สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการสังสรรค์สไตล์อิตาเลียนในช่วงสุดสัปดาห์กับ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ La Scala ที่พร้อมถ่ายทอดรสชาติอาหารอิตาเลียนต้นตำรับผ่านความอบอุ่นของการบริการและประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภายใต้การรังสรรค์โดยเชฟ Andrea Cetani ผู้หลงใหลในศิลปะการทำอาหารอิตาเลียน พร้อมนำเสนอเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียนในหลากหลายภูมิภาค ผ่านวัตถุดิบคุณภาพและรสชาติอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ อิ่มอร่อยกับไลน์อาหารคุณภาพที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ทั้งแอนติพาสตี้ โคลด์คัทและชีสนำเข้า ฟอคคาเซียอบสด พิซซ่าโฮมเมด ซีฟู้ดสดใหม่ พาสต้าและริซอตโตโฮมเมด เมนูบาร์บีคิว และของหวานสไตล์อิตาเลียนหลากหลายรายการ เมนูแนะนำ อาทิ Fettuccine Truffle เสิร์ฟพร้อมพาร์เมซานครีมและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, Rigatoni Cacio e Pepe, Risotto di Mare ริซอตโตซีฟู้ดพร้อมคาลามารีรากู, ซี่โครงแกะย่างบาร์บีคิว หอยนางรมสด รวมถึงของหวานโฮมเมด เช่น La Scala Tiramisu เจลาโต และขนมอบสไตล์อิตาเลียนตามฤดูกาล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยซิกเนเจอร์สปาร์กลิงค็อกเทล อาทิ Peach Bellini, Negroni Sbagliato, Venetian Spritz, Hugo Spritz และ La Scala Limoncello Sabato Italiano Saturday Lunch เปิดให้บริการในวันเสาร์ที่กำหนดเวลา 12.00 – 14.30 น. ในราคา 2,200++ บาทต่อท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร +66 (0) 2344 8888 หรืออีเมล [email protected] เกี่ยวกับโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ คือโอเอซิสแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา โรงแรมหรูระดับลักชัวรีจำนวน 210 ห้องพัก และเป็นสมาชิกของ Small Luxury…
Author: Kittin Assavavichai
ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! รีวิว Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ): ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok โดย พีทชิมชิมพาเพลิน เอาล่ะครับมิตรรักนักกินทั้งหลาย วันนี้พีทคนเดิมจะขอพาทุกท่านขยับขยายพื้นที่ความอร่อยมาที่ถนนวิทยุ มุ่งหน้าสู่ชั้น 3 ของโรงแรม Conrad Bangkok ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง KiSara (คิซาระ) วันนี้ไม่ได้มาทานอะลาคาร์ททั่วไปนะครับ แต่พีทตั้งใจมาพิสูจน์ปรากฏการณ์ “บอสตันล็อบสเตอร์” ในรูปแบบ Omakase 10 คอร์ส ที่เชฟแอบกระซิบว่ารังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองความสดใหม่ของราชาแห่งท้องทะเลแห่งแดนอินเดียแดงโดยเฉพาะ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่ KiSara (คิซาระ) ผมสัมผัสได้ทันทีถึงการตีความ “ความหรูหราแบบญี่ปุ่น” ในมิติที่น่าสนใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่มีกลิ่นอายเซนแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง ความสงบนิ่ง (Minimalist Zen) เข้ากับ ความอลังการแบบร่วมสมัย (Contemporary Grandeur) ได้อย่างมีจังหวะจะโคน สถาปัตยกรรมแห่งแสงและเงา: เจาะลึกงานอินทิเรีย ณ KiSara หัวใจสำคัญของการออกแบบที่นี่คือการเลือกใช้ “สัจจะวัสดุ” (Truth to