มนต์เสน่ห์แห่งลาตินอเมริกาที่กรุงเทพฯ: รีวิวค่ำคืนประวัติศาสตร์ Mexican Gala Night ณ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ



หากพูดถึงค่ำคืนพิเศษที่ผสานเอาความมีชีวิตชีวา สีสันอันร้อนแรง และความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมอาหารเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว งานกาล่าดินเนอร์ระดับลักชูรีถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักชื่นชอบอาหารต่างเฝ้ารอคอย

และเมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและลิ้มรสความอร่อยในค่ำคืน Mexican Gala Night ณ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ

ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างโรงแรมบันยันทรีและสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกมาเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

งานในค่ำคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้ออาหารค่ำธรรมดา แต่เป็นการเดินทางข้ามทวีปผ่านรสชาติ วัตถุดิบชั้นเลิศ และเทคนิคการทำอาหารร่วมสมัยที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งเม็กซิโกได้อย่างแท้จริง

หากจะพูดถึงค่ำคืนที่หลอมรวมเอาวัฒนธรรมอันจัดจ้านของประเทศเม็กซิโกเข้ากับความหรูหราใจกลางกรุงเทพมหานครได้อย่างไร้ที่ติ งาน Mexican Gala Night ณ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ถือเป็นหมุดหมายที่สร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่านตั้งแต่ก้าวแรกที่มาเยือน

และก่อนที่เราจะขึ้นไปสัมผัสกับดินเนอร์คอร์สสุดหรูบนห้องอาหาร Saffron Grill ผม (พีท) อยากพาทุกท่านย้อนกลับมาดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขในพาร์ตแรก

ซึ่งจัดขึ้น ณ Sensation Bar บาร์โฉมใหม่ที่เนรมิตขึ้นบนพื้นที่เดิมของล็อบบี้โรงแรม พื้นที่แห่งนี้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งสีสัน เสียงดนตรี และกลิ่นอายละตินอเมริกาอันเร่าร้อน

พร้อมเปิดฉากค่ำคืนด้วยคานาเป้สุดครีเอท คาเวียร์พรีเมียมจากหัวหิน และการแสดงพื้นบ้านเม็กซิโกที่สะกดทุกสายตา

สัมผัสแรกแห่งความอลังการ: ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเม็กซิกัน ณ Sensation Bar

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ Sensation Bar บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนผ่านสู่ดินแดนจังโก้ทันทีด้วยการต้อนรับอันอบอุ่นและตื่นตาตื่นใจ กับโชว์ระบำพื้นบ้านเม็กซิโกที่เหล่านักแสดงสวมใส่ชุดประจำชาติสีสันสดจัดจ้าน ทั้งกระโปรงบานพลิ้วไหวสลับลายริบบิ้นหลายหลากสี และเครื่องประดับศีรษะขนนกอลังการ

ท่วงท่าการร่ายรำที่แข็งแกร่งแต่พริ้วไหวไปตามจังหวะดนตรีลาติน ช่วยปลุกพลังความมีชีวิตชีวาและสร้างรอยยิ้มให้กับแขกในงานได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นพิธีต้อนรับ (Welcome Reception) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงพลัง สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดของทางโรงแรมบันยันทรีและสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกที่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสจิตวิญญาณความเป็นเม็กซิกันอย่างแท้จริงก่อนเริ่มต้นค่ำคืนอันยาวนาน

มิติใหม่แห่งเครื่องดื่มต้อนรับ (Welcome Cocktails): ศิลปะแห่งมิกซ์โซโลจี

ในส่วนของเครื่องดื่มต้อนรับ บาร์เทนเดอร์ฝีมือเยี่ยมประจำ Sensation Bar ได้รังสรรค์คอกเทลสูตรพิเศษที่ผสานวัตถุดิบสไตล์เม็กซิกันเข้ากับเทคนิคการผสมเครื่องดื่มร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง แก้วแรกโดดเด่นด้วยการนำเสนอในแก้วทรงสูงพร้อมเทคนิคการอบควัน (Smoke Infusion) ที่ช่วยกักเก็บกลิ่นหอมกรุ่นยามรินเสิร์ฟ และอีกหนึ่งแก้วซิกเนเจอร์ที่สะดุดตาทุกมุมมอง คอกเทลสีส้มแดงสดใสท็อปด้วยโฟมเนื้อนุ่มละมุนโรยด้วยผงทองคำเปลวบริสุทธิ์ ประดับประดาบนช้อนไม้สลักที่บรรจุไข่มุกเจลลี่รสผลไม้สีแดงระยิบระยับวางอยู่บนก้อนคริสตัลไอซ์บริสุทธิ์

