เมื่อวันเสาร์ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่คือรันเวย์แห่งรสชาติอิตาเลียนแท้
Patitta P. Writer/ Pol.Capt.Kittin A. Editor

ในโลกแห่งสุนทรียศาสตร์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน วันเสาร์ไม่ใช่เพียงแค่วันหยุดพักผ่อนธรรมดาๆ ค่ะ แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการเฉลิมฉลองชีวิต มิตรภาพ และครอบครัวที่ชาวอิตาเลียนเรียกกันว่า “Sabato Italiano” สัปดาห์นี้ ดิฉันมีโอกาสได้รับคำเชิญให้ไปสัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันสุดสัปดาห์ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ ห้องอาหาร La Scala โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์อาหารอิตาเลียนในรูปแบบ All You Can Eat ที่รังสรรค์ขึ้นโดย เชฟ Andrea Cetani หัวหน้าเชฟผู้หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติดั้งเดิม ซึ่งดิฉันขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาในฐานะคนในวงการอาหารมาหลายทศวรรษเลยว่า นี่คือหนึ่งในมื้อกลางวันวันเสาร์ที่สร้างความตื่นเต้น เจาะลึก และประทับใจให้กับดิฉันมากที่สุดในรอบปี เพราะเชฟไม่ได้ทำบุฟเฟต์เพื่อเน้นปริมาณ แต่เป็นการยกมาตรฐาน Fine Dining มาให้เราทานได้ไม่อั้นต่างหากค่ะ

บรรยากาศภายในห้องอาหาร La Scala ยังคงเปี่ยมไปด้วยความหรูหราทันสมัย แฝงความลุ่มลึกด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงละครโอเปร่าชื่อดัง ทว่าในมื้อวันเสาร์นี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา แสงแดดอ่อนๆ ยามเที่ยงที่ทอดผ่านกระจกบานใหญ่สะท้อนเข้ากับสเตชั่นอาหารที่จัดวางไว้อย่างวิจิตรบรรจง ราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เชฟ Andrea Cetani ได้เลือกใช้แนวคิดการสะท้อนเอกลักษณ์อันหลากหลายของภูมิภาคต่างๆ ในอิตาลี ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ผ่านวัตถุดิบนำเข้าคุณภาพสูงและการปรุงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ต่อจากนี้ดิฉันจะพาทุกท่านไปเจาะลึกในทุกๆ รายละเอียดของสเตชั่นไฮไลท์แบบคำต่อคำ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า… สายกินระดับลึกห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ
1. The Majestic Oyster Bar: อัญมณีแห่งท้องทะเลสดกับหอยนางรมพรีเมียม 3 สายพันธุ์


• Fine de Claire Oysters (หอยนางรมฟินเดอแคล)

เริ่มต้นการเดินทางรสชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วย “Fine de Claire” หอยนางรมระดับตำนานจากชายฝั่งลุ่มน้ำ Marennes-Oléron ประเทศฝรั่งเศส ความพิเศษของสายพันธุ์นี้อยู่ที่กรรมวิธีการเลี้ยงอันเป็นเอกลักษณ์ โดยจะนำหอยไปขุนต่อในบ่อโคลนน้ำกร่อยธรรมชาติที่เรียกว่า “Claire” ทำให้เนื้อหอยซึมซับรสชาติของแร่ธาตุและสาหร่ายทะเลเฉพาะถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม สัมผัสแรกที่ลิ้นของดิฉันสัมผัสคือความเค็มสดชื่นจางๆ ของน้ำทะเลแท้ๆ (Briny) ก่อนจะตามด้วยรสหวานละมุนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อสัมผัสมีความนุ่มนวลฉ่ำน้ำแต่ไม่เหลวจนเกินไป เชฟ Andrea นำเสนอโดยจัดวางอย่างงดงามบนน้ำแข็งบดละเอียดเพื่อรักษาอุณหภูมิที่ 4 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุด กลิ่นอายของไอทะเลโชยขึ้นมาจางๆ ชวนให้เจริญอาหาร เมื่อรับประทานคู่กับเครื่องเคียงแบบดั้งเดิมอย่างซอส Mignonette ที่ทำจากไวน์แดงและหอมแดงสับ หรือบีบมะนาวเลมอนสดลงไปเล็กน้อย รสเปรี้ยวจะเข้าไปตัดและชูความหวานตามธรรมชาติของหอยนางรมออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนักค่ะ
• Gillardeau Oysters (หอยนางรมจีราโด่)

