซส์ให้เปลือกตึงกำลังดี เมื่อเคี้ยวจะเกิดเอฟเฟกต์ “Pop & Burst” แตกเปาะกระจายรสชาติเค็มมันกลมกล่อมที่ผ่านการหมักโชยุสูตรพิเศษฉ่ำ ๆ ทั่วทั้งปาก
    • คอมบิเนชันที่สมบูรณ์แบบ: ตัวช็อตจะถูกประกอบร่างโดยมีข้าวซูชิอุ่น ๆ ปริมาณพอดีคำอยู่ด้านล่าง ท็อปด้วย Ikura และวางยอดสูงสุดด้วย Bafun Uni คัดเกรด ก่อนจะหยอดวาซาบิสด (Hon-Wasabi) ด้านบนเล็กน้อย เวลาทานแนะนำให้ตักทานพร้อมกันในคำเดียว เพื่อปล่อยให้ความครีมมี่หวานมันของอูนิ ผสานรวมกับความเค็มฉ่ำของไข่ปลาแซลมอน เกิดเป็นรสสัมผัสแห่งความสุข (Umami Bomb) ที่ยากจะหาซูชิคำไหนมาเทียบเคียงครับ

    2. ศิลปะแห่งซูชิและการปั้น “Temari & Hand Roll” อันเป็นลายเซ็น

    อีกหนึ่งความโดดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ความประณีตในการรังสรรค์เมนูซูชิ ซึ่งเชฟจะปั้นสดใหม่คำต่อคำเพื่อไม่ให้ข้าวซูชิแห้งหรือเสียอุณหภูมิ:

    • Temari Sushi (ซูชิทรงกลมมน): ซูชิคำจิ๋วที่ถูกปั้นเป็นทรงกลมสวยงามประหนึ่งลูกบอลไหมทามาฮาดะโบราณของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรูปทรงที่เป็น “ลายเซ็นเอกลักษณ์” ของ Colonnade ตัวข้าวซูชิปรุงรสมาได้อย่างกลมกล่อม มีความเปรี้ยวหวานของน้ำส้มสายชูหมักที่สมดุล ไม่แน่นจนเกินไป ท็อปด้วยหน้าต่าง ๆ เช่น แซลมอนเบิร์นไฟ ทูน่า และปลาเนื้อขาว
    • Premium Unagi Sushi (ซูชิหน้าปลาไหลญี่ปุ่น): ปลาไหลอูนางิชิ้นยักษ์ย่างซีอิ๊วสูตรซึคิตาเระเข้มข้น ตัวเนื้อปลาไหลมีความนุ่มฟู หนังบางเกรียมหอมกลิ่นเตาถ่าน รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม ไร้ก้างกวนใจ
    • Live Hand Roll Station (มาคิและแฮนด์โรลทำสด): สเตชันที่เชฟพร้อมม้วนสาหร่ายแฮนด์โรล (Temaki) ให้คุณตามสั่ง ความเด็ดอยู่ที่ตัวสาหร่ายญี่ปุ่นที่นำไปย่างบนเตาจนกรอบกร๊วบ ห่อหุ้มข้าวอุ่น ๆ และไส้หลากมิติ ทั้งไข่หวานสูตรโฮมเมด ปูอัดเกรดพรีเมียม แตงกวาญี่ปุ่นกรอบ และอโวคาโดครีมมี่

    3. คัมภีร์การทานอาหารจานญี่ปุ่นแบบมืออาชีพ (The Professional Japanese Tasting Sequence)

    เพื่อให้การรับรสชาติ (Palate) ของคุณสะอาดและได้รับอรรถรสสูงสุดจากมหาสมุทร เชฟชาวญี่ปุ่นแนะนำให้เรียงลำดับการทาน (Tasting Flight) ดังนี้:

    1. เริ่มจากรสสัมผัสที่ใสสะอาด (The Light & Clean Starter): ทานกลุ่มหมึก Ika และหอยเชลล์ Hotate เพื่อรับความหวานธรรมชาติที่บริสุทธิ์
    2. ตามด้วยกลุ่มปลาเนื้อขาวและปลาเนื้อแน่น (The Firm & Subtle): ลิ้มรสปลา Hamachi และหอยปีกนก Hokkigai เพื่อสัมผัสความกรุบและรสชาติที่เริ่มเข้มข้นขึ้น
    3. ก้าวเข้าสู่ราชาแห่งเนื้อแดงและไขมัน (The Rich & Fatty): เพลิดเพลินไปกับทูน่าส่วน Akami/Chutoro จากโชว์แล่สด และตามด้วยความฉ่ำมันของ Premium Salmon
    4. ปิดท้ายมื้อด้วยความเข้มข้นและซูชิคำโต (The Grand Savory Finale): ทาน Temari Sushi, Unagi ย่างซีอิ๊ว และแฮนด์โรลสาหร่ายกรอบรสเข้มข้น

    Tips จากฟู้ดดีซีซาร์: ในการทานซาชิมิ แนะนำให้ป้ายวาซาบิสด (Hon-Wasabi) ลงบนเนื้อปลาโดยตรงในปริมาณเล็กน้อย แล้วจึงนำด้านที่ไม่มีวาซาบิจุ่มลงในโชยุสูตรพิเศษพรีเมียมของโรงแรมเพียงเบา ๆ วิธีนี้จะช่วยชูรสความหวานของเนื้อปลาให้โดดเด่นขึ้นมา โดยไม่ถูกกลบด้วยความเค็มของโชยุหรือความฉุนของวาซาบิผสมครับ

    Asian & Pasta Station – ความอบอุ่นแบบ Comfort Food

    1. อาหารไทย

    ความน่าประทับใจของห้องอาหาร Colonnade (โคโลเนด) ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความลักชัวรีของวัตถุดิบนำเข้าเท่านั้น แต่ใน “โซนอาหารไทยและเอเชีย (Thai & Asian Heritage Station)” นี้นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความใส่ใจในเอกลักษณ์อาหารพื้นถิ่น โดยการนำเสนอเมนูอาหารไทยตำรับดั้งเดิมและพรีเมียมซีฟู้ดสไตล์เอเชียประยุกต์รสจัดจ้าน ชนิดที่หลายคน “ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในไลน์บุฟเฟต์ห้าดาว” ซึ่งเชฟปรุงออกมาได้ถึงรส ถึงเครื่องแบบไม่มีออมมือ จัดวางอย่างวิจิตรในหม้อเซรามิกและภาชนะทองเหลืองเพื่อรักษาอุณหภูมิและความน่าทานไว้ตลอดมื้อ