เมื่อจิบเข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความสดชื่นซาบซ่าของซิตรัสและความเข้มข้นของสปิริตชั้นดีที่ผสมผสานกันอย่างกลมกล่อม ความนุ่มของโฟมช่วยเบรกความแรงได้อย่างลงตัว ทิ้งกลิ่นหอมละมุนติดปลายลิ้นที่ชวนให้อยากลิ้มลองแก้วแล้วแก้วเล่า เป็นการเปิดต่อมรับรสเตรียมความพร้อมสู่ความอร่อยในลำดับต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซูเปอร์ลักชูรีคานาเป้: คาเวียร์หัวหินพบกับใบชะพลูทอดและเนยสามเกล


ไฮไลต์อันน่าทึ่งที่สุดของสเตชันคานาเป้ในค่ำคืนนี้ คือการนำเอาวัตถุดิบระดับซูเปอร์ลักชูรีของไทยอย่าง คาเวียร์ปลาสเตอเจียนสายพันธุ์ Oscietra ที่เลี้ยงในระบบปิดอันทันสมัยที่หัวหิน (Thai Sturgeon Farm) มาผสานกับภูมิปัญญาอาหารไทยได้อย่างบรรเจิด โดยเสิร์ฟไข่คาเวียร์เม็ดกลมโตสีดำเงางามในกระปุกสีฟ้าคลาสสิก เคียงคู่มากับรางไม้แกะสลักที่บรรจุ เนยสามเกลสูตรพิเศษ (Three-Spice Butter) เนื้อเนียนสีเหลืองทองที่แต่งหน้าด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศไทยกลิ่นหอมฟุ้ง

วิธีรับประทานที่เชฟแนะนำและสร้างความประทับใจให้ผมอย่างมาก คือการนำ “ใบชะพลูทอดกรอบ” สีทองอร่ามที่ทอดจนกรอบฟูไม่อมน้ำมัน มาใช้แทนแครกเกอร์หรือบลินีแบบดั้งเดิม ตักเนยสามเกลรสชาติเข้มข้นหอมเครื่องเทศไทยปาดลงไปบางๆ แล้วท็อปด้วยไข่คาเวียร์ปลาสเตอเจียนหัวหินเม็ดโต เมื่อกัดลงไปพร้อมกัน สัมผัสกรุบกรอบของใบชะพลูจะแตกตัว ตามด้วยความมันละมุนของเนยสามเกล และความเค็มมันแตะลิ้นจากไข่คาเวียร์ที่ระเบิดรสชาติความพรีเมียมออกมาอย่างเต็มเปี่ยม เป็นคอมบิเนชันแบบฟิวชั่นที่บรรเจิดและลงตัวอย่างไร้ที่ติ รสชาติล้ำลึกที่ผสานความเป็นไทยและสากลเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

อาหารว่างและโคลด์คัทฟิวชั่นสุดครีเอท (Artisan Charcuterie & Low-Cal Boutique Cheeses)
นอกจากคาเวียร์แล้ว Sensation Bar ยังจัดเต็มด้วยสเตชันโคลด์คัทและชีสบูทีคพรีเมียมที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ทุกชิ้นผ่านการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศและใส่ลูกเล่นกลิ่นอายเอเชียลงไปอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็น:


Thai Wagyu Bresaola with Pandan Jasmine Petals: เนื้อวากิวไทยบรีซาโอลาเนื้อนุ่มหอมกลิ่นดอกมะลิและใบเตยบางเบา

Coppa with Thai Assam Tea Herbs: คอปป้าหมูบ่มสมุนไพรชาอัสสัมไทย ให้มิติกลิ่นหอมชาที่ลุ่มลึก