Materials) ที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือญี่ปุ่นผ่านมาตราส่วนที่ยิ่งใหญ่ครับ The Copper Canopy (ประติมากรรมเหนือเคาน์เตอร์) สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือฮูดระบายอากาศขนาดมหึมาเหนือพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งกรุด้วยโลหะสีทองแดงขัดผิวแบบ hammered (ตีด้วยค้อนให้เกิดลวดลาย) พื้นผิวที่ขรุขระนี้ทำหน้าที่สะท้อนแสงไฟอุ่นๆ ให้กระจายตัวอย่างนุ่มนวล สร้างจุดนำสายตาที่ดูทรงพลังแต่ไม่แข็งกระด้าง Gridwork & Rhythmic Lines ฝ้าเพดานถูกออกแบบให้เป็นตารางกริดสีเข้ม (Dark Grid Ceiling) ซึ่งนอกจากจะช่วยพรางงานระบบให้เรียบร้อยแล้ว ยังสร้าง “เส้นนำสายตา” ที่ดูเป็นระเบียบและมั่นคง ล้อไปกับระแนงไม้ (Lattice work) ที่ใช้กั้นสัดส่วนพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Kumiko The Pebble Wall & Materiality (สัมผัสของหินและไม้) บริเวณซูชิเคาน์เตอร์มีการใช้ผนังหินกรวด (Stacked Pebble Wall) สีเทาเข้มตัดกับงานไม้สีอ่อนโทนอุ่น การใช้พื้นผิวที่ขรุขระของหินธรรมชาติปะทะกับความเรียบเนียนของเคาน์เตอร์ไม้นี้…
ล่องลอยในห้วงแห่งรสสัมผัส: เมื่อ “Échiré x Valrhona” เนรมิตศิลปะบนจานใน Summer Cake Collection สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับผม คุณพีท กันอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมขอพาทุกท่านไปสัมผัสกับความละเมียดละไมที่ผมต้องขีดเส้นใต้คำว่า “ห้ามพลาด” ด้วยหมึกสีแดงตัวหนา เพราะนี่คือการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของสองยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศส คือ Échiré เนย AOP ระดับตำนานที่เปี่ยมไปด้วยความหอมมันที่หาตัวจับยาก และ Valrhona ช็อกโกแลตที่เปรียบเสมือนอัญมณีของวงการขนมหวาน ร่วมกันรังสรรค์คอลเลกชัน “Échiré x Valrhona: Summer Cake Collection” ที่ร้าน Bijoux de Beurre Échiré เมื่อเนยแท้คุณภาพสูงมาบรรจบกับศาสตร์แห่งช็อกโกแลตชั้นเลิศ ความธรรมดาจึงถูกยกระดับสู่ความเอ็กซ์ตร้าออดิเนรี่ นี่ไม่ใช่แค่การกินขนม แต่คือการเสพศิลปะผ่านรสชาติที่ซับซ้อน ผมได้ไปลองชิมมาด้วยตัวเองที่สาขาเอิร์ธ เอกมัย และอยากถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้ทุกคนได้รับรู้ครับ เจาะลึกความอร่อย: เมนูไฮไลท์ในคอลเลกชัน 1. Black & White Tart เปิดประเดิมด้วยจานที่เปรียบดั่งผืนผ้าใบแห่งรสชาติ ทาร์ตชิ้นนี้คือความสง่างามที่เชฟถ่ายทอดออกมาผ่านความต่างของสีสันและรสสัมผัส ฐานทาร์ตเนย Échiré นั้นกรอบร่วนและหอมฟุ้งทันทีที่แตะลิ้น ผสานความเข้มข้นของ Satilia Noire 62% ดาร์กช็อกโกแลตที่โดดเด่นด้วยกลิ่นถั่วและโกโก้คั่ว ตัดกับความนวลละมุนของ Ivoire 35% ไวท์ช็อกโกแลตที่ให้กลิ่นอายมอลต์และวานิลลาได้อย่างลึกซึ้ง ความสมดุลของความขมและหวานถูกคัดสรรมาอย่างแม่นยำ ไม่มีความเลี่ยนแม้แต่นิดเดียว เป็นความซับซ้อนที่ลงตัวในทุกคำที่ตักเข้าปาก ถือเป็น Masterpiece ที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบคุณภาพสูงนั้นทำหน้าที่ของมันได้ดีเพียงใดเมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ 2. It’s Extra-Ordinary Cookies ลืมคุกกี้แบบเดิมๆ ที่คุณเคยรู้จักไปได้เลยครับ เพราะนี่คือ “Scoopable Cookies” ที่กำลังเป็นไวรัลในหมู่คนรักขนมหวาน เนื้อสัมผัสภายในนั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยเนย Échiré ที่เนียนนุ่มดุจแพรไหม ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นแต่ไม่กระด้าง หัวใจสำคัญคือการสอดไส้ Caraibe 66% ช็อกโกแลต Grand Cru ที่มีเอกลักษณ์ของกลิ่นคั่วและผลไม้แห้ง เมื่ออบออกมาได้จังหวะที่พอเหมาะ ความร้อนทำให้ช็อกโกแลตละลายเยิ้มออกมาเล็กน้อย ตัดกับกลิ่นหอมของเนยที่อบอวลอยู่ในปาก เป็นความรู้สึกฟินนาเล่ที่ยากจะลืมเลือน ความพรีเมียมของวัตถุดิบไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพิ่มรสชาติ แต่มันสร้าง “มิติ” ที่ทำให้คนกินหยุดไม่ได้จริงๆ…
เปิดกล่องรสฤดูร้อน: รีวิว “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง สวัสดียามบ่ายที่แดดเมืองไทยกำลังทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งครับทุกท่าน พบกับผมคนเก่าเจ้าเดิม ที่จะพาทุกท่านไปละเมียดกับสุนทรียศาสตร์แห่งรสชาติ วันนี้ผมไม่ได้พาไปนั่งในห้องอาหารหรูที่ไหน แต่ผมจะทำการ “Unbox” หรือเปิดกล่องของกำนัลแห่งฤดูร้อนที่ส่งตรงมาจากโรงแรม Banyan Tree Bangkok โรงแรมห้าดาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีต ซึ่งปีนี้นี่คือ หนึ่งในข้าวแช่ Takeaway ที่ “ทำถึง” เจ้าหนึ่งของกรุงเทพมหานคร การกินข้าวแช่สำหรับผมไม่ใช่แค่การคลายร้อน แต่มันคือการเสพศิลปะที่ต้องใช้เวลาเตรียมการแรมวัน แรมคืน ตั้งแต่การขัดข้าว การอบร่ำน้ำปรุง ไปจนถึงเครื่องเคียงที่ต้องอาศัยฝีมือประดิษฐ์ประดอยอย่างสูง และชุด Takeaway ในตะกร้าจักสานสีนวลตาใบนี้แหละครับ คือบทพิสูจน์ว่าความหรูหรานั้นสามารถยกไปวางไว้ที่โต๊ะอาหารในบ้านของคุณได้อย่างไร้ที่ติ ข้าวในน้ำอบควันเทียน: อัญมณีสีขาวในหยาดน้ำปรุง เริ่มต้นกันที่หัวใจหลักอย่าง ข้าวหอมมะลิและน้ำลอยดอกไม้ ข้าวที่นี่เลือกใช้ข้าวหอมมะลิชั้นเลิศจากทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ความพิเศษอยู่ที่การ “ขัด” ครับ เขาขัดเมล็ดข้าวอย่างเบามือกว่า 20 รอบ เพื่อขจัดยางข้าวออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงแกนเมล็ดที่ขาวใส เรียวยาว สวยงามดุจเมล็ดมุก เมื่อหุงออกมาแล้วเมล็ดต้องเรียงตัวสวย ไม่แตกหัก และมีความนุ่มที่พอดี ไม่เละเมื่อต้องลงไปแหวกว่ายในน้ำปรุง ส่วนน้ำลอยดอกไม้นั้น คือนิยามของคำว่า “ชื่นใจ” อย่างแท้จริง เป็นการอบร่ำด้วยควันเทียนหอมโบราณ ผสานกลิ่นอายธรรมชาติจากดอกมะลิสด ดอกชมนาด และกุหลาบมอญที่ส่งกลิ่นหอมละมุนแบบไม่ฉุนเฉียว เมื่อรินน้ำใสๆ ลงไปในถ้วยข้าว แล้วตักเข้าปาก ความเย็นจากน้ำจะทำหน้าที่ปลุกประสาทสัมผัส ก่อนที่กลิ่นหอมจะอบอวลขึ้นไปถึงจมูก เป็นความสุขที่ลอยอยู่เหนือความวุ่นวายของโลกภายนอกจริงๆ ครับ เจาะลึกเครื่องเคียง 7 ชนิด: อัศจรรย์แห่งรสและศิลป์ ในกล่องนี้ประกอบด้วยเครื่องเคียงที่จัดวางมาอย่างวิจิตรบรรจงในถ้วยกระดาษรักษ์โลกที่แน่นหนา แต่เมื่อจัดลงจานพอร์ซเลนขาวสะอาดตา (ดังภาพที่ผมได้ให้ดู) มันจะกลายเป็นงานประติมากรรมอาหารทันที 1. ลูกกะปิทอด (Kapi Ball) – หัวใจของข้าวแช่ เมนูวัดฝีมือที่ผมให้คะแนนเต็มครับ เชฟเลือกใช้กะปิดีส่งตรงจากระยอง นำมาโขลกผสมกับเนื้อปูทะเลสดๆ เพิ่มความหอมด้วยกระชาย ตะไคร้ และพริกแห้ง ผัดเคี่ยวกับกะทิจนงวดแห้งก่อนจะปั้นเป็นลูกกลมดิ๊กพอดิบพอดีคำ จากนั้นนำไปชุบไข่ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง กลิ่นกะปิที่นี่นวลมากครับ ไม่เค็มโดดแต่มีความมันนัวของเนื้อปูและกลิ่นกระชายที่ช่วยตัดคาวได้อย่างยอดเยี่ยม สัมผัสภายนอกกรอบบางๆ ส่วนข้างในเนียนนุ่ม สื่อถึงความตั้งใจในการปรุงแบบโบราณแท้ๆ 2. หอมแดงยัดไส้เนื้อปู (Stuffed Shallots) นี่คือเมนูที่ต้องอาศัยความอดทนสูงมาก…
หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนริมทะเลที่ครบทั้งความชิลและความสนุกในช่วงเวลากลางวัน คงไม่มีที่ไหนจะชาร์จพลังได้ดีไปกว่า “79 Beach Club” เดย์บีชคลับริมทะเลอันดับ 1 ที่ใหญ่และคูลที่สุดบนเกาะสมุย โดยตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทั้งการมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว พักผ่อนแบบส่วนตัว หรือจะเป็นสายปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ โดยชูจุดเด่นด้วยคอนเซปต์ “Full Moon Every Day” ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความสนุกแบบฟูลมูนปาร์ตี้ได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอคืนพระจันทร์เต็มดวง และมาพร้อมด้วยบรรยากาศริมทะเล ทั้งสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบีชคลับบนเกาะ พร้อมบริการเครื่องดื่มซิกเนเจอร์หลากหลายเมนู และดนตรีจากดีเจระดับอินเตอร์ ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความสุขอย่างแท้จริงด้วยแนวคิด Happy Hour is Every Hour ปักหมุดหาดบางรัก จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด 79 Beach Club ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร โอบล้อมด้วยหาดทรายขาวละเอียดและทะเลสีฟ้าใสที่ทอดยาวไกลสุดสายตา บนทำเลศักยภาพริมหาดบางรัก ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยงามและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะสมุย พร้อมการเดินทางสะดวกสบายเพียง 9 นาทีจากสนามบินนานาชาติสมุย ตัวบีชคลับได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ของเกาะสมุยได้อย่างลงตัว ไฮไลต์อยู่ที่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ใจกลางบีชคลับ ซึ่งถูกออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายกับเกาะสมุย นอกจากนี้ยังนำแรงบันดาลใจจากแผนที่เกาะมาจัดวางโซนต่าง ๆ อย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัวซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ไฮไลต์บริการระดับพรีเมียม ภายในโครงการประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน สระว่ายน้ำใหญ่ที่สุด: สระว่ายน้ำกลางแจ้งที่กว้างที่สุดในบรรดาบีชคลับบนเกาะสมุย พร้อมดีเจในโอกาสพิเศษ Signature Cocktail Bar: บาร์อาหารและเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดยเซฟและมิกโซโลจิสต์มืออาชีพ เน้นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างมะพร้าวสมุยและสมุนไพรพื้นบ้านมาสร้างสรรค์เมนูสูตรเฉพาะ Wine Cellar: คัดสรรไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มชั้นดีจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ให้ได้สัมผัสรสชาติที่แตกต่างในบรรยากาศที่ลงตัว Jet Surf: สนุกไปกับกิจกรรมเจ็ตเซิร์ฟที่ทางบีชคลับมีให้บริการ สามารถโต้คลื่นบนผืนน้ำใส เติมเต็มความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ระหว่างการพักผ่อน พื้นที่สำหรับทุกคน: ต้อนรับทั้งครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมโซนที่นั่งฟรีแบบไม่มีขั้นต่ำ ให้ทุกคนเข้ามาใช้เวลาและดื่มด่ำบรรยากาศบีชคลับ แพ็กเกจที่หลากหลาย: รองรับทั้งนักเดินทางสาย Solo, Duo ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนและคู่รักที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย VIP Sunbed และ VIP Pod ที่รองรับได้สูงสุด 6 คน จัดงานไพรเวท: รองรับการจัดงานพิเศษทุกรูปแบบ ด้วยสถานที่ที่สวยงามและบริการครบครัน สร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับทุกโอกาส เชื่อมความสนุกและการพักผ่อนอย่างลงตัว นอกจากส่วนของบีชคลับแล้ว 79 Beach Club & Resort ยังมีบริการห้องพักหลากหลายรูปแบบไว้รองรับแขกทุกสไตล์ให้เที่ยวสนุก…
เติมเต็มความสดชื่นในช่วงฤดูร้อนด้วย “ข้าวแช่” เมนูอาหารไทยโบราณประจำฤดูกาลที่รังสรรค์อย่างประณีต ณ โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ ถ่ายทอดเสน่ห์และความละเมียดละไมแห่งสำรับชาววัง ผ่านประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทยอย่างน่าประทับใจ สำรับข้าวแช่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยเชฟมากฝีมือ นำเสนอข้าวแช่ในน้ำลอยดอกมะลิหอมชื่นใจ รับประทานคู่เครื่องเคียงหลากหลายชนิดที่ผสานรสชาติอย่างลงตัว อาทิ ลูกกะปิทอดไส้ปลา ทอดจนหอมพอดีคำ ปลายี่สนผัดหวาน รสละมุนตามตำรับไทย หมูหวาน เคี่ยวจนเนื้อนุ่ม หอมแดงทอดสอดไส้เนื้อปู คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ไชโป๊วเส้นผัดหวาน และพริกหยวกยัดไส้กุ้ง พร้อมตัวเลือกหมูฝอยหรือเนื้อฝอยทอด เสริมความอร่อยด้วยผักสดแกะสลักตามฤดูกาล ช่วยเติมเต็มรสชาติอย่างกลมกล่อม สะท้อนถึงความละเมียดละไมของภูมิปัญญาอาหารไทยและเสน่ห์ของเมนูคลายร้อนที่สืบทอดผ่านกาลเวลา ปิดท้ายประสบการณ์อย่างงดงามด้วย ส้มฉุน ขนมหวานไทยโบราณ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมบ๊วยเนื้อเนียนละมุน มอบรสชาติหอมหวานสดชื่นที่ทิ้งท้ายอย่างประทับใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของข้าวแช่ต้นตำรับได้ ณ ห้องอาหารแซฟฟรอน ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 เปิดให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ในราคาเพียง 800 บาทสุทธิ ต่อเซ็ท หรือ เลือกสั่งกลับบ้านในรูปแบบตะกร้าสานดีไซน์งดงามสะท้อนเสน่ห์งานหัตถศิลป์ไทย ในราคา 1,588 บาทสุทธิ ต่อเซ็ท ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 นอกจากนี้ทุกท่านยังสามารถเพลิดเพลินกับมุมข้าวแช่ ซึ่งจัดเสิร์ฟ ณ ห้องอาหารเวอร์ทิโก้ ทู ในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ ระหว่างวันที่ 11 – 14 เมษายน 2569 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทยสุดอลังการ ดาวน์โหลดรูปภาพได้ที่: บันยันทรี กรุงเทพ ข้าวแช่: บันยันทรี กรุงเทพ ข้าวแช่ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่ +66 (0) 2679-1200 หรืออีเมล์ [email protected] Kin Review Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง…
สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่รักของ พิชซี่ ทุกท่าน… เมื่อลมร้อนเริ่มโชยชาย กลิ่นอายของดอกมะลิและชมนาดก็เริ่มฟุ้งกระจายในมโนสำนึก เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า “ฤดูกาลแห่งความประณีต” ได้เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ พิชซี่ขอบอกเลยค่ะว่าไม่มีอะไรจะเยียวยาอุณหภูมิที่พุ่งสูงได้ดีไปกว่าการได้นั่งละเมียด “ข้าวแช่ตำรับชาววัง” ที่ปรุงด้วยหัวใจและวิญญาณของเชฟมากฝีมือ วันนี้พิชซี่ขอพาทุกท่านบุกไปที่ “มารี กีมาร์” (Marie Guimar) ร้านอาหารที่ตั้งชื่อตาม “ท้าวทองกีบม้า” สตรีผู้เป็นตำนานแห่งขนมหวานไทย โดยปีนี้ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ พ่อครัวหนุ่มผู้มีรสมืออันหนักแน่นและละเมียดละไม ได้รังสรรค์สำรับข้าวแช่ที่ต้องใช้คำว่า “ที่สุดแห่งความใส่ใจ” ตั้งแต่หยดน้ำแร่ไปจนถึงปลายเข็มที่สลักเสลาเครื่องเคียงประดุจงานวิจัยโบราณคดีอาหาร ก่อนจะเริ่มมื้อ พิชซี่ได้ลิ้มลอง แตงโมหน้าปลาแห้ง อาหารว่างที่ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน แตงโมเนื้อทรายสีแดงสดโรยด้วยปลาแห้งที่ปรุงรสจนเค็มหวานลงตัว เป็นการเตรียมปุ่มรับรสที่สดชื่นที่สุด 💧 อัญมณีในขันน้ำแข็ง: หัวใจของน้ำอบปรุงและเมล็ดข้าว การรีวิวข้าวแช่ของพิชซี่ต้องเริ่มที่ “น้ำ” ค่ะ เพราะน้ำคือจิตวิญญาณ ข้าวแช่มีรากเหง้ามาจากชาวมอญที่เรียกว่า “เปิงด๊าจ” (ข้าวแช่น้ำ) เพื่อถวายเทวดาในวันสงกรานต์ ก่อนจะถูกนำเข้าสู่รั้ววังในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยเจ้าจอมมารดากลิ่น และพัฒนาจนมีความวิจิตรในสมัยรัชกาลที่ ๕ เชฟปิ๊กเลือกใช้ น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีความใสและรสสัมผัสที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ นำมาอบควันเทียนจนหอมฟุ้งลอยดอกไม้หอม ๔ ชนิด ได้แก่ ชมนาด (ที่ให้กลิ่นคล้ายข้าวใหม่), กระดังงาไทย (ที่ต้องลนไฟให้หอมก่อนวาง), กุหลาบมอญ และ มะลิซ้อน กลิ่นที่ได้จึงไม่ใช่แค่กลิ่นมะลิโดดๆ แต่เป็น “ความหอมแบบมีเลเยอร์” ส่วนตัวข้าวนั้น เชฟเลือกใช้ ข้าวเจกเชยจากจังหวัดสระบุรี ข้าวสายพันธุ์โบราณที่เมล็ดสวย แข็งนอกนุ่มใน นำมาซาวจนสะอาดขัดจนยางข้าวหมดสิ้น แล้วนำไปนึ่งจนสุกพอดี เมล็ดข้าวที่ได้จึงเรียงตัวสวยงามดุจเม็ดมุก ไม่บาน ไม่เละ เมื่อแช่ลงในน้ำเย็นจัด รสสัมผัสจะกรุบสู้ลิ้นแต่ยังคงความละมุนไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ 🍽️ สัมผัสวิจิตร: เครื่องเคียง ๘ อย่างประดุจงานสารคดีอาหาร เครื่องเคียงของมารี กีมาร์ คือบทพิสูจน์ความอดทนของแม่ครัวชั้นสูงค่ะ พิชซี่ขอเจาะลึกที่มาและความประณีตดังนี้: ลูกกะปิชุบไข่ทอด (The Soul of Khao Chae): นี่คือดัชนีชี้วัดความอร่อยของสำรับ ข้าวแช่มอญดั้งเดิมจะเน้นลูกกะปิเป็นหลัก…
เดอะ สุโขทัย กรุงเทพฯ ขอเชิญสัมผัส “ข้าวแช่” อาหารไทยชาววังประจำฤดูร้อน อันเปี่ยมด้วยความประณีต รังสรรค์ตามตำรับซิกเนเจอร์ของห้องอาหาร ศิลาดล โดย เชฟจิ๊บ ข้าวแช่มีรากเหง้าจากวัฒนธรรมชาวมอญ ก่อนจะได้รับการสืบทอดและประดิษฐ์อย่างวิจิตรในราชสำนักไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 กลายเป็นสำรับแห่งความละเมียดละไมที่สะท้อนความงดงามและช่วยคลายร้อนในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นที่สุดของปี เชฟจิ๊บถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เมล็ดข้าวทุกเมล็ดผ่านการคัดสรร ขัดและล้างอย่างพิถีพิถัน ก่อนนำไปแช่ในน้ำเย็นลอยดอกมะลิ กลิ่นหอมอ่อนละมุนคือเอกลักษณ์ที่สร้างความสดชื่นให้กับสำรับจานนี้ เครื่องเคียงแต่ละอย่างรังสรรค์อย่างประณีตเช่นกัน ได้แก่• ลูกกะปิ รสเข้มข้นกลมกล่อม• พริกหยวกสอดไส้ ห่อด้วยไข่ตาข่ายอย่างงดงาม• หัวไชโป๊ผัดหวาน รสหวานเค็มพอเหมาะ• ปลาและหมูฝอย เพิ่มมิติของรสสัมผัสและกลิ่นหอม