ถัดมาคือ “Gillardeau” หอยนางรมที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘Rolls-Royce แห่งโลกหอยนางรม’ จากตระกูลผู้เลี้ยงหอยเก่าแก่ระดับมาสเตอร์ของฝรั่งเศส ความพิเศษที่ทำให้ดิฉันต้องตื่นตะลึงทุกครั้งที่ทานคือความอวบอิ่มและเนื้อที่แน่นฟูเต็มฝาอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากการเลี้ยงที่พิถีพิถันยาวนานถึง 4 ปี และต้องย้ายแหล่งน้ำถึง 4 ครั้งเพื่อรับสารอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด รสชาติของ Gillardeau มีความสลับซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยมิติ โดยมีรสเค็มไอโอดีนแบบพอดี นำตามด้วยความหวานเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายถั่วฮาเซลนัทและเนยสดชั้นดี เนื้อสัมผัสมีความกรุบเด้งสู้ฟันเคี้ยวสนุก ซึ่งหาไม่ได้ในหอยนางรมสายพันธุ์อื่น การนำเสนอของเชฟเน้นความเรียบหรู โชว์ความสดใหม่ระยิบระยับของเนื้อหอยที่มีตราประทับรูปตัวอักษร “G” เล็กๆ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการการันตีคุณภาพระดับโลก ดิฉันแนะนำให้ลองรับประทานแบบเปล่าๆ โดยไม่ใส่น้ำจิ้มใดๆ เพื่อซึมซับความครีมมี่และกลิ่นหอมอบอวลยาวนานในปาก (Long-lasting Finish) ที่หรูหราอย่างแท้จริง
• Tsarskaya Oysters (หอยนางรมซาร์สกายา)

หอยนางรมตัวที่สามในไลน์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “Tsarskaya” หอยนางรมสายพันธุ์พิเศษที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิแห่งรัสเซีย (Tsars) ในอดีต สายพันธุ์นี้ถูกเลี้ยงในอ่าว Cancale ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและบริสุทธิ์ ส่งผลให้เนื้อหอยมีความกรอบและแน่นเป็นพิเศษกว่าสายพันธุ์ใดๆ รสสัมผัสแรกของ Tsarskaya จะมีความไอโอดีนที่เด่นชัด ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่นเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ รสชาติมีความหวานมันปิดท้ายคล้ายกับน้ำนมและอัลมอนด์อบ กลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีความคาวแม้แต่น้อย เชฟจัดวางหอยนางรมนี้เคียงข้างกับเครื่องปรุงรสต่างๆ อย่างพิถีพิถัน รวมถึงน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทยรสจัดจ้านสำหรับผู้ที่ชอบความร้อนแรง แต่สำหรับดิฉันแล้ว การหยดซอสพริกทาบาสโกเพียงหนึ่งหยดลงบนเนื้อหอย Tsarskaya จะช่วยชูรสชาติความมันและความกรอบของเนื้อหอยให้เด่นชัดขึ้นมาอย่างน่าประทับใจที่สุดค่ะ
2. Premium Crudo: มิติใหม่แห่งอาหารทะเลดิบสไตล์อิตาเลียน

• Salmon Carpaccio with Passionfruit & Artichoke

มาถึงเมนูจานเย็นที่ดิฉันขอยกตำแหน่ง “Masterpiece” ประจำสเตชั่นให้ นั่นคือ “Salmon Carpaccio with Passionfruit & Artichoke” จานนี้เชฟ Andrea แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะในการจับคู่รสชาติ (Flavor Pairing) ได้อย่างไร้ที่ติ เชฟนำเนื้อปลาแซลมอนแอตแลนติกเกรดพรีเมียมที่มีชั้นไขมันแทรกอย่างงดงามมาสไลส์จนบางเฉียบ จัดวางเรียงเป็นแผ่นสวยงามเต็มจาน นำเสนอสีชมพูส้มสดใส ราดด้วยซอสเสาวรส (Passionfruit) ที่มีความเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมเข้มข้นสะดุดตา ความเปรี้ยวธรรมชาติของเสาวรสนี้ทำหน้าที่ตัดความมันเลี่ยนของปลาแซลมอนได้อย่างเฉียบคม เพิ่มมิติด้วยอาร์ติโชก (Artichoke) หมักที่ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบและรสชาติมันๆ ออกแนวเอิร์ธโทน โรยหน้าด้วยน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นและพริกไทยดำบดใหม่ ทุกคำที่ตักเข้าปากจะได้ความนุ่มละมุนของปลาที่ละลายในปาก ผสานความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากเสาวรสและกลิ่นหอมสมุนไพร เป็นจานที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งอาหารอิตาเลียนสมัยใหม่ได้อย่างงดงามเหลือเกินค่ะ
• Scallop, Shrimps, and Tuna Crudo

ในส่วนของอาหารทะเลสดแช่เย็นชิ้นอื่นๆ เชฟได้นำเสนอ “Scallop” (หอยเชลล์) “Shrimps” (กุ้ง) และ “Tuna” (ทูน่า) ในรูปแบบของ Crudo หรืออาหารทะเลดิบสไตล์อิตาเลียนที่เน้นความสดบริสุทธิ์ของวัตถุดิบ หอยเชลล์เนื้อขาวนวลถูกสไลส์อย่างประณีต ให้รสสัมผัสที่หวานนุ่มและละมุนลิ้น กุ้งเนื้อแน่นลวกสุกกำลังดีในอุณหภูมิที่แม่นยำเพื่อล็อกความหวานและเนื้อที่กรอบเด้ง