Fuet with Butter Herbs: เฟวต์ซาลาเม.สไตล์สเปนเคล้าเนยและสมุนไพรหอมกรุ่น

Chorizo with Bang Chang Chili: โชริโซรสเผ็ดร้อนจัดจ้านที่ผสานความเผ็ดร้อนจากพริกบางช้างของไทย
Smoked Duck Prosciutto with Comte: เป็ดรมควันโปรชุตโตเนื้อหวานฉ่ำทานคู่กับชีสกอมเตต์รสเข้มข้น
รวมถึงชีสโลว์คาลบิคที่หลากหลายชนิดที่จัดวางบนถาดไม้ดีไซน์หรู ทานคู่กับผลไม้แห้งและถั่วต่างๆ ให้รสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งความมัน เค็ม หอมมันนม และความเผ็ดร้อนซ่าบซ่ายอดเยี่ยม ทานเพลินจนแทบหยุดไม่อยู่
ค่ำคืนพรีออเดิร์ฟ ณ Sensation Bar นี้ เป็นมากกว่าแค่คอกเทลรีเซปชันธรรมดา แต่คือการเดินทางผ่านรสชาติที่เปิดประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นตัว ท่ามกลางบรรยากาศความสนุกสนานของวัฒนธรรมเม็กซิโกและความประณีตของอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้ผมจะพาทุกท่านขึ้นไปดื่มด่ำกับคอร์สดินเนอร์สุดอลังการต่อบนห้องอาหาร Saffron Grill
จบการเต้นระบำเปิดงานแล้ว มาในพาร์ตนี้ผมจะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกจานอาหารในส่วนของกาลาดินเนอร์บนห้องอาหาร Saffron Grill ที่รังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจในทุกมิติครับ

01 | Guacamole & Tortilla Chips (กัวคาโมเล่และแป้งตอติญ่ากรอบ)

เปิดฉากความอร่อยต้อนรับความสดชื่นแบบฉบับเม็กซิกันแท้ด้วย Guacamole จานโตที่จัดเสิร์ฟมาพร้อมกับแผ่นแป้งตอติญ่าทอดกรอบสีทองอร่าม โดยจุดเด่นของจานนี้อยู่ที่การคัดสรรผลอโวคาโดพันธุ์ดีที่สุกกำลังพอดี เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มละมุนลิ้น ให้ความมันตามธรรมชาติแบบพรีเมียม นำมาบดมือสดใหม่คลุกเคล้ากับมะเขือเทศหั่นเต๋า หอมแดง และผักชีฝรั่งที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น

พร้อมเพิ่มลูกเล่นและความกรุบกรอบด้วยเมล็ดทับทิมสีแดงทับทิมที่กระจายอยู่ทั่วหน้าจาน เมื่อตักทานคู่กับแผ่นตอติญ่าทอดกรอบที่ไม่อมน้ำมัน จะสัมผัสได้ถึงความตัดกันอย่างลงตัวระหว่างความครีมมีเข้มข้นของอโวคาโด ความเปรี้ยวอมหวานสดชื่นจากมะเขือเทศและทับทิม และความกรอบหอมของข้าวโพดคั่ว เป็นการเรียกน้ำย่อยที่ปลุกต่อมรับรสให้ตื่นตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงถึงความใส่ใจในวัตถุดิบพื้นฐานที่ยกระดับให้มีความประณีตยิ่งขึ้น
02 | ENTRADA | APPETIZER: Tostada de Carabinero (ทอสทาด้ากุ้งคาราบิเนโร)
Wine Pairing : La Roche Brut, Vin Mousseux, Landiras, France NV

เดินทางเข้าสู่คอร์สเรียกน้ำย่อยอย่างเป็นทางการกับ Tostada de Carabinero จานนี้โดดเด่นด้วยการใช้ “กุ้งคาราบิเนโร” (Carabinero) ราชินีแห่งท้องทะเลลึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือสีแดงเข้มสดและรสชาติความหวานล้ำลึกเข้มข้นกว่ากุ้งทั่วไป นำเนื้อกุ้งสดเกรดซาชิมิมาแล่บางเรียงรายอยู่บนแผ่นแป้งทอสทาด้ากรุบกรอบ แต่งแต้มด้วยซอสซัลซ่ามะม่วงรสหวานซ่อนเปรี้ยว เจลมะนาวรสเปรี้ยวคม พริกฮาลาปิโนเพิ่มความเผ็ดร้อนบางเบา และผักชี โรยตกแต่งด้วยแผ่นหัวไชแดงบางเฉียบและมะนาวหั่นเสี้ยวที่เคลือบด้วยผงทาจิน (Tajín)