วัตถุดิบได้รับการคัดสรรจากแหล่งผลิตคุณภาพทั่วประเทศไทย ตั้งแต่กะปิชั้นดีจากจังหวัดระนอง ปลาน้ำจืดจากจังหวัดกาญจนบุรี ไปจนถึงดอกมะลิออร์แกนิกจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อคงไว้ซึ่งรสชาติแท้จริง พร้อมสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ข้าวแช่ตำรับศิลาดล โดยเชฟจิ๊บ พร้อมเสิร์ฟสำหรับรับประทานที่ Lobby Salonระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2569 – 31พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 – 16.00 น. • รับประทานที่ร้าน ราคา 990++ บาท ต่อชุด (1 ชุด สำหรับ 2 ท่าน)• สั่งกลับบ้าน ราคา 1,450++ บาท ต่อชุด (1 ชุด สำหรับ 2 ท่าน) ประสบการณ์อาหารไทยตามฤดูกาลอันงดงาม เปิดให้บริการในระยะเวลาจำกัด สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02 344 8888 หรือเพิ่มเพื่อนทาง Line: @sukhothaibangkok Kin Review Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่…
เอชิเร่ มิลค์ สุดยอดนมวัวพรีเมียมจากฝรั่งเศส | Échiré – Milk of Excellence ความพิเศษที่เริ่มต้นจากความเรียบง่าย…ของนมที่ดีจริง ๆ ในโลกของวัตถุดิบระดับพรีเมียม “นม” อาจดูเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด แต่สำหรับแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Échiré จาก France ความเรียบง่ายนี้กลับถูกยกระดับสู่มาตรฐานแห่งความเป็นเลิศที่ได้รับการยอมรับจากเชฟ นักทำขนม และนักชิมทั่วโลก วันนี้ ความพิถีพิถันแบบเดียวกับที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Échiré กลายเป็นไอคอนของวงการอาหารฝรั่งเศส ได้ถูกถ่ายทอดสู่ Échiré Milk นมวัวพรีเมียมที่สะท้อนปรัชญา “คุณภาพเหนือการปรุงแต่ง” อย่างแท้จริง ต้นกำเนิดจากแหล่งผลิตระดับ AOP ของฝรั่งเศส Échiré Milk ผลิตจากนมโคแท้ 100% ที่มาจากฟาร์มในแคว้น Poitou‑Charentes ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของฝรั่งเศส และยังเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตผลิตภัณฑ์นมคุณภาพสูง ภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ผสมผสานกับภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงโคนม ทำให้วัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน AOP (Appellation d’Origine Protégée) ซึ่งเป็นระบบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าชั้นสูงของยุโรปที่เน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ด้วยมาตรฐานดังกล่าว ทุกขั้นตอนของการผลิต Échiré Milk จึงถูกควบคุมอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การคัดเลือกน้ำนม ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปที่คงคุณภาพและความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบไว้อย่างดีที่สุด คุณภาพที่เรียบง่าย แต่สมบูรณ์แบบ Échiré Milk ผลิตในรูปแบบ UHT Sterilized Milk ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความปลอดภัยของอาหาร พร้อมคงรสชาติและคุณค่าของนมธรรมชาติให้ใกล้เคียงกับความสดใหม่มากที่สุด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ผลิตจาก นมโคแท้ 100% ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สารเติมแต่ง คงความบริสุทธิ์ของนมตามธรรมชาติ แนวคิดของ Échiré คือการปล่อยให้วัตถุดิบคุณภาพสูง “แสดงตัวตน” ของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งการปรุงแต่งที่เกินความจำเป็น สองตัวเลือกแห่งความละมุน ตามสไตล์ที่คุณชอบ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย Échiré Milk จึงมีให้เลือก 2 สูตรหลัก ได้แก่ Échiré Semi-Skimmed Milk (ไขมัน 1.6%) นมสูตรไขมันต่ำที่ยังคงเอกลักษณ์ของความหอมมันแบบฝรั่งเศส เนื้อสัมผัสเบา ดื่มง่าย ให้ความรู้สึกสดชื่น…
โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาลิ้มลองเมนู “ข้าวแช่” สำรับไทยคลายร้อน ณ ห้องอาหารเฟลอริช “ข้าวแช่” สำรับไทยคลายร้อน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในการปรุงและความละเมียดในรสสัมผัส เชฟชัชษร ประทุมมา Executive Sous Chef และเป็นเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้บรรจงรังสรรค์เมนูข้าวแช่ โดยคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงเป็นข้าวแช่พร้อมเครื่องเคียงตำรับชาววัง เริ่มตั้งแต่การคัดสรรข้าวหอมมะลิคุณภาพดี นำมาหุงด้วยกรรมวิธีพิเศษจนได้ข้าวที่เรียงเม็ดสวย จากนั้นนำไปอบควันเทียนเพิ่มความหอม ในส่วนของน้ำลอยดอกไม้สำหรับข้าวแช่ ทางเชฟชัชษรจะนำน้ำมาต้มให้สุกและทิ้งข้ามคืน จากนั้นนำดอกไม้หอมทั้งดอกมะลิและกลีบกุหลาบมอญ มาล้างให้สะอาดและนำใส่ลงในน้ำที่เตรียมไว้ พร้อมอบควันเทียนให้หอมกรุ่น ทำให้สัมผัสความหอมละมุนเมื่อได้ลิ้มลอง เครื่องเคียงรสเลิศเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เชฟชัชษรได้เตรียมไว้ให้คุณได้ลิ้มลองถึง 7 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ลูกกะปิทอด – ที่เลือกกะปิอย่างดีจากคลองโคลนมาย่างให้หอม ก่อนโขลกกับเนื้อปลาดุกย่าง ผัดกับกระชาย, ตะไคร้ และข่า จนได้ที่พร้อมปรุงรสให้กลมกล่อม แล้วจึงปั้นเป็นก้อนกลมพอดีคำ นำมาชุบไข่ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ทานคู่กับกระชายเพิ่มความอร่อย หอมแดงไส้ปลายี่สนผัดหวาน – ใช้หอมแดงโทนลูกใหญ่ คว้านเนื้อในออกและสอดไส้ปลายี่สนผัดหวานเข้าไปแทนที่ จากนั้นนำหอมแดงสอดไส้ลงชุบแป้งลงทอดจนกรอบเหลือง เคล็ดลับการปรุงไส้ปลายี่สนผัดหวาน นำปลายี่สนไปต้มจนสุกและนำมาลอกหนัง แกะก้างออก นำเฉพาะส่วนเนื้อปลาผัดกับน้ำตาลโตนด และน้ำมันหอมเจียวจนได้รสหวานหอม พริกหยวกสอดไส้ – ใช้พริกหยวกเม็ดใหญ่ กรีดตรงกลางเพื่อนำเมล็ดออก สอดไส้ด้วยเนื้อหมูบดผสมเนื้อกุ้งสับ ที่ปรุงรสด้วยรากผักชี กระเทียม และพริกไทย แล้วนำทอดและห่อด้วยแพไข่ทอดสีเหลืองน่ารับประทาน ไชโป๊วผัดหวาน – ทางเชฟเลือกใช้หัวไชโป๊วชั้นดีมาผัดกับน้ำตาลโตนดและน้ำมันหอมเจียว ด้วยไฟอ่อนจนน้ำตาลแห้งเคลือบเนื้อไชโป๊วเป็นเส้นใสมันวาว หวานกลมกล่อม หมูฝอยหรือเนื้อฝอย – นำหมูหรือเนื้อแดดเดียวมานึ่งแล้วฉีกเป็นเส้น จากนั้นทอดแล้วผัดเคลือบน้ำตาล โรยด้วยหอมเจียวเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม ยำมะม่วงกุ้งเสียบ – ที่เชฟนำมะม่วงเขียวเสวย 3 รส ผสมกับมะม่วงแรดรสเปรี้ยว คลุกเคล้าน้ำยำรสชาติจัดจ้าน เติมเต็มความอร่อยด้วยกุ้งเสียบทอดกรอบตัวโตเต็มคำ ผักเครื่องเคียง หรือ ผักแนม – ที่มีทั้งกระชายสด มะม่วงดิบ และผักสดอื่นๆ เป็นตัวช่วยชูให้รสเครื่องเคียงโดดเด่นอีกด้วย สัมผัสความอร่อยของสำรับข้าวแช่ตำรับชาววัง ที่พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้ลิ้มลองทุกวัน ณ ห้องอาหารเฟลอริช โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 5…