ส่วนเนื้อปลาทูน่าสีแดงทับทิมส่องประกายสไลส์เป็นชิ้นพอดีคำ ให้รสสัมผัสที่สะอาดและนุ่มเนียน ไร้กลิ่นคาว เชฟจัดวางอาหารทะเลเหล่านี้บนสเตชั่นน้ำแข็งอย่างอลังการ รายล้อมด้วยซอสและเครื่องปรุงหลากชนิด เช่น น้ำมันมะกอกอินฟิวส์ด้วยผิวมะนาวเลมอน เกลือสมุทรผลึกบาง (Sea Salt Flakes) และพริกไทยสีชมพู การรับประทานอาหารทะเลเหล่านี้ชวนให้นึกถึงบรรยากาศชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันสดใส ที่ซึ่งความเรียบง่ายและการเคารพในรสชาติที่แท้จริงของธรรมชาติคือหัวใจสำคัญสูงสุด

3. Artisanal Formaggi & Curated Salumi: สวรรค์ของคนรักชีสและโคลด์คัทนำเข้า
• The Premium Cheese Selection (ชีสนำเข้า 6 ชนิดยอดนิยม)

สำหรับคนรักชีส สเตชั่นชีสนำเข้าทั้ง 6 ชนิดคือสวรรค์บนดินที่แท้จริง เชฟคัดสรรชีสที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกันจากหลากหลายภูมิภาคของอิตาลี เริ่มต้นจาก “Parmigiano-Reggiano” ราชาแห่งชีสจากแคว้นเอมิเลีย-โรมานยาที่บ่มนานจนเกิดผลึกแคลเซียมกรุบกรอบ รสชาติเข้มข้นเค็มมันและเต็มไปด้วยอูมามิ ตามมาด้วย “Gorgonzola Dolce” บลูชีสเนื้อครีมมี่นุ่มละมุนที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวอันทรงพลังแต่ทานง่าย รสชาติหวานมันเค็มปลาย “Taleggio” ชีสเปลือกล้างที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มยืด กลิ่นเข้มแต่รสชาติกลมกล่อมออกเปรี้ยวผลไม้จางๆ

“Pecorino Romano” ชีสนมแกะรสจัดจ้านที่มีความเค็มคมชัดเจนเหมาะกับการทานคู่กับผลไม้ “Mozzarella di Bufala” ชีสนมควายสดที่นุ่มฉ่ำน้ำนม มอบความครีมมี่บริสุทธิ์ และสุดท้ายคือ “Asiago” ชีสรสละมุนจากแคว้นเวเนโต ทั้งหมดนี้จัดวางอย่างวิจิตรคู่กับผลไม้แห้ง ถั่ววอลนัท น้ำผึ้งป่า และแยมผลไม้โฮมเมด การจัดจานเน้นความคลาสสิกโชว์ก้อนชีสขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมการกินของอิตาเลียนอย่างแท้จริงค่ะ

• The Curated Cold Cuts (โคลด์คัทระดับตำนาน 6 ชนิด)

ไลน์โคลด์คัท (Cold Cuts) ทั้ง 6 ชนิดของ La Scala ถูกสไลส์ด้วยเครื่องสไลส์ทองเหลืองแบบหมุนมือดั้งเดิมจนบางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษ เพื่อให้อากาศแทรกซึมและดึงกลิ่นหอมของไขมันหมูออกมาได้ดีที่สุด ไฮไลท์อยู่ที่ “Prosciutto di Parma” พาร์มาแฮมดิบชื่อดังที่บ่มด้วยเกลือทะเลนานกว่า 18 เดือนจนได้รสชาติที่หวานเค็มกลมกล่อมและละลายในปาก “Salame di Milano” ซาลามีเนื้อละเอียดที่มีกลิ่นหอมของกระเทียมและไวน์แดง

“Mortadella Bologna” โบโลญญาแฮมชิ้นโตแทรกมันและพิสตาชิโอ มอบกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม “Coppa Piacentina” สันคอหมูหมักเครื่องเทศที่มีชั้นไขมันแทรกสวยงาม รสชาติเข้มข้นจัดจ้าน “Bresaola” เนื้อวัวตากแห้งส่วนเนื้อแดงสีเข้มรสลุ่มลึก และ “Pancetta” หมูสามชั้นม้วนรมควัน กลิ่นหอมอบอวล เสิร์ฟพร้อมกับแตงกวาดอง มะกอกอิตาเลียน และคาเปเปอร์ ช่วยตัดรสชาติมันเค็มได้อย่างสมบูรณ์แบบ จัดวางบนเขียงไม้บอร์ดขนาดใหญ่ ดูหรูหราน่ารับประทานเป็นที่สุดค่ะ

4. The Immersive Zuppa Station: ความอบอุ่นในซุปหอยปรุงสดอินเตอร์แอคทีฟ

• Zuppa di Cozze e Vongole (ซุปหอยแมลงภู่และหอยตลับสไตล์อิตาเลียน) อีกหนึ่งจุดที่ดิฉันขอย้ำว่าไม่ควรพลาดคือ สเตชั่นซุปหอยอิตาเลียนปรุงสดใหม่ที่ส่งกลิ่นหอมโชยดึงดูดใจไปทั่วทั้งห้องอาหาร ในหม้อทองเหลืองใบใหญ่บรรจุซุปซีฟู้ดสีทองเข้มข้นที่เคี่ยวจากเปลือกหอย ผักสมุนไพร และไวน์ขาว อัดแน่นไปด้วยเนื้อหอยแมลงภู่สดและหอยตลับรสหวานฉ่ำ ตัวน้ำซุปให้รสสัมผัสที่ร้อนแรง กลมกล่อมลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรอย่างใบพาสลีย์และกระเทียม ความสนุกและพิเศษของสเตชั่นนี้คือ

ความเป็นอินเตอร์แอคทีฟที่เปิดโอกาสให้ดิฉันและแขกทุกท่านสามารถตักซุปและเนื้อหอยได้ตามใจชอบ พร้อมทั้งเลือกเติมคอนดิเมนต์และเครื่องเคียงต่างๆ ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นพริกไทยดำบด ผิวเลมอนขูด และที่ดิฉันประทับใจที่สุดคือ “น้ำมันพริกโฮมเมด” (Olio Santo) ที่ให้ความเผ็ดร้อนละมุนและกลิ่นหอมกรุ่น เมื่อตักซุปซดร้อนๆ คู่กับขนมปังฟอคคาเซีย (Focaccia) ออบสดใหม่จากเตาที่กรอบนอกนุ่มใน รสชาติความหวานของหอยผสานกับความเผ็ดร้อนของน้ำมันพริกจะสร้างความอบอุ่นและสร้างความสุขให้กับมื้ออาหารได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ

5. The Garden-Fresh Insalata Corner: ความสดชื่นระดับพรีเมียมจากสเตชั่นสลัด

ไลน์สลัดของ La Scala ไม่ใช่แค่ผักเคียงจานค่ะ แต่เชฟ Andrea ได้รังสรรค์สลัดสไตล์อิตาเลียนคลาสสิกทั้ง 6 ชนิดนี้ให้มีเอกลักษณ์และมิติรสชาติที่ลุ่มลึก เพื่อทำหน้าที่เปิดประสาทรับรสและตัดสลับกับจานหลักได้อย่างงดงาม
1. Cucumber Salad (สลัดแตงกวาและผลทับทิม):

จานนี้โดดเด่นด้วยความสดชื่นระยิบระยับ เชฟฝานแตงกวาเป็นแผ่นบางยาวประดุจผืนริบบิ้น ม้วนสลับกับผักสลัดใบแดง เพิ่มมิติความกรุบกรอบและความหวานอมเปรี้ยวด้วยเมล็ดทับทิมสีแดงสด มะเขือเทศเชอร์รี่สีเหลือง และกลีบดอกไม้ทานได้ เป็นสลัดที่ให้ความรู้สึก Crisp และเบาสบายล้างเพดานปากได้อย่างหมดจด
2. Caesar Salad (ซีซาร์สลัดตำรับคลาสสิก):

ผักร็อกเก็ตและผักสลัดใบเขียวสดกรอบ คลุกเคล้ากับน้ำสลัดซีซาร์โฮมเมดรสเข้มข้นกลมกล่อม ท็อปด้านบนด้วยซันดรายทอมะเขือเทศ (Sun-dried Tomatoes) รสเปรี้ยวหวานเข้มข้น เพิ่มความมันลุ่มลึกด้วยชีสพาร์มิเจียโน-เรจจาโน (Parmigiano-Reggiano) ที่สไลส์มาเป็นแผ่นบางกำลังดี เป็นรสชาติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
3. Artichoke Salad (สลัดอาร์ติโชกและทูน่า):

สลัดที่รวมเอาความเอิร์ธโทนของอาร์ติโชกหมักมาผสานกับเนื้อทูน่าเกรดพรีเมียมแร่เป็นชิ้น คลุกเคล้ากับผักสลัดใบเขียวและแดง เพิ่มความมันด้วยไข่ต้มสุกกำลังดีและมะเขือเทศเชอร์รี่ ให้รสสัมผัสที่อิ่มเอมและซับซ้อนในทุกคำ
4. Nizzarda Salad (อินซาลาตา นิซซาร์ดา):

อีกหนึ่งเวอร์ชันของสลัดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนยอดนิยม เชฟเลือกใช้ผักคอส (Romaine) ใบใหญ่สดกรอบ ราดด้วยน้ำสลัดสูตรเฉพาะ โรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ (Croutons) ไข่ต้ม และชีสพาร์เมซานแผ่นใหญ่ เพิ่มความสุนทรีย์ทางสายตาด้วยการประดับดอกดาวเรืองและดอกไม้ทานได้สีสันสดใสชวนรับประทาน
5. Caprese Salad (สลัดคาเปรเซ่):

ตัวแทนแห่งสีสันธงชาติอิตาลีที่เน้นความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบ ชีสมอสซาเรลล่านมควาย (Mozzarella di Bufala) เนื้อนุ่มหนึบละมุนลิ้น ทานคู่กับมะเขือเทศแฮร์ลูมสดฉ่ำ และใบโหระพาอิตาเลียนหอมกรุ่น ราดด้วยน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นและบาลซามิกรีดักชั่นรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม
6. Fennel Orange & Olive Salad (สลัดฟินเนล ส้ม และมะกอกดำ):

จานไฮไลท์สไตล์ซิซิเลียนที่ดิฉันโปรดปรานมาก ฟินเนล (ลูกผักชีล้อม) สไลส์บางเฉียบจนส่งกลิ่นหอมคล้ายอนิส (Anise) จางๆ ตัดกับเนื้อส้มสดชิ้นโตที่สกัดเอาความหวานฉ่ำออกมาอย่างเต็มที่ เพิ่มความเค็มมันลุ่มลึกด้วยมะกอกดำ คลุกเคล้าน้ำมันมะกอกชั้นเลิศ เป็นรสชาติที่ตื่นตัวและเปิดมิติใหม่แห่งการทานสลัดอย่างแท้จริง
6. Le Pizze Artigianali: พิซซ่าโฮมเมดอบเตาถ่านตำรับดั้งเดิม

- Pizza con Pere e Gorgonzola (พิซซ่าหน้าลูกแพรและชีสหน้าโฮมเมด) เมื่อขยับมาที่ไลน์จานร้อน ดิฉันสะดุดตาทันทีกับพิซซ่าโฮมเมดแป้งโดว์สดจานนี้ค่ะ ตัวแป้งถูกนวดและอบในเตาอบอุณหภูมิสูงจนขอบฟูพอง กรอบนอกนุ่มหนึบด้านใน และมีรอยไหม้เกรียมจางๆ (Leopard Spotting) อันเป็นสัญลักษณ์ของพิซซ่าชั้นเลิศ เชฟรังสรรค์ในรูปแบบ White Base (ไม่ใส่ซอสมะเขือเทศ)

โดยใช้ความครีมมี่และเค็มมันเข้มข้นของชีสอิตาเลียน (คาดว่าเป็น Gorgonzola หรือ Taleggio เกรดพรีเมียม) นำมาจับคู่กับความหวานฉ่ำนุ่มนวลของลูกแพร (Pear) ที่ต้มมาจนนุ่มพอดิบพอดี การผสมผสานระหว่างความเค็มมันของชีสและความหวานธรรมชาติของผลไม้สร้างรสสัมผัสแบบ Dolce-Salato (Sweet & Savory) ที่หรูหรา คลาสสิก และตัดเลี่ยนได้อย่างอัศจรรย์ เป็นพิซซ่าระดับกูร์เมต์ที่สายแป้งต้องหลงรักค่ะ
7. The Grand Guéridon Theatre: มหากาพย์จานหลักจากรถเข็นทอเร่และบริการแล่ข้างโต๊ะ


ไฮไลท์สูงสุดที่ยกระดับมื้อ All You Can Eat นี้ให้กลายเป็น Fine Dining อย่างสมบูรณ์แบบ คือการนำวัฒนธรรมการบริการระดับลักชัวรีอย่าง Guéridon Service (บริการรถเข็นข้างโต๊ะ) กลับมาโลดแล่น โดยเชฟจะเข็นรถทอเร่คันใหญ่ที่มีจานหลักชิ้นโตมาทำการแล่ แบะเนื้อ และจัดจานให้เราชมกันแบบสดๆ ถึงข้างโต๊ะ มอบประสบการณ์แบบอินเตอร์แอคทีฟที่ทั้งตื่นตาตื่นใจและคงความร้อนกรุ่นของอาหารไว้ได้ดีที่สุดค่ะ
- ซี่โครงแกะย่างบาร์บีคิวสไตล์อิตาเลียน (Grilled Lamb Rack):

- ซี่โครงแกะส่วนที่สวยที่สุด ถูกนำไปย่างและอบด้วยเทคนิคขั้นสูงจนได้ความสุกระดับ Medium Rare ที่สมบูรณ์แบบ เนื้อด้านในยังคงเป็นสีชมพูโรสซี่ฉ่ำวาว น่ารับประทานเป็นที่สุด และที่ดิฉันต้องชมคือเนื้อแกะนุ่มจนแทบละลายในปากและไร้กลิ่นสาบอย่างสิ้นเชิง เชฟจะทำการแล่แยกชิ้นซี่โครงโชว์ความฉ่ำต่อหน้า ราดด้วยซอสเกรวี่บาร์บีคิวรสเข้มข้นกลมกล่อม เสิร์ฟเคียงคู่กับมันบด (Potato Purée) เนื้อเนียนละเอียดดุจผืนกำมะหยี่ ผักย่างรากไม้เนื้อหวาน และแต้มด้วยซอสสมุนไพรสีเขียวสด (Salsa Verde / Mint Oil) ที่ให้ความสดชื่นตัดรสชาติได้อย่างไร้ที่ติค่ะ

- ปลาอบทั้งตัวตำรับดั้งเดิม (Whole Baked Fish – Pesce al Cartoccio):

- สำหรับคนรักอาหารทะเล จานนี้คือที่สุดค่ะ เชฟนำปลาทะเลตัวโตมาอบทั้งตัวในห่อกระดาษไขอบเกลือ เพื่อล็อกความชุ่มชื้น ควัน และน้ำหวานธรรมชาติของเนื้อปลาไว้ภายในอย่างครบถ้วน เมื่อรถเข็นมาถึงข้างโต๊ะ เชฟจะใช้ความชำนาญในการลอกหนังแยกก้างต่อหน้าอย่างประณีต จนได้เนื้อปลาสีขาวนวลบริสุทธิ์ฟูหนานุ่ม เสิร์ฟลงบนจานร้อนๆ ราดซอสสูตรละมุน เคียงด้วยมันบดและผักย่างเช่นเดียวกัน เนื้อปลามีความสด หวานธรรมชาติ และฉ่ำน้ำ (Juicy) มาก เป็นจานหลักที่เรียบหรูทว่าเปี่ยมด้วยทักษะชั้นสูงชั้นเลิศค่ะ

8. The Artisanal Primi Piatti: มหากาพย์พาสต้าเส้นสดและรีซอตโต้ระดับมาสเตอร์พีซ

ในวัฒนธรรมการทานอาหารอิตาเลียน จาน “Primi” คือบทพิสูจน์ฝีมือและความเข้าใจในศาสตร์แห่งแป้งและข้าวของเชฟอย่างแท้จริงค่ะ ที่ La Scala เชฟ Andrea นำเสนอพาสต้าเส้นสดปรุงจานต่อจานและรีซอตโต้ที่เคี่ยวจนได้เนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบ โดยแยกรายละเอียดความฟินออกเป็นรายจานดังนี้ค่ะ
The Pasta Selection (พาสต้าเส้นสดปรุงมือ)
1. Fettuccine Truffle (เฟตตูชินีเส้นสดซอสครีมพาร์เมซานและแบล็กทรัฟเฟิล):

จานนี้คือสวรรค์ของคนรักทรัฟเฟิลที่แท้จริงค่ะ เส้นเฟตตูชินีแบบเส้นสด (Fresh Pasta) ที่เชฟรีดเองหนานุ่มและมีความเหนียวนุ่มหนึบ (Al Dente) อย่างพอดิบพอดี ตัวเส้นสามารถอุ้มน้ำซอสครีมพาร์เมซาน (Parmesan Cream) ที่เคี่ยวจนข้นคลักแต่ไม่เลี่ยนได้อย่างดีเยี่ยม ไฮไลท์คือกลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแบล็กทรัฟเฟิล (Black Truffle) ที่โชยขึ้นมาแตะจมูกทันทีที่เสิร์ฟ รสชาติเค็มมันละมุนลิ้น คลุกเคล้าเข้ากันได้อย่างลุ่มลึกและหรูหรามากค่ะ
2. Spaghetto al Pomodoro (สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศเชอร์รี่และน้ำมันใบโหระพา):

ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยอัจฉริยะในการปรุง เชฟเลือกใช้เส้นสปาเก็ตตี้ต้มระดับคลาสสิก คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศเชอร์รี่สดเข้มข้น เพิ่มมิติความหอมสดชื่นด้วยน้ำมันใบโหระพาอิตาเลียน (Basil Oil) สีเขียวมรกต และท็อปด้วยมะเขือเทศเชอร์รี่คอนฟิต (Cherry Tomato Confit) ที่ผ่านการอบไฟต่ำจนรสหวานจัดจ้านระเบิดในปาก เป็นจานที่ให้รสสัมผัสเปรี้ยวหวานสดชื่นล้างความมันได้เป็นอย่างดี
3. Rigatone Cacio e Pepe (ริกาโตนีซอสชีสพาร์เมซานและพริกไทยดำ):

เมนูคลาสสิกแห่งกรุงโรมที่ดูเหมือนง่ายแต่ทำให้อร่อยระดับนี้ยากมากค่ะ เส้นริกาโตนีทรงท่อขนาดใหญ่มีรอยหยักรอบเส้น ช่วยดึงซอส Cacio e Pepe ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างชีสเปคอริโนสไลส์ (Pecorino Sliced) และพริกไทยดำบดใหม่ (Black Pepper) ให้เคลือบทั่วทุกอณู รสชาติเค็มคม จัดจ้าน และมีความเผ็ดร้อนจางๆ ของพริกไทยติดที่ปลายลิ้น เป็นจานที่เข้มข้นดุดันสไตล์โรมันแท้ๆ
The Masterful Risotto (รีซอตโต้เนื้อสัมผัส All’onda)
4. Risotto Gorgonzola Pere e Noci (รีซอตโต้ชีสกอร์กอนโซล่า ลูกแพรเชื่อม และวอลนัทอบ):

จานนี้ดิฉันขอยกให้เป็นความกล้าหาญในการจับคู่รสชาติที่ลงตัวที่สุด ข้าวรีซอตโต้เม็ดสวยเคี่ยวในน้ำสต็อกจนแกนกลางยังมีความกรุบเล็กน้อย คลุกเคล้ากับบลูชีสกอร์กอนโซล่า (Gorgonzola Cheese) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหอมมันและรสชาติที่เข้มข้น เพิ่มความสุนทรีย์ด้วยรสหวานละมุนจากลูกแพรเชื่อมในน้ำเชื่อม (Pear cooked in syrup) และตัดเนื้อสัมผัสด้วยความกรุบกรอบของวอลนัทอบ (Roasted Walnut) เป็นความต่างขั้วระหว่างคาว-หวานที่เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ
5. Risotto alla Boscaiola (รีซอตโต้ซอสไส้กรอกอิตาเลียนและเห็ดป่า):

จานนี้มอบความรู้สึกอบอุ่นสไตล์ชนบทอิตาเลียน (Rustic Luxury) เนื้อข้าวรีซอตโต้ฉ่ำซอสอัดแน่นไปด้วยไส้กรอกอิตาเลียนย่าง (Roasted Sausages) ที่ให้รสเค็มมันและกลิ่นหอมของเครื่องเทศเฉพาะตัว ผสานเข้ากับความหวานอูมามิธรรมชาติจากเห็ดป่านานาชนิด (Wild Mushroom) รสชาติกลมกล่อม ลุ่มลึก และอิ่มเอมใจในทุกคำที่ตักทาน
6. Risotto di Mare (รีซอตโต้ทะเลรวมมิตรและซอสคาลามารี):

ยกความสดชื่นจากชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนมาไว้บนจาน ข้าวรีซอตโต้ถูกเคี่ยวด้วยน้ำสต็อกซีฟู้ดเข้มข้น ผสานรสชาติลุ่มลึกจากซอสแร็กกูปลาหมึก (Calamari Ragu) ท็อปด้านบนด้วยอาหารทะเลรวมมิตร (Mixed Seafood) ทั้งกุ้ง หอย และปลาหมึกสดเด้ง ตัดรสชาติให้สมดุลด้วยมะเขือเทศคอนฟิต (Confit Tomato) รสเปรี้ยวอมหวาน จานนี้เปี่ยมไปด้วยไอโอดีนและรสชาติแห่งท้องทะเลที่สดชื่นบริสุทธิ์ค่ะ
9. I Dolci: ปัจฉิมบทแห่งความหวานกับสเตชั่นขนมหวานและเจลาโต้โฮมเมด

การปิดท้ายมื้ออาหารอันสมบูรณ์แบบสไตล์อิตาเลียนจะขาดขนมหวานไปไม่ได้เลยค่ะ ที่สเตชั่นของหวานเชฟเบเกอรี่ของ La Scala ได้รังสรรค์เค้กชิ้นเอกและไอศกรีมโฮมเมดรสเลิศมาให้ลิ้มลองอย่างจุใจ
1. Classic Tiramisu (ทิรามิสุสูตรดั้งเดิม):

ของหวานประจำชาติอิตาเลียนที่ทำออกมาได้ไร้ที่ติ เนื้อครีมมาสคาร์โปนชีสเนียนนุ่มดุจปุยเมฆ สลับชั้นกับเลดี้ฟิงเกอร์ที่ชุ่มฉ่ำด้วยกาแฟเอสเพรสโซรสเข้มข้นและเหล้าหอมๆ โรยหน้าด้วยผงโกโก้พรีเมียม รสชาติหวานขมกลมกล่อมละลายในปาก
2. Torta Caprese (เค้กช็อกโกแลตอัลมอนด์ไร้แป้ง):

เค้กช็อกโกแลตสูตรคลาสสิกจากเกาะคาปรี ความพิเศษคือไม่มีส่วนผสมของแป้ง แต่ใช้ถั่วอัลมอนด์บดละเอียดแทน ทำให้เนื้อเค้กมีความแน่น ชุ่มฉ่ำ (Fudgy) และเข้มข้นไปด้วยรสโกโก้แท้ ผสานความมันหอมของอัลมอนด์ในทุกคำ
3. Caprese Cake (เค้กแอปเปิลสไตล์คาปรี):

แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความแน่นและฉ่ำของเนื้อเค้กที่เต็มไปด้วยชิ้นแอปเปิลสดสอดแทรกอยู่ทั่วทั้งก้อน หน้าเค้กให้ความรู้สึกที่กรุบกรอบเล็กน้อยจากการอบจนเป็นสีน้ำตาลทอง ตัดกับเนื้อเค้กที่นุ่มหนึบมีความชื้นกำลังดี ไม่แห้งฝืดคอ รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวจากแอปเปิลช่วยตัดเลี่ยนได้ดีมาก ยิ่งได้รับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศที่อบมาพร้อมกับผลไม้ ยิ่งทำให้เค้กจานนี้มีมิติที่ลึกซึ้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบขนมสไตล์โฮมเมดที่เน้นรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบหลักอย่างแอปเปิลเป็นหัวใจสำคัญครับ
4. Torta di Rose (เคกกุหลาบอิตาเลียน):

เมื่อเห็นครั้งแรกจะสะดุดตากับรูปทรงที่เรียงร้อยกันเป็นช่อดอกไม้สวยงาม ขนมชนิดนี้โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่ผสมผสานระหว่างขนมปังบริยอชและขนมหวานที่มีความนุ่มฟูและฉ่ำเนย เมื่อกัดเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความละมุนละไมของแป้งที่หมักได้ที่ หอมกลิ่นเนยสดที่อบอวลอยู่ในทุกชั้นของการม้วน การโรยน้ำตาลไอซ์ซิ่งด้านบนช่วยเพิ่มความหวานละมุนที่ลงตัว ทำให้เป็นเมนูที่ทานคู่กับกาแฟยามบ่ายแล้วเข้ากันได้อย่างวิเศษที่สุด
5. Artisanal Homemade Gelato (เจลาโต้โฮมเมดเนื้อเหนียวหนึบ):

ไอศกรีมเจลาโต้ที่เชฟทำเองสดๆ มีให้เลือกหลากหลายรสชาติยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น รสพิทาชิโอ้ (Pistachio) ที่หอมมันถั่วเข้มข้นสะใจ, รสนมสด (Fior di Latte) หวานละมุนนุ่มนวล, รสสตรอเบอร์รี่ (Strawberry) เปรี้ยวหวานสดชื่นดุจผลไม้สด และ รสช็อกโกแลต (Dark Chocolate) เข้มข้นลุ่มลึก ชวนให้ตักทานซ้ำได้ไม่รู้เบื่อค่ะ
6. Seasonal Fresh Fruits (ผลไม้สดคัดพิเศษตามฤดูกาล):

ปิดท้ายอย่างเบาสบายล้างปากด้วยผลไม้สดนานาชนิดที่เชฟคัดสรรมาอย่างประณีต หั่นชิ้นพอดีคำ จัดวางอย่างสวยงาม ทั้งหวานฉ่ำและสดชื่น เป็นการจบบทสนทนาแห่งมื้อ Sabato Italiano ได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจที่สุดค่ะ
บทสรุปความประทับใจจากบรรณาธิการ


ประสบการณ์ “Sabato Italiano” ณ La Scala ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องของความหลากหลายของไลน์อาหาร All You Can Eat เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ “คุณภาพ” ของทุกจานที่เสิร์ฟออกมา เชฟ Andrea Cetani สามารถรักษามาตรฐานอาหารระดับ Fine Dining เอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

ตั้งแต่ความสดใหม่ไร้ที่ติของอาหารทะเลดิบ ไปจนถึงความประณีตในการคัดสรรชีสและโคลด์คัท ในราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับระดับการบริการและวัตถุดิบพรีเมียมขนาดนี้ สำหรับท่านที่กำลังมองหาสถานที่สังสรรค์ในวันเสาร์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ดิฉันขอแนะนำให้รีบสำรองที่นั่งล่วงหน้า!

รายละเอียดและข้อมูลการสำรองที่นั่ง: Sabato Italiano Saturday Lunch

- สถานที่: ห้องอาหาร La Scala, โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพฯ (The Sukhothai Bangkok)
- เวลาให้บริการ: วันเสาร์ที่กำหนด (กรุณาเช็กตารางล่วงหน้ากับทางโรงแรม) เวลา 12.00 – 14.30 น.
- ราคา: 2,200++ บาท ต่อท่าน (ไม่รวมเครื่องดื่ม)
- เบอร์โทรศัพท์: +66 (0) 2344 8888
- อีเมล: [email protected]
Kin Review

Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์
รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
![[Review] Sabato Italiano ณ La Scala: มหากาพย์วันเสาร์สไตล์อิตาเลียน All You Can Eat สุดพรีเมียม โดยเชฟ Andrea Cetani แห่ง The Sukhothai Bangkok Hotel](https://www.kinandleisure.com/wp-content/uploads/2026/05/LINE_ALBUM_review-kinandleisure-_260514_37jpg-sabato-italiano-chef-andrea-cetanijpg-la-scala-the-sukhothai-bangkok-review-1024x768.jpg)