เมื่อชิมคำแรก เนื้อกุ้งคาราบิเนโรมีความหวานฉ่ำละลายในปาก ผสานความสดชื่นของมะม่วงซัลซ่าและเจลมะนาวที่ช่วยตัดเลี่ยนได้อย่างยอดเยี่ยม กลิ่นหอมของสมุนไพรและรสสัมผัสกรอบกรุบของแผ่นทอสทาด้าทำให้มิติของรสชาติมีความซับซ้อนแต่กลมกล่อม ยิ่งได้จิบไวน์ขาวประกายฟองอย่าง La Roche Brut จากฝรั่งเศสที่มีความสดชื่นและความเป็นกรดเด่นชัด เข้ามาช่วยดึงความหวานฉ่ำของเนื้อกุ้งให้ออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น เป็นจานเปิดตัวที่หรูหราและประทับใจมากครับ
03 | SOPA | SOUP: Velouté de maíz morado asado | Roasted Purple Corn Velouté (ซุปเวลูเต้ข้าวโพดม่วงย่าง)

คอร์สต่อมาคือซุปที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นด้วยสีสันสะดุดตา Velouté de maíz morado asado ซุปเวลูเต้เนื้อเนียนนุ่มละมุนที่ทำจากข้าวโพดม่วงย่างออร์แกนิกสายพันธุ์โบราณของแถบเทือกเขาแอนดีส นำมาผ่านกระบวนการย่างถ่านเพื่อให้กลิ่นหอมควันจางๆ ก่อนนำไปเคี่ยวและปั่นจนเนียนละเอียด เสิร์ฟมาในชามสีขาวสะอาดตา ตรงกลางตกแต่งด้วยโฟมมะนาวสีขาวเนื้อเบาราวปุยเมฆ เมล็ดข้าวโพดหวานย่าง เมล็ดข้าวโพดคั่วชีสกรุบกรอบ น้ำมันพริกสีแดงสดที่หยดเป็นลวดลายอาร์ต และดอกไม้กินได้สีสันสดใส พร้อมขนมปังข้าวโพดอบสีทองเสิร์ฟเคียง

รสชาติของซุปถ้วยนี้มีความลุ่มลึกอย่างน่าทึ่ง ความหวานหอมธรรมชาติจากข้าวโพดม่วงย่างผสานกับเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มดุจแพรไหมของเวลูเต้ ตัดด้วยความเปรี้ยวสดชื่นจากโฟมมะนาวและความเผ็ดร้อนบางเบาจากน้ำมันพริกได้อย่างลงตัว การเคี้ยวเจอข้าวโพดคั่วชีสและเมล็ดข้าวโพดหวานช่วยเพิ่มมิติความกรุบกรอบ เคียงคู่กับขนมปังข้าวโพดเนื้อนุ่มที่ดูดซับความเข้มข้นของซุปได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นซุปที่ให้ทั้งความอบอุ่นและความคิดสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน
04 | PLATO DE PESCADO | FISH COURSE: Barramundi (ปลากะพงขาวบาร์รามังดีกับโมเล่เขียว)
Wine Pairing : Gato Negro, Chardonnay, Central Valley, Chile 2025

เดินทางมาถึงคอร์ตาปลาในเมนู Barramundi เชฟเลือกใช้ปลากะพงขาวบาร์รามังดีเนื้อแน่นสดใหม่จากฟาร์มยั่งยืน นำมาปรุงให้หนังกรอบเกรียมกำลังดีแต่เนื้อภายในยังคงความชุ่มฉ่ำและฉ่ำน้ำซุป วางราดอยู่บนซอส “โมเล่เขียว” (Mole Verde) สูตรดั้งเดิมที่เคี่ยวจากมะเขือเทศเขียว เมล็ดฟักทอง สมุนไพรนาน种 และพริกเขียว รองพื้นด้วยพูรีดอกกะหล่ำเผาและข้าวโพดอ่อนที่ให้กลิ่นหอมควันรมควันบางๆ ราดทับด้วยลายเส้นครีมสีขาวและน้ำมันผักชีสีเขียวมรกต พร้อมสลัดผักไมโครกรีนเคล้าหอมแดงซอยบางๆ เคียงข้าง