    แกงไทยโบราณ แกงเผ็ดและแกงเผ็ดใบชะพลู รสเข้มถึงเครื่อง (Authentic Thai Coconut Curry): ในหม้อทองเหลืองร้อน ๆ คือแกงไทยโบราณที่เคี่ยวเบสด้วยน้ำกะทิสดแตกมันสีแดงประกายสวยงาม แกงเผ็ดและแกงเผ็ดใบชะพลู ตัวพริกแกงมีความหอมสมุนไพรสดชัดเจน รสสัมผัสมีความเข้มข้น (Rich & Velvety) ละมุนด้วยความมันของกะทิและมีความเผ็ดร้อนกลมกล่อมแบบไม่มีกั๊กเครื่อง

    กุ้งทะเลผัดซอสรสเข้มและหน่อไม้ฝรั่งอ่อน (Stir-Fried Premium Sea Prawns with Baby Asparagus): เมนูซิกเนเจอร์ที่ยกระดับกุ้งแชบ๊วยทะเลตัวโตคุณภาพสูง นำมาผัดด้วยไฟแรงในกระทะวอคกับซอสสไตล์เอเชีย (อาจเป็นซอสผัดพริกไทยดำหรือซอส XO สูตรพิเศษ) รสชาติหวานมันกลมกล่อมและหอมกลิ่นกระทะ (Wok Hei) เคลือบตัวกุ้งทั่วทั้งตัว ตัดกับสีเขียวสดของหน่อไม้ฝรั่งอ่อนและสีแดงของพริกสามสี เนื้อกุ้งยังคงความแน่น กรอบเด้ง บ่งบอกถึงความสดใหม่ระดับสูงสุด

    หอยเชลล์โฮตาเตะอบซอส (Hokkaido Scallops with Asian Signature Sauce): เชฟคัดหอยเชลล์ตัวอวบอ้วนพรีเมียม นำมาเซียให้ผิวนอกเป็นสีน้ำตาลทองเบา ๆ (Pan-seared) เพื่อคงความฉ่ำของเนื้อด้านในไว้ ก่อนจะนำไปผัดหรืออบเคลือบด้วยซอสเอเชียที่มีความครีมมี่และหอมมัน (คล้ายซอส Mornay ที่ผสมเครื่องเทศเอเชียหรือซอส XO) ให้รสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นและรสหวานมันลุ่มลึกที่เข้ากันได้ดีกับเนื้อหอยเชลล์

    ปลาหมึกผัดกะปิใต้ตำรับเมืองนนท์ (Stir-Fried Squid with Premium Shrimp Paste): (ปรากฏชัดเจนในภาพหมายเลข 53) เมนูระดับโลคอลแชมเปียนที่หาทานยากมากในโรงแรมห้าดาว เชฟคัดปลาหมึกกล้วยตัวโตเนื้อหนา นำมาผัดกับกะปิเกรดพรีเมียมที่มีกลิ่นหอมละมุน ไม่เค็มโดด ผสานความหอมร้อนแรงของพริกขี้หนูสวนและสมุนไพรสด ผัดไล่น้ำจนงวดเคลือบตัวปลาหมึกอย่างสม่ำเสมอ รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม หวานเค็มเผ็ดตัดกันอย่างลงตัว เนื้อปลาหมึกยังคงความกรุบกรอบ ไม่เหนียว



    2. อาหารจีน ถอดรหัสคอลเลกชัน “ติ่มซำคำโต ไซส์ XXL” (The Artisanal Dim Sum Selection)

    อีกหนึ่งโซนที่ดึงดูดสายตาและส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องอาหารคือ “สเตชันอาหารจีนและติ่มซำพรีเมียม (Chinese Cuisine & Artisanal Dim Sum Station)” ของ Colonnade (โคโลเนด) ที่ต้อนรับนักชิมด้วยความอลังการของซึ้งนึ่งไม้ไผ่โบราณขนาดยักษ์ (Giant Bamboo Steamers) จัดวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ควันสีขาวลอยกรุ่นอยู่ตลอดเวลา บ่งบอกถึงการนึ่งสดใหม่ด้วยอุณหภูมิที่คงที่เพื่อรักษาความฉ่ำของแป้งและไส้ในระดับสูงสุด ไฮไลต์ของที่นี่คือ “ติ่มซำคำโตไซส์ XXL” ที่เชฟทำมืออย่างประณีต (Handcrafted) ชิ้นต่อชิ้น อัดแน่นด้วยวัตถุดิบเกรดท็อปแบบไม่กั๊กเครื่อง เคียงคู่ไปกับอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งคลาสสิกที่รสชาติลุ่มลึก

    เสี่ยวหลงเปา (Soup Dumplings): ติ่มซำแป้งบางที่ด้านในอัดแน่นด้วยไส้หมูสับนุ่ม ๆ และน้ำซุปซุปรสกลมกล่อม (Melt-in-the-mouth Soup) เมื่อกัดเข้าไปน้ำซุปจะแตกตัวกระจายทั่วทั้งปาก เป็นเมนูที่ต้องทานตอนร้อน ๆ เพื่อสัมผัสรสชาติที่ดีที่สุด

    ซาลาเปาเห็ดหลินจือรูปเห็ด (Lingzhi Mushroom-shaped Bao): (ปรากฏชัดเจนในซึ้งนึ่งชั้นบน) เมนูสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ทำออกมาให้เหมือนเห็ดจริง ๆ ทั้งรูปทรงและลวดลายด้านบน แป้งซาลาเปานุ่มเนียน สอดไส้ครีมเห็ดหลินจือรสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นเห็ดอ่อน ๆ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมทั้งรสชาติและความสวยงาม

    ฮะเก๋ากุ้งจักรพรรดิ (Premium Har Gow): (ปรากฏชัดเจนในซึ้งนึ่ง) ฮะเก๋าที่จับจีบมาอย่างสวยงามประณีต แป้งฮะเก๋ามีความบางใสจนเห็นสีชมพูระเรื่อของเนื้อกุ้งด้านใน แป้งมีความเหนียวนุ่มหนึบ (Elastic & Chewy) ไม่หนาเตอะ ไส้ด้านในอัดแน่นด้วยเนื้อกุ้งทะเลตัวโตที่นวดจนเนื้อเด้งกรอบ (Crunchy & Snap Texture) หวานฉ่ำธรรมชาติและหอมกลิ่นน้ำมันงา

    ขนมจีบหมูและขนมจีบกุ้งไซส์พรีเมียม (Premium Pork & Prawn Siumai): ขนมจีบลูกโตเต็มปากเต็มคำ แผ่นเกี๊ยวสีเหลืองทองห่อหุ้มไส้หมูสับนุ่ม ๆ ที่ผสมผสานกับเนื้อกุ้งทะเลในสัดส่วนที่พอดี รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นเครื่องเทศ เนื้อแน่นชุ่มฉ่ำ (Juicy) ไม่ร่วนแห้ง ท็อปด้านบนด้วยไข่กุ้งเพื่อเพิ่มมิติรสสัมผัส

    สาหร่ายห่อกุ้ง (Prawn in Nori Wrap): เมนูที่ผสมผสานความหอมของสาหร่ายทะเล (Nori) กับความหวานของกุ้ง เนื้อกุ้งเด้งกรอบถูกห่อหุ้มด้วยสาหร่ายแผ่นบาง นึ่งจนสุกพอดี ให้รสสัมผัสที่แตกต่างและรสชาติที่กลมกล่อม

    ในส่วนของสเตชันเส้น (Noodle & Pasta Live Station) ณ Colonnade ถือเป็นจุดรวมตัวของนักชิมที่ชื่นชอบความสดใหม่แบบนาทีต่อนาที โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่งวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ทว่าสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือความเข้มข้นของน้ำซุปสไตล์ไทย และความพิถีพิถันในการเตรียมเส้นพาสต้าทำสด

    1. ฝั่ง Noodle Station: ข้าวซอยไก่ตำรับเด็ดระดับตำนาน (The Legendary Khao Soi)

    ไม่เสียชื่อที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของโรงแรมสุโขทัย แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารไทยรสชาติวิจิตร สำหรับ “ข้าวซอยไก่” ซิกเนเจอร์จานนี้ เชฟจัดวางองค์ประกอบมาได้อย่างสมบูรณ์แบบตามตำรับล้านนา

    • น้ำแกงข้าวซอย: เบสกะทิเคี่ยวจนแตกมันเนียนนุ่ม สีส้มทองอมแดงเข้มข้น รสสัมผัสมีความครีมมี่แต่ไม่เลี่ยน รสชาติกลมกล่อม นำด้วยความหวานมันของกะทิสด ตามด้วยความเค็มและเผ็ดโชยตามเบา ๆ กลิ่นเครื่องแกงและผงกะหรี่คั่วหอมขึ้นจมูก
    • เครื่องเคียงและการจัดจานที่ปรากฏในรูป: * ตัวเส้นใช้ เส้นบะหมี่ไข่เส้นแบน ที่ลวกมาเหนียวนุ่มกำลังดี รองอยู่ด้านล่างคู่กับ น่องไก่ ชิ้นโตเนื้อนุ่มฉ่ำที่เคี่ยวจนเนื้อล่อนหลุดจากกระดูกได้อย่างง่ายดาย
      • ยอดด้านบนท็อปด้วย หมี่กรอบ เส้นเรียวบางสีเหลืองทองทอดจนฟูกรอบ เพื่อสร้างมิติเนื้อสัมผัส (Contrast Texture) เวลาเคี้ยว
      • เครื่องเคียงเคียงข้างในจานถูกจัดวางมาอย่างประณีต ประกอบด้วย ผักกาดดอง หั่นชิ้นพอดีคำ, หอมแดง ปอกเปลือกสดใหม่, พริกผัดน้ำมันรสจัดจ้าน และที่ขาดไม่ได้คือ มะนาวซีก สำหรับบีบตัดรสสร้างความสดชื่น

    2. ฝั่ง Pasta Station: ศิลปะแห่งพาสต้าเส้นสดทำมือ (The Artisanal Handmade Pasta)

    สเตชันฝั่งอิตาเลียนโชว์ความพรีเมียมด้วยการจัดวางแผ่นแป้งโด (Pasta Dough) และโชว์การรีด-ตัดเส้นสด ๆ ให้เห็นบนบอร์ดไม้ โดยมีตัวเลือกของประเภทเส้นและพาสต้าสอดไส้ที่เชฟทำเองอย่างหลากหลาย

    The Live Cooking & Sauces: แขกสามารถเลือกจับคู่เส้นที่ชอบเข้ากับซอสต่าง ๆ โดยเชฟจะทำการผัดสดใหม่จานต่อจานในกระทะใบเล็กอย่างตั้งใจ แนะนำให้ลองทานคู่กับซอสเนื้อรสเข้มข้น (Bolognese) หรือซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลหอม ๆ สไลด์พาร์เมซานชีส (Parmigiano-Reggiano) ปิดท้าย เพื่อรับรสสัมผัสสไตล์อิตาเลียนแท้ที่เส้นยังคงความหนึบแบบ Al Dente

    Handmade Pasta Options: มีให้เลือกสรรตั้งแต่เส้นยาวคลาสสิกอย่าง สปาเกตตี้ (Spaghetti), เส้นแบนใหญ่อย่าง เฟตตูชินี (Fettuccine) ไปจนถึงพาสต้าทำสดยอดนิยมอย่าง Gnocchi (ญ็อคคิ) เนื้อนุ่มหนึบผสมมันฝรั่ง และ Ravioli (ราวิโอลี) พาสต้าแผ่นแป้งสอดไส้รสละมุน

    Trolley Service เสิร์ฟไฮไลต์ถึงโต๊ะ

    หนึ่งในเสน่ห์ของ Colonnade คือการเสิร์ฟเมนูไฮไลต์แบบ trolley service ที่เข็นมาถึงโต๊ะ ทำให้ไม่ต้องลุกไปต่อคิว หนึ่งในสุนทรียศาสตร์และซิกเนเจอร์ที่ยกระดับให้ Colonnade Sunday Brunch เหนือกว่าบุฟเฟต์ทั่วไปคือ “Trolley Service” หรือการบริการเข็นรถปรุงอาหารมาสร้างสรรค์เมนูไฮไลต์แบบคำต่อคำถึงข้างโต๊ะ แขกผู้มีเกียรติเพียงแค่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ แล้วรอชมฝีมือของทีมเชฟที่มาจัดแสดงพิธีกรรมทางอาหาร (Gastronomic Rituals) ทั้งการคลุกเคล้าสด การเซียร์ และการจุดไฟลุก (Flambé) เพื่อส่งมอบจานพิเศษที่อุณหภูมิและรสชาติดีที่สุดในนาทีนั้น

    1. Tableside Starters: ความสดใหม่ที่ปรุงแต่งจานต่อจาน

    • Classic Hand-Cut Maguro Tartare: เชฟเข็นสเตชันรถไม้มาพร้อมโถน้ำแข็งที่หล่อเนื้อปลาทูน่า (Maguro) สับหยาบสีส้มแดงสดสดใหม่ จากนั้นจะทำการปรุงสดตามสั่งตรงหน้า คลุกเคล้าเนื้อปลาทูน่าเข้ากับเคเปอร์, หอมแดงสับ, แตงกวาดอง, น้ำมันมะกอก และเครื่องปรุงสูตรซิกเนเจอร์ เพื่อดึงความหวานสะอาดตามธรรมชาติของเนื้อปลาทูน่า ออกมาผสานกับรสชาติเปรี้ยวเค็มมันสดชื่น เป็นการเปิดต่อมรับรสได้อย่างไร้ที่ติ

    • Flambé Tiger Prawns: การแสดงสเตจไฟลุกด่านแรก เชฟนำกุ้งลายเสือตัวโตเนื้อแน่นลงเซียร์ในกระทะร้อน ๆ บนรถเข็น ผัดคลุกเคล้ากับเนย กระเทียม มะเขือเทศเชอร์รี่ เลมอน และสมุนไพรสด ก่อนจะเทเหล้าเพื่อทำการ Flambé (จุดไฟลุกท่วมกระทะ) ดึงความหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งให้ตึงกรอบ เคลือบด้วยซอสรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมและหอมกลิ่นไหม้จาง ๆ

    2. The Sunday Roast & Classic Soup: อุ่นอร่อยตำรับบริติชและฝรั่งเศสคลาสสิก

    • Traditional Roasted Beef & Yorkshire Pudding: เมนูเอาใจสายเนื้อสไตล์ Sunday Roast แบบอังกฤษแท้ เชฟจะสไลด์เนื้อวัวอบชิ้นยักษ์ที่เนื้อด้านในยังคงเป็นสีชมพูมีเดียมเรร์ฉ่ำ ๆ ราดด้วยน้ำซอสเกรวี่ (Au Jus) รสเข้มข้นกลมกล่อม วางเคียงคู่มากับ Yorkshire Pudding แป้งพุดดิ้งอบที่พองฟูขอบทองกรอบนอกนุ่มใน ทำหน้าที่ดูดซับน้ำเกรวี่ได้เป็นอย่างดี
    • White Asparagus & Truffle Soup en Croûte topped with Caviar: ซุปครีมสุดพรีเมียมที่เสิร์ฟมาในถ้วยสิงห์คลาสสิก เบสเป็น ซุปหน่อไม้ฝรั่งขาว (White Asparagus) วัตถุดิบชั้นเลิศที่มีความหวานละมุนนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ เคี่ยวผสมผสานกับความหอมลุ่มลึกอันทรงเสน่ห์ของ ทรัฟเฟิล (Truffle) ท็อปความลักชัวรีปิดท้ายด้วย คาเวียร์ (Caviar) เม็ดรวงสีดำประกายที่ช่วยเพิ่มมิติรสสัมผัสเค็มมัน (Umami) ไฮไลต์คือการปิดปากถ้วยด้วย แป้งพัฟฟ์เพสทรี (Puff Pastry) แล้วนำไปอบจนพองฟูเป็นชั้นสีเหลืองทอง เวลาทานให้ใช้ช้อนเจาะแผ่นแป้งกรอบ ๆ จุ่มลงไปผสมผสานกับความร้อนของซุปครีมด้านใน

    3. Dessert Flambé: ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปลวไฟแห่งความหวาน

    Live Crepe Suzette: ปิดท้ายความตื่นตาตื่นใจด้วยรถเข็นของหวานคลาสสิก เชฟจะเคี่ยวน้ำตาล ซอสส้มสด และเนยในกระทะทองเหลืองจนเดือดเป็นคาราเมลสีทอง ส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวโชยไปทั่วบริเวณ ก่อนจะใส่แผ่นเครปฝรั่งเศสเนื้อนุ่มบางลงไปเคลือบซอส และจบด้วยการเทเหล้ารสส้ม (Grand Marnier) พร้อมจุดไฟลุกโชติช่วงเพื่อไล่แอลกอฮอล์ ให้เหลือเพียงความหอมหวานและกลิ่นอายความลักชัวรีเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลาแท้

    ที่สุด ไฮไลท์ประจำเดือน

    Chef’s Monthly Highlights – อัตลักษณ์แห่งรสชาติผ่านเมนูพิเศษจากสองเชฟประจำเดือน

    อีกหนึ่งมิติที่สร้างความประทับใจและเติมเต็มความเป็น Fine Dining ให้กับมื้ออาหาร คือการนำเสนอเมนูไฮไลท์พิเศษประจำเดือน (Monthly Specials) จากสองเชฟยอดฝีมือที่หมุนเวียนมาปรุงและเสิร์ฟตรงถึงโต๊ะอาหาร มอบประสบการณ์รสชาติที่แตกต่างแต่ประสานกันได้อย่างลงตัวระหว่างศาสตร์แห่งอาหารตะวันออกและตะวันตก

    1. เชฟจิ๊บ (Chef Jib): จิตวิญญาณแห่งรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องตำรับพื้นถิ่น

    เชฟจิ๊บ ในชุดเชฟสีดำเข้มข้น เข็นสเตชันมาพร้อมรอยยิ้มเพื่อนำเสนออาหารจานโปรดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน

    • ข้าวหมกปลาซิกเนเจอร์: ตัวข้าวใช้ข้าวบัสมาติเมล็ดเรียวยาว ร่วนสวย ไม่แฉะ หอมกลิ่นเครื่องเทศ ทั้งขมิ้น คาร์ดามอม และกานพลูที่แทรกซึมเข้าในทุกเมล็ดข้าว ท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลาเนื้อขาวแน่นที่เซียร์จนผิวนอกตึงเคลือบซอสเครื่องแกงรสเข้มข้น โรยหน้าด้วยหอมเจียวเจียวใหม่กรอบฟูสไตล์โฮมเมด

    • ซุปหางวัวรสจัดจ้าน: เคียงคู่มาในชามสีดำ ซุปหางวัวที่ผ่านการเคี่ยวเค้นอย่างยาวนานจนน้ำซุปมีความกลมกล่อม ลุ่มลึก ตัวหางวัวนุ่มเปื่อยแทบละลายในปากปรุงรสมาอย่างดุดันถึงใจด้วยพริกขี้หนูสวนทุบสด บีบมะนาวให้รสเปรี้ยวแหลมตัดความมัน และความหวานธรรมชาติจากมะเขือเทศ เป็นจานที่ปลุกประสาทรับรสได้อย่างยอดเยี่ยม

    2. เชฟประพัฒน์ (Chef Prapat): ศิลปะโมเดิร์นควิซีนที่บาลานซ์รสสัมผัสอย่างวิจิตร

    ด้าน เชฟประพัฒน์ ในชุดเชฟสีขาวสว่างไสว ถ่ายทอดความประณีตระดับ Fine Dining ผ่านการสไตลิ่งจานอย่างละเมียดละไม

    ซอสและการแต่งจาน: ราดด้วยซอส Coconut Beurre Blanc ซอสเนยฝรั่งเศสที่ปรับเบสด้วยน้ำกะทิสด ให้เนื้อสัมผัสที่เนียนข้น (Velvety) หอมมันละมุน แฝงรสเปรี้ยวเบา ๆ ตัดรสด้วยน้ำมันสมุนไพรสีเขียวสด (Herb Oil) ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผักไมโครกรีน ดอกไม้กินได้ และท็อปด้านบนด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ (Edible Gold Leaf) สร้างมิติรสชาติที่ซับซ้อนแต่สมดุลอย่างน่าทึ่ง

    Sous-vide Smoked Salmon with Kaffir Lime Prawn Mousse & Coconut Beurre Blanc: จานผสมผสานสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย เนื้อปลาแซลมอนรมควันผ่านการซูวี (Sous-vide) ด้วยอุณหภูมิที่แม่นยำ ทำให้เนื้อปลามีสีชมพูส้มสวยงามและรักษาความชุ่มฉ่ำของไขมันปลาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม สัมผัสนุ่มละมุนดุจคัสตาร์ด วางคู่กับ มูสกุ้ง เนื้อเนียนเด้งที่แฝงความสดชื่นจาง ๆ ของใบมะกรูด

    Dessert หวานเลิศๆแบบอโฟรได

    ของหวานของ Colonnade เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายคนกลับมา เพราะแทบทุกอย่างเป็น homemade และคุณภาพดีแบบร้านขนมระดับพรีเมียม Sorbet รสต่าง ๆ เช่น Mango และ Cacao ทำได้ดีมาก Sticky Toffee Pudding with Medjool Dates ก็เข้มข้นและหวานกำลังดี

    ขนมไทยก็จัดเต็มทั้งข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ข้าวเหนียวสังขยา และฟักทองสังขยา รวมถึงเค้กหลากชนิดที่ทำได้ดีทุกตัว

    Artisanal Desserts & Sweet Finale – สุนทรียศาสตร์แห่งของหวานแฮนด์เมดและมนต์เสน่ห์ความหวานระดับพรีเมียม

    ไลน์ของหวาน (Dessert Station) ณ Colonnade ถือเป็นฉากจบที่สมบูรณ์แบบและเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นักชิมหลายคนต้องยอมเผื่อท้องไว้ เพราะขนมแทบทุกชิ้นที่นี่เป็นระดับ Artisanal Homemade ที่รังสรรค์ด้วยความประณีตสูงเทียบเท่ากับร้านขนมหวานระดับพรีเมียม (High-end Patisserie) ปรากฏให้เห็นทั้งงานเค้กตะวันตกร่วมสมัย ขนมสไตล์ฝรั่งเศสคลาสสิก และขนมไทยตำรับชาววังที่จัดวางอย่างวิจิตร

    1. สเตชันของหวานตะวันตกและความเย็นฉ่ำของซอร์เบต์โฮมเมด

    (ถอดรหัสดีเทลจากภาพหมายเลข ฝั่งตะวันตกนำเสนอความหลากหลายของเนื้อสัมผัสและรสชาติที่เข้มข้น ลุ่มลึก:

    • The Melting Chocolate Dome Experience ไฮไลต์งานโครงสร้างของหวานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ โดมช็อกโกแลตทรงกลมสีเข้มเนื้อเนียนละเอียด เมื่อเชฟราดซอสคาราเมลหรือซอสเบอร์รีอุ่นจัดลงไป เปลือกช็อกโกแลตด้านบนจะค่อย ๆ ยุบตัวและละลายอย่างงดงาม ผสานเข้ากับไอศกรีมและเนื้อเค้กด้านใน มอบมิติรสชาติที่เข้มข้น หวานอมเปรี้ยว และสร้างมิติ Contrast ระหว่างความอุ่นของซอสและความเย็นของตัวขนมได้อย่างไร้ที่ติ

    • Sticky Toffee Pudding with Medjool Dates เมนูขนมหวานคลาสสิกของอังกฤษที่เชฟทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเนื้อพุดดิ้งทำจากอินทผลัมพันธุ์เมดจูล (Medjool Dates) เกรดพรีเมียม ทำให้เนื้อเค้กมีความฉ่ำนุ่ม นวลละเอียด สัมผัสอุ่นจัดเคลือบชุ่มด้วยซอสทอฟฟี่คาราเมลสีน้ำตาลทองรสชาติเข้มข้นลุ่มลึก แต่บาลานซ์ระดับความหวานมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่หวานแหลมจนบาดคอ

    • French Macarons & Artisanal Tartlets คอลเลกชันขนมชิ้นเล็กพอดคำสไตล์ฝรั่งเศส (Petit Fours) ที่จัดวางเรียงรายอย่างตระการตา มาการอง (Macarons) โชว์เทคนิคการอบชั้นสูง ผิวด้านนอกเนียนเรียบเป็นเงา ขามาการองฟูสวยหนาเท่ากันทุกชิ้น เนื้อสัมผัสกรอบนอกหนึบใน สอดไส้ครีมหลากรสชาติทั้งราสเบอร์รีและพิสตาชิโอ เคียงคู่ไปกับ ทาร์ตผลไม้สดชิ้นจิ๋ว (Fruit Tartlets) แป้งทาร์ตกรอบร่วนหอมเนยสด ท็อปด้วยครีมคัสตาร์ดเนียนละมุนและเบอร์รีสดรสเปรี้ยวอมหวาน ปัดผิวด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ (Edible Gold Leaf)

    • The Pastry Selection & Homemade Sorbet: ไลน์เค้กหลากชนิด ทั้งเค้กช็อกโกแลตมูสเนื้อเนียน (Rich Chocolate Cake) ที่โชว์เปอร์เซ็นต์โกโก้เข้มข้น ทานคู่กับไอศกรีมและ Sorbet โฮมเมด โดยเฉพาะ Mango Sorbet สีเหลืองสดที่ได้รสหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมแท้จากมะม่วงสุก และ Cacao Sorbet รสโกโก้บริสุทธิ์เข้มข้น เนื้อสัมผัสเนียนละเอียด ไม่มีเกล็ดน้ำแข็งสากลิ้น ละลายในปากอย่างนุ่มนวล

    2. ไลน์ขนมไทยโบราณตำรับประณีต (The Royal Thai Sweet Gallery)

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมสุโขทัยสะท้อนผ่านมุมขนมไทยโบราณ ที่จัดวางมาในภาชนะศิลาดอนขนาดพอดีคำ โชว์ความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด:

    • ข้าวเหนียวมะม่วง (Mango Sticky Rice) ข้าวเหนียวมูสเมล็ดเรียวสวย นุ่มหนึบ ไม่แฉะและไม่แข็งเป็นไต รสชาติหวานมันเค็มกะทิอย่างกลมกล่อม เสิร์ฟเคียงคู่กับ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก สีเหลืองทองอร่ามคัดไซส์ที่เนื้อหวานฉ่ำ ไร้เสี้ยน ราดน้ำกะทิสดหัวบนตัดรสได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    • ขนมชั้นชาววัง โดดเด่นด้วยเทคนิคการหยอดเลเยอร์ที่บางเฉียบ แป้งเหนียวนุ่มหนึบเด้ง มีความมันวาวจาง ๆ จากกะทิ เชฟม้วนมาเป็นชิ้นพอดีคำอย่างสวยงาม มีทั้งสูตรหอมกลิ่นน้ำใบเตยคั้นสดเข้มข้นและอัญชันสีครามละมุน

    • ข้าวเหนียวสังขยา & ฟักทองสังขยา (Thai Egg Custard Varieties) ตัว ฟักทองสังขยา ใช้ฟักทองเนื้อแน่น นึ่งจนเนื้อนุ่ม สอดไส้ด้วยสังขยาไข่ที่เนื้อเนียนกริบ ละเอียดดุจคัสตาร์ด ไร้รอยฟองอากาศ รสชาติหวานมันจากน้ำตาลมะพร้าวแท้และกะทิสด เช่นเดียวกับ ข้าวเหนียวสังขยา หน้าเนียนหอมละมุนที่ตักทานคู่กันแล้วมอบมิติรสสัมผัสที่อบอุ่นนุ่มนวล

    Tapas & Cold Station – ความสดชื่นที่ช่วยบาลานซ์มื้อ

    โซนนี้มีทั้ง ceviche จาก mussels และ prawn รวมถึงเมนูอย่าง roasted eggplant และ cauliflower panna cotta ที่ช่วยเติมความสดชื่นให้มื้ออาหาร แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือ Tempura สูตรพิเศษของสุโขทัยที่กรอบแน่น เนื้อเด้ง และหอมแป้งแบบไม่เหมือนใคร

    อีกหนึ่งมุมที่ซ่อนอยู่คือ Caesar Salad ที่คลุกสดใน cheese wheel แบบจานต่อจาน สามารถเพิ่มกุ้ง ไก่ หรือปลาซาร์ดีนได้ตามใจ

    ชีสบอร์ดที่อลังกาลที่สุดบนแผ่นดินสยาม

    หากจะหาหมุดหมายของบุฟเฟต์ที่ให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมการทานชีส (Cheese Culture)” อย่างลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คงไม่มีที่ไหนปฏิเสธความอลังการของ Colonnade (โคโลเนด) ไปได้ เพราะที่นี่ไม่ได้จัดชีสบอร์ดไว้เป็นเพียงมุมเล็ก ๆ แต่เปลี่ยนให้มันกลายเป็น “The Ultimate Cheese Experience” ที่ผสมผสานทั้งศาสตร์แห่งรสชาติระดับโลก และศิลปะแห่งความบันเทิง (Gastronomic Entertainment) ไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ


    1. ตำนานขบวนพาเหรดชีสสิบเมตร (The Famous Cheese Parade & Ritual)

    ไฮไลต์ที่เป็นประเพณีและ “ลายเซ็นวัฒนธรรม” ของ Colonnade Sunday Brunch ซึ่งแฟนประจำต่างเฝ้ารอคอยคือ “The Famous Cheese Parade” เมื่อถึงเวลาอันเป็นสัญญาณนัดหมาย เสียงกระดิ่งทองเหลืองจะดังกังวานขึ้นทั่วทั้งห้องอาหาร พร้อมกับการปรากฏตัวของทีมเชฟและบริกรในชุดเครื่องแบบเต็มยศ

    • พิธีกรรมอันมีชีวิตชีวา: ทีมเชฟจะร่วมกันตั้งขบวนสวนสนาม แบกกระดานไม้ชีสบอร์ดขนาดยักษ์ที่มีความยาวต่อกันเป็นสิบเมตร พร้อมใจสั่นกระดิ่ง ร้องเล่นเต้นรำอย่างสนุกสนาน นำขบวนชีสเดินทางผ่านไปทักทายแขกผู้มีเกียรติในทุก ๆ โต๊ะอาหารอย่างใกล้ชิด
    • บรรยากาศระดับเฟสติวัล: การเฉลิมฉลองนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตาตื่นใจและรอยยิ้ม แต่ยังเป็นการประกาศเปิดตัวสเตชันชีสอย่างเป็นทางการ ก่อนที่บอร์ดขนาดยักษ์จะถูกนำไปประจำจุดบริการ เพื่อให้เหล่านักชิมได้สไลด์และเลือกตัดชีสแต่ละชนิดตามใจชอบ

    2. เจาะลึกคอลเลกชันชีสระดับโลกกว่า 40 ชนิด (The World-Class Cheese Curations)

    บนชีสบอร์ดที่ยาวสุดสายตา เชฟของ Colonnade ได้รวบรวมชีสชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 40 ชนิด ครอบคลุมทุกรสนิยมและมิติความบ่ม ตั้งแต่ชีสเนื้อนุ่ม เนื้อแข็ง ครีมมี่ ไปจนถึงบลูชีสรสทรงพลัง

    กลุ่มชีสนำเข้าระดับสากล (International Selections)

    • Tête de Moine (สวิตเซอร์แลนด์): ชีสเนื้อแข็งกึ่งนุ่มที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟ เชฟจะใช้เครื่องมือหมุนพิเศษ (Girolle) ขูดเนื้อชีสออกมาเป็นแผ่นหยักบางสวยงามคล้ายดอกไม้ ดึงกลิ่นหอมของนมวัวและสมุนไพรภูเขาออกมาได้อย่างเด่นชัด เนื้อเนียนนุ่มละลายในปาก
    • Morbier (ฝรั่งเศส): ชีสที่มีเอกลักษณ์ทางสายตาด้วยเส้นสายสีดำของ “ผงถ่านวูดแอช (Vegetable Ash)” คาดผ่านกึ่งกลางก้อน เนื้อเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอมนมและถั่วคั่วจาง ๆ รสชาติกลมกล่อมลุ่มลึก
    • Mont d’Or (ฝรั่งเศส/สวิตเซอร์แลนด์): ราชาแห่งชีสเนื้อนุ่ม (Vacherin) ที่เสิร์ฟในกล่องไม้สนสปรูซ เนื้อชีสมีความเยิ้มเป็นครีมเหลว (Ultra-Creamy) รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นเนื้อไม้และเหล้าท้องถิ่นที่ใช้บ่ม
    • Maroilles & Munster (ฝรั่งเศส): กลุ่มชีสประเภทเปลือกล้าง (Washed-rind Cheese) ที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นที่ทรงพลัง (Pungent Aroma) เป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อสัมผัสลิ้นกลับให้รสชาติที่นุ่มนวล หอมมันมันเค็มลึกซึ้ง เหมาะสำหรับนักทานชีสระดับโปร
    • Taleggio (อิตาลี): ชีสเนื้อนุ่มรูปทรงเหลี่ยมจากแคว้นลอมบาร์เดีย เปลือกสีส้มอมชมพู รสชาติมีความเปรี้ยวละมุนปลายลิ้น (Fruity & Tangy) แฝงความครีมมี่
    • Dana Blu (เดนมาร์ก): บลูชีสรสชาติเฉียบคม ลายราสีน้ำเงินกระจายตัวสวยงาม ให้รสเค็มนำและมีความฉุนร้อน (Sharp & Briny) ที่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี
    • Pecorino (อิตาลี): ชีสเนื้อแข็งที่ทำจากนมแกะ มีรสเค็มมันและกลิ่นหอมของสมุนไพรแห้งค่อนข้างชัดเจน
    • Edam (เนเธอร์แลนด์): ชีสลูกบอลเคลือบพาราฟินสีแดง เนื้อแน่น หนึบหนับ รสชาติอ่อนโยน ทานง่าย
    • Brie (ฝรั่งเศส): ชีสเนื้อนุ่มยอดนิยม เปลือกสีขาวละมุน (Bloomy Rind) ด้านในนุ่มเยิ้ม ให้รสสัมผัสที่เนียนมันคล้ายเนยสดเกรดพรีเมียม

    ความภาคภูมิใจ: ชีสไทยคุณภาพสูง (Artisanal Thai Cheeses)

    สิ่งที่ทำให้ชีสบอร์ดของ Colonnade แตกต่างและเหนือกว่าบุฟเฟต์ห้าดาวทั่วไป คือการสนับสนุนคร๊าฟต์ชีสท้องถิ่นคุณภาพระดับรางวัล (Artisanal Thai Cheese) ซึ่งหาได้ยากยิ่งในไลน์บุฟเฟต์

    • White Jusmina: ชีสเนื้อนุ่มเคลือบราขาวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีสบรี แต่เพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการใช้นมคุณภาพสูงในไทย ให้ความครีมมี่และกลิ่นหอมละมุนที่เป็นมิตร
    • Norkai (หน่อคำ): ชีสเนื้อแข็งกึ่งนุ่มที่สะท้อนถึง Terroir และภูมิปัญญาการบ่มชีสในภาคเหนือของไทย เนื้อแน่น มีรสเค็มมันกลมกล่อมและทิ้งรสหวานมันยาวนาน (Long Finish)
    • Piccolo: ชีสสดชิ้นเล็กพอดีคำ เนื้อนุ่มเด้ง รสชาติสดชื่นและสะอาด ปรับสมดุลของพาเลทรับรสได้ดีเยี่ยม

    3. เครื่องเคียงและโคลด์คัทชั้นเลิศ (The Ultimate Charcuterie & Accompaniments)

    ชีสบอร์ดที่สมบูรณ์แบบต้องรายล้อมด้วยเครื่องเคียงที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและตัดรสชาติอย่างมีศิลปะ ซึ่งทาง Colonnade จัดวางไว้อย่างพรีเมียมครบครัน

    • Premium Charcuterie (กลุ่มโคลด์คัท): บอร์ดขนาดใหญ่ที่เรียงรายไปด้วย พาร์มาแฮม (Parma Ham) สไลด์บางเฉียบจนโปร่งแสง, ซาลามี่ (Salami) หลากสไตล์ที่มีไขมันแทรกกระจายตัวสวยงาม และคอร์นบีฟ/พาสตรามีเกรดพรีเมียม
    • Dried Fruits & Nuts (ผลไม้แห้งและถั่วอบ): แซมด้วยแอปริคอตแห้ง (Dried Apricot) สีส้มฉ่ำ, ลูกฟิก (Dried Figs), ลูกเกด, ถั่ววอลนัท, อัลมอนด์คั่ว และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสกรุบกรอบและความหวานธรรมชาติ
    • Fresh Grapes & Honeycomb (องุ่นสดและรังผึ้งธรรมชาติ): พวงองุ่นสดไร้เมล็ดทั้งสีเขียวและสีแดงไซส์พรีเมียม พร้อมด้วย รังผึ้งสด (Fresh Honeycomb) ขนาดใหญ่ที่ปล่อยให้น้ำผึ้งสีทองแท้ ๆ ไหลเยิ้มลงมา เป็นเครื่องเคียงชั้นเลิศในการราดลงบนบลูชีสหรือชีสเนื้อนุ่มเพื่อสร้างมิติรสชาติแบบ Sweet & Savory

    4. คัมภีร์การจัดบาลานซ์ทานชีสบอร์ดแบบมืออาชีพ (The Expert Cheese Board Tasting Protocol)

    เพื่อการดื่มด่ำกับชีสบอร์ดกว่า 40 ชนิดอย่างไร้ขีดจำกัด แนะนำให้จัดแบ่งกลุ่มบนจานของคุณตามโครงสร้างนี้ (The Perfect Plate Pairing)

    1. The Mild & Creamy Base: เริ่มต้นหยิบ Brie, Mont d’Or หรือ White Jusmina วางคู่กับแครกเกอร์กรอบและองุ่นสด เพื่อเปิดต่อมรับรสด้วยความมันละมุน
    2. The Structural Texture: เพิ่มชีสเนื้อแน่นอย่าง Morbier, Edam หรือ Norkai ทานคู่กับพาร์มาแฮมและถั่ววอลนัทเพื่อเพิ่มมิติการเคี้ยว
    3. The Pungent Exploration: ขยับไปลองชีสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงอย่าง Tête de Moine ขูดฝอย และกลุ่มเปลือกล้างอย่าง Munster
    4. The Grand Blue Sweetness: ปิดท้ายไฟลท์ชีสด้วย Dana Blu หรือบลูชีสเข้มข้น ปาดน้ำผึ้งแท้จากรังผึ้งสดลงไปเล็กน้อย ทานคู่กับลูกฟิกแห้ง เป็นการจบคอมบิเนชันรสชาติที่สมบูรณ์แบบและลุ่มลึกที่สุด

    Tips จากชีสโซมเมลิเยร์: แนะนำให้หยิบชีสมาพักไว้ที่โต๊ะสัก 5-10 นาทีก่อนรับประทาน เพื่อให้อุณหภูมิของชีสคลายตัวลงมาใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้อง (Room Temperature) ไขมันในชีสจะเริ่มเยิ้มฉ่ำ ซึ่งเป็นจุดที่ชีสจะส่งกลิ่นหอมและแสดงรสชาติ (Flavor Profile) ที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มพิกัดครับ

    สรุปจากพีทอ้วนชวนชิม

    Colonnade Sunday Brunch ยังคงเป็นหนึ่งในบุฟเฟต์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ทั้งในแง่คุณภาพ ความพรีเมียม และประสบการณ์ที่ครบทุกมิติ ปีนี้ยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกด้วยคอนเซปต์ Celebrity Chef ที่จะหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี ทำให้ทุกเดือนมีเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รอคอย

    แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะเต็มเร็วแทบทุกครั้ง สามารถติดตามวันจัดงานและรายชื่อเชฟประจำเดือนได้ที่ kinandleisure.com

    Share this:

    • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
    • Share on X (Opens in new window) X
    • Share on Threads (Opens in new window) Threads
    Previous Article[News] เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหาร Bistrot De La Mer ,Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    Related Posts

    [Review] ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ) เกินคุ้ม ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok

    May 3, 2026

    [Review] สัมผัสความสดใหม่แห่งฤดูกาล: รีวิว Passages of Spring @ Yu Ting Yuan, Four Seasons Bangkok Hotel

    April 27, 2026

    [Review] Chai Jia Chai 蔡家菜 กับคอร์สอาหารจีนระดับจักรพรรดิที่พลาดไม่ได้ นำเสนอในรูปแบบ Fine dining สุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร กับ Origins of the Manchu-Han Imperial Feast

    April 22, 2026

    Comments are closed.

    • Recent Posts
    • POPULAR

    [Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน

    May 19, 2026

    [News] เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหาร Bistrot De La Mer ,Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    May 15, 2026

    [News] สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala

    May 14, 2026

    [Review] เปิดสำรับฤดูร้อนระดับตำนาน “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยเชฟจิ๊บ แห่ง The Sukhothai Bangkok สัมผัสความละเมียดละไมของงานศิลป์ที่กินได้ พร้อมความหอมเย็นชื่นใจถึงขีดสุด

    May 9, 2026

    [Review] ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ) เกินคุ้ม ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok

    May 3, 2026

    [Review] The Sukhothai Bangkok Sunday Brunch ตำนานที่หาที่ใดเทียบและพิเศษยิ่งไปกว่าเดิมกับ concept ว้าวๆทุกเดือน

    May 19, 2026

    [News] เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหาร Bistrot De La Mer ,Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    May 15, 2026

    [News] สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala

    May 14, 2026

    [Review] เปิดสำรับฤดูร้อนระดับตำนาน “ข้าวแช่ ตำรับศิลาดล” โดยเชฟจิ๊บ แห่ง The Sukhothai Bangkok สัมผัสความละเมียดละไมของงานศิลป์ที่กินได้ พร้อมความหอมเย็นชื่นใจถึงขีดสุด

    May 9, 2026

    [Review] ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ) เกินคุ้ม ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok

    May 3, 2026
    POPULAR

    “ฟัวกราส์” ถูกแบนแล้วในแดนแซมบ้า ห้ามซื้อห้ามขายห้ามกิน

    June 29, 2015

    เมล็ดมันแกวแก่ กินไม่ดีถึงตายไปหลายรายแล้ว!!!!

    June 30, 2015

    ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่ของกินของต้องห้ามในนิวยอร์กตั้งแต่วันนี้!

    July 2, 2015
    @KinlakeStars
    KINLAKESTARS.COM

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

    Loading Comments...