เมื่อสัมผัสแรกชิม เนื้อปลาบาร์รามังดีมีความหวานสดสะอาด ผิวนอกเกรียมหอมกรุ่น เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับความซับซ้อนของซอสโมเล่เขียวที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเล็กน้อย หอมกลิ่นสมุนไพรและถั่วพิตาสิโอ้/เมล็ดฟักทองบดละเอียด พูรีดอกกะหล่ำเผามอบความหวานละมุนนุ่มลึก เสริมทัพด้วยไวน์ขาว Gato Negro Chardonnay 2025 จากชิลีที่มีกลิ่นอายผลไม้เมืองร้อนและความนุ่มนวล ช่วยชูรสชาติความหวานของเนื้อปลาและตัดความเข้มข้นของโมเล่เขียวได้อย่างกลมกลืนอย่างไร้ที่ติ
05 | SORBETE / SORBET: Sorbete de pomelo rosa y tajín | Pink Pomelo Tajín Sorbet (ซอร์เบต์ส้มโอชมพูพริกเกลือทาจิน)

ก่อนจะก้าวเข้าสู่จานหลักอันหนักหน่วง เชฟได้เสิร์ฟเมนูคั่นรายการเพื่อล้างปากและรีเซ็ตต่อมรับรสอย่าง Sorbete de pomelo rosa y tajín ซอร์เบต์เนื้อเนียนสีชมพูสดใสที่ทำจากน้ำส้มโอชมพูคั้นสดแท้ๆ ปั้นเป็นทรงคูเนลวางบนเนื้อส้มโอแกะเป็นกลีบฉ่ำน้ำ โรยทับด้วยผง “ทาจิน” (Tajín) เครื่องเทศซิกเนเจอร์ของเม็กซิโกที่ผสมผสานระหว่างพริกแห้ง มะนาว และเกลือทะเลอย่างลงตัว พร้อมประดับด้วยดอกไม้กินได้กลีบเล็ก

รสชาติของซอร์เบต์ถ้วยนี้คือระเบิดความสดชื่นแห่งรสสัมผัส ความเปรี้ยวอมหวานอมขมปลายเล็กน้อยของส้มโอชมพูผสานกับความเผ็ด เค็ม และเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจากผงทาจินที่โรยอยู่ด้านบน ช่วยปลุกประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นตัวอย่างไร้ที่ติ ขจัดคราบมันและรสชาติอาหารจานก่อนหน้าออกไปจนหมดสิ้น พร้อมเปิดรับรสชาติเข้มข้นของจานหลักที่จะตามมาอย่างเต็มพิกัด
06 | PLATO PRINCIPAL | MAIN COURSE: Short rib de ternera Angus | Angus Beef Short Rib (ซี่โครงวัวแองกัสตุ๋นซอสโมเล่แมสมัน)
Wine Pairing : Montes Classic Series Merlot, D.O Valle Central, Chile 2023

ไฮไลต์อันดับหนึ่งของค่ำคืนนี้ที่ทุกคนรอคอยกับ Short rib de ternera Angus ซี่โครงเนื้อวัวแองกัสชั้นเยี่ยมคัดพิเศษ นำไปตุ๋นด้วยไฟอ่อนเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนเนื้อเปื่อยนุ่มละลายในปาก เคลือบด้วยซอส “โมเล่แมสมัน” (Massaman Mole) ที่เป็นการผสมผสานอารยธรรมอาหารอย่างไร้รอยต่อระหว่างโมเล่เม็กซิกันเข้มข้นและเครื่องแกงมัสมั่นไทยอันล้ำลึก จัดวางเคียงมากับผักเบบี้เวจจี้หลากหลายชนิด ทั้งแครอทสีม่วงเบบี้ ข้าวโพดอ่อนย่าง บรูกส์พราวด์ย่างไฟหอมๆ วางบนฐานพูรีถั่วดำเนื้อเนียน และแต่งแต้มด้วยหอมแดงดองรสเปรี้ยวอมหวาน พร้อมโรยหอมเจียวกรุบกรอบ

เมื่อใช้ส้อมสะกิด เนื้อวัวแองกัสก็หลุดออกจากกระดูกอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรง รสชาติของเนื้อฉ่ำชุ่มไปด้วยไขมันแทรกและซอสโมเล่แมสมันที่มีความเผ็ดร้อนละมุน เครื่องเทศหอมฟุ้งเตะจมูก มีความหวานเค็มกลมกล่อมแบบไทยๆ ผสานกับความเข้มข้นสไตล์เม็กซิกันได้อย่างน่าทึ่ง ความตัดกันของพูรีถั่วดำและหอมแดงดองช่วยเบรกความเลี่ยนได้อย่างชาญฉลาด ยิ่งได้ดื่มคู่กับไวน์แดง Montes Classic Series Merlot 2023 ที่มีบอดี้กลมกล่อม กลิ่นอายเบอร์รี่สุกและแทนนินนุ่มนวล ยิ่งขับเน้นความเข้มข้นของเนื้อตุ๋นจานนี้ให้พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของความอร่อย

07 | POSTRE | DERT: Dulce de leche y plátano | Dulce de leche e banana (ดุลเซ เด เลเช และกล้วยหอมคาราเมล)

ปิดท้ายค่ำคืนกาล่าดินเนอร์ด้วยความหวานล้ำระดับมาสเตอร์พีชกับ Dulce de leche y platano ขนมหวานที่รวบรวมความอร่อยสไตล์ลาตินไว้ในจานเดียว ประกอบด้วยครีมมี่ดุลเซ เด เลเช (คาราเมลนมข้นหวานสูตรดุลเซ) เข้มข้น กล้วยหอมคาราเมลหอมหวาน ลูกบอลมูสมะพร้าวและมะนาวสีเขียวสดใส ลูกบอลมูสราสป์เบอร์รีสีชมพูเข้ม ครัมเบิ้ลอบเชยกรุบกรอบ ไอศกรีมรสกล้วยเนื้อเนียนเย็นชื่นใจ ตกแต่งด้วยแผ่นช็อกโกแลตขาวรูปขนนกบางเฉียบ

ทุกคำที่ตักเข้าปากคือความฟินขั้นสุด ความหวานหอมละมุนของดุลเซ เด เลเช และกล้วยคาราเมลตัดกันได้ดีเยี่ยมกับความสดชื่นหอมมันของมูสมะพร้าวและมะนาว รวมถึงความเปรี้ยวสดใสของมูสราสป์เบอร์รี ครัมเบิ้ลอบเชยให้สัมผัสกรุบกรอบและกลิ่นหอมอบอุ่น ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยชาสมุนไพร Charu Tea หอมกรุ่น และกาแฟ Dual Origin Coffee ชั้นดี เป็นการรูดม่านปิดฉากค่ำคืน Mexican Gala Night ได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าจดจำที่สุด
บทส่งท้าย
ค่ำคืนแห่ง Mexican Gala Night ณ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าศิลปะการทำอาหารไม่มีพรมแดน การรังสรรค์เมนูอาหารเม็กซิกันผ่านวัตถุดิบระดับพรีเมียมและการผสมผสานเทคนิคการปรุงอันล้ำเลิศ ทำให้เราได้เห็นมิติใหม่ของอาหารลาตินที่ทั้งประณีต หรูหรา และยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งรสชาติดั้งเดิมได้อย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่คอร์สตอสตาด้ากุ้งคาราบิเนโร ซุปข้าวโพดม่วง ไปจนถึงซี่โครงวัวแองกัสโมเล่แมสมัน ทุกจานคือผลงานศิลปะที่เชฟบรรจงสร้างสรรค์ด้วยความรักและความใส่ใจ
สำหรับใครที่หลงใหลในประสบการณ์การรับประทานอาหารเหนือระดับและการเดินทางท่องโลกกסטรอมนดี้เช่นนี้ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดเด็ดขาดครับ! ขอแนะนำให้ทุกท่านเตรียมตัวและ มารอติดตามอีเวนต์หน้าอันสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะจัดขึ้น ณ Banyan Tree Bangkok กันให้ดี รับรองว่าโรงแรมบันยันทรีจะสรรหาความพิเศษระดับเวิลด์คลาสมาเสิร์ฟให้ทุกท่านได้ตื่นตาตื่นใจและประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอนครับ!