Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A
ชิมเสน่ห์ช็อกโกแลต Valrhona หลากรส จิบชาหอมริมเจ้าพระยา ณ Tea Lounge

ถ้าเราต้องการเพียงชาดี ๆ สักกา ขนมที่ทำด้วยความใส่ใจ และยิ่งพิเศษไปกว่านั้นคือขนมสร้างจากวัตถุดิบชั้นยอด สำหรับคนรักช็อกโกแลต บ่ายที่ Tea Lounge โรงแรม Capella Bangkok ในครั้งนี้มีเหตุผลให้อยากใช้เวลาให้นานขึ้นอีกนิด เมื่อ ÉCLATS DE CACAO นำเสน่ห์ของ Valrhona มาถ่ายทอดผ่านอาหารว่างและขนมหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความขมลุ่มลึกของดาร์กช็อกโกแลต ไปจนถึงความนุ่มนวลของช็อกโกแลตนมและกลิ่นบิสกิตอบของช็อกโกแลตสีบลอนด์

ชื่อ Éclats de Cacao ชวนให้ตีความได้อย่างน่ารักครับ คำว่า éclats ในภาษาฝรั่งเศสสื่อได้ทั้งเศษชิ้นเล็ก ๆ และประกาย จึงอาจถ่ายทอดชื่อชุดนี้อย่างมีอรรถรสว่า “ประกายแห่งโกโก้” แต่ละคำบนโต๊ะก็เหมือนเผยช็อกโกแลตออกมาคนละมุม บางคำสดใสด้วยผลไม้ บางคำหอมมันด้วยถั่ว และบางคำปล่อยให้โกโก้เป็นพระเอกเต็มตัว

ครั้งนี้เป็นการร่วมสร้างสรรค์ระหว่างเชฟ Paulo Bairan ผู้ดูแลงานขนมของ Capella Bangkok และเชฟ Guillaume Lopvet เชฟขนมประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Valrhona ผลลัพธ์จึงน่าสนใจทั้งสำหรับผู้ที่ชอบจิบน้ำชายามบ่าย และคนที่อยากค่อย ๆ ทำความรู้จักช็อกโกแลตให้ลึกกว่าคำว่า “หวาน” หรือ “เข้ม”

Tea Lounge ห้องนั่งเล่นที่ปล่อยให้สายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของบ่าย

ความประทับใจแรกของ Tea Lounge คือความรู้สึกคล้ายได้มานั่งเล่นในบ้านที่เปิดรับแสงอย่างพอดี แสงธรรมชาติจากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา ทำให้ห้องดูโปร่งและผ่อนคลาย ขณะเดียวกันวิวสระบัวกับสายน้ำด้านนอกที่สะท้อนออกมาเป็นคลื่นน้ำ ก็เติมความสงบให้กับพื้นที่ เป็นความหรูที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยได้สบาย ๆ

บรรยากาศเช่นนี้เหมาะกับการจิบชาเป็นพิเศษครับ เพราะไม่มีอะไรเร่งให้ต้องรีบทานให้จบ เราสามารถมองวิว สลับกับหยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมาพิจารณา แล้วค่อยชิมไปทีละคำ ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นที่สงบเงียบ แต่สว่างทำให้เราอยากใช้เวลานานขึ้น จึงเป็นส่วนสำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่วางอยู่บนจาน

Valrhona ทำไมช็อกโกแลตชื่อเดียวจึงเล่าได้หลายเรื่อง

เรื่องราวของ Valrhona ย้อนกลับไปถึงปี 1922 เมื่อ Albéric Guironnet ก่อตั้งกิจการช็อกโกแลตในเมือง Tain-l’Hermitage ประเทศฝรั่งเศส ส่วนชื่อแบรนด์ Valrhona เกิดขึ้นภายหลัง โดยเชื่อมโยงกับคำว่า Vallée du Rhône หรือหุบเขาโรน รากฐานของแบรนด์จึงผูกกับงานฝีมือของคนทำขนมและการคัดเลือกโกโก้มาตั้งแต่ต้น

ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบรสชาติให้ช็อกโกแลตแต่ละตัวมีบุคลิกของตัวเอง ทั้งการใช้โกโก้จากแหล่งกำเนิดเดียว หรือ single origin เพื่อแสดงลักษณะของแหล่งปลูก และการเบลนด์โกโก้หลายลักษณะให้ได้สมดุลเฉพาะ เมื่ออยู่ในมือเชฟ ช็อกโกแลตจึงเป็นวัตถุดิบที่เลือกใช้ได้ละเอียดพอ ๆ กับการเลือกผลไม้หรือใบชา
ตัวเลข 35%, 46%, 53%, 64%, 66% และ 70% ของช็อกโกแลตบอกสัดส่วนส่วนประกอบจากโกโก้ ซึ่งรวมถึงโกโก้บัตเตอร์ ไม่ใช่คะแนนความขม และไม่ได้หมายความว่าช็อกโกแลตที่มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าจะดีกว่าเสมอไป แหล่งปลูก สูตร และกระบวนการผลิตล้วนมีผลต่อกลิ่นรส อีกทั้งตัวเลขเหล่านี้เป็นของช็อกโกแลตที่นำมาใช้ ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์โกโก้ของขนมทั้งชิ้น

ในชุดนี้ Guanaja 70% ให้มิติของดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น ส่วน Manjari 64% โดดเด่นด้วยบุคลิกผลไม้และความเปรี้ยวสดใส ขณะที่ Hukambi 53% และ Bahibé 46% เปิดพื้นที่ให้โกโก้อยู่ร่วมกับความละมุนของนม ส่วน Dulcey 35% มาในโทนสีบลอนด์ หอมบิสกิตและนมคาราเมล
Guanaja Yuzu Sour เริ่มต้นด้วยโกโก้และความสดชื่น
เครื่องดื่มต้อนรับ Guanaja Yuzu Sour หรือ “กัวนาฮากับยูซุในสไตล์ซาวร์” เสิร์ฟในแก้วค็อกเทลพร้อมโฟมช็อกโกแลตหนานุ่ม เป็นการเปิดเรื่องที่น่าสนใจ เพราะช็อกโกแลตไม่ได้มาในรูปเครื่องดื่มหนัก ๆ แต่มีความเปรี้ยวหอมของยูซุช่วยให้จิบได้สดชื่น

จากคำแรกที่ชิม เราได้ความหวานอมขมของช็อกโกแลต ตามด้วยรสเปรี้ยวที่ช่วยยกความรู้สึกให้เบาขึ้น โฟมกับเกล็ดช็อกโกแลตเพิ่มรายละเอียดให้แต่ละจิบ ขณะที่ความเย็นทำหน้าที่ชวนให้พร้อมสำหรับของว่างจานต่อไป

Guanaja เป็นหนึ่งในช็อกโกแลตสำคัญของ Valrhona เปิดตัวในปี 1986 ด้วยสัดส่วนโกโก้ 70% ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในยุคที่การชูเปอร์เซ็นต์โกโก้ยังไม่แพร่หลาย เรื่องราวของมันจึงอยู่ที่ทั้งความเข้มและการทำให้คนเริ่มสนใจสมดุลของความขม กลิ่น และรส การนำช็อกโกแลตตัวนี้มาจับคู่ยูซุตั้งแต่ต้นมื้อก็เหมือนบอกเราว่า บ่ายนี้ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก
ชา Mariage Frères และแชมเปญที่เลือกเติมความพิเศษได้
เมื่อพูดถึง afternoon tea ชาย่อมมีบทบาทมากกว่าเครื่องดื่มสำหรับจิบคั่นของหวาน ที่นี่เลือกใช้ Mariage Frères พร้อมตัวเลือกตั้งแต่ชาดำ ชาเขียว ชาขาว ไปจนถึงเครื่องดื่มสมุนไพร ให้เลือกตามความชอบและขนมที่อยากจับคู่

ตัวที่อยากชวนให้ลองคือ Paris–Bangkok ชาซิกเนเจอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับ Capella Bangkok โดยเฉพาะ เมนูเล่าถึงการเดินทางระหว่างปารีสและกรุงเทพฯ ผ่านชาดำซึ่งมีกลิ่นเครื่องเทศหวานและคาราเมล

ภาพของขนมและกลิ่นหอมริมเจ้าพระยาถูกเชื่อมเข้ากับเสน่ห์ของปารีสอย่างละมุน เป็นชาที่เข้ากับ Chocolate Brioche ในชุดนี้ได้ดีตามความรู้สึกของเรา

หากชอบกลิ่นผลไม้และดอกไม้ เมนูยังมี Marco Polo ส่วน Earl Grey French Blue ให้บุคลิกเบอร์กามอตกับดอกคอร์นฟลาวเวอร์ และ Wedding Imperial มาในโทนช็อกโกแลตกับคาราเมล สำหรับผู้ที่อยากได้ชาขาวก็มี Blanc & Rose ซึ่งชื่อฝรั่งเศสหมายถึง “ขาวและกุหลาบ” เป็นอีกแนวทางสำหรับบ่ายที่อยากจิบอะไรนุ่มนวล

ส่วนผู้ที่เลือกชุดพร้อมแชมเปญ จะมี Capella Diamant Champagne แบบ Brut หรือ Rosé ตามตัวเลือกในเมนู แชมเปญซิกเนเจอร์จากบ้าน Vranken Pommery นี้เพิ่มความรื่นรมย์ให้ของคาวได้ดี แก้วที่เราได้ชิมมีกลิ่นดอกไม้ชวนเพลิน และเข้ากับคำที่มีทั้งเนย ชีส และแฮมอย่าง Parma Prosciutto เป็นพิเศษ ทั้งนี้ชุดแชมเปญเป็นแพ็กเกจแยกจากชุดมาตรฐานครับ


Savouries เริ่มจากความละมุนแล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักของรส
อาหารคาวจัดมาอย่างสวยงาม ในครั้งที่เราได้ชิมมีการแนะนำให้ทานจากซ้ายไปขวา จึงได้ค่อย ๆ ไล่รสจากอาหารทะเลและผัก ไปสู่แฮม ชีส และฟัวกราส์ที่มีช็อกโกแลตเข้ามาร่วมเล่าเรื่อง
House Smoked Salmon แซลมอนรมควันของทางโรงแรม
ชิ้นแรกนำเสนอแซลมอนในสัมผัสนุ่มละมุนคล้ายมูส อยู่ในฐานทาร์ตกรุบกรอบ เสริมด้วย dill emulsion หรือซอสอิมัลชันกลิ่นผักชีลาวและสมุนไพรสวน ด้านบนมี ikura หรือไข่ปลาแซลมอน เพิ่มความเค็มอ่อน ๆ และสัมผัสแตกเบา ๆ ในปาก

เสน่ห์ของคำนี้คือความแตกต่างระหว่างฐานกรอบกับส่วนแซลมอนที่นุ่ม กลิ่นสมุนไพรช่วยให้ภาพรวมสดชื่น ส่วนไข่ปลาเพิ่มรสทะเลที่ทำให้คำเล็ก ๆ นี้มีรายละเอียดน่าจดจำ เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่หนักจนเกินไป
King Prawn Rémoulade กุ้งกับซอสเรมูลาดในขนมปังบัน
Rémoulade เป็นชื่อซอสในครัวฝรั่งเศส โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นซอสเย็นซึ่งมักใช้มายองเนสเป็นพื้นฐาน แต่สูตรสามารถแตกต่างกันได้ สำหรับคำนี้เมนูจับคู่กุ้งกับ ebiko หรือไข่กุ้ง แอปเปิลเขียว และ celeriac ซึ่งเป็นผักหัวในกลุ่มขึ้นฉ่าย เสิร์ฟในขนมปังบัน

มองครั้งแรกอาจนึกว่าขนมปังจะออกแห้ง แต่เมื่อชิมกลับยังนุ่มหอมและมีผิวกรอบบาง ๆ ไข่กุ้งช่วยเสริมความกลมกล่อม ขณะที่แอปเปิลเขียวกับเซเลอริแอกเติมความสดชื่นและสัมผัสให้ไส้ เป็นคำที่ทานง่ายและชวนให้ใส่ใจกับคุณภาพของขนมปังไปพร้อมกัน
Spice Pumpkin & Carrot ฟักทองและแครอทกับเครื่องเทศ

คำนี้ใช้ผิวซิตรัส ขิง และมิโซะมาร่วมกับฟักทองและแครอท เมื่อกัดจะรับรู้กลิ่นซิตรัสกับขิงก่อน แล้วความหวานของฟักทองจึงค่อย ๆ ตามมา พร้อมสัมผัสกรุบของแครอทที่ทำให้เคี้ยวสนุก
มิโซะช่วยเติมมิติอูมามิให้กับผัก ส่วน zest หรือผิวชั้นนอกของผลไม้ตระกูลส้มทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นหอม จึงได้ทั้งความหวาน ความหอม และรายละเอียดของรสที่เปลี่ยนไปในคำเดียว เป็นชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าของว่างจากผักก็มีน้ำหนักในชุดน้ำชาได้อย่างน่าสนใจ
Parma Prosciutto พาร์มาแฮมกับมูสชีส เห็ด และบริยอช
เมนูนี้มีชื่ออิตาเลียนอยู่ด้วยครับ Prosciutto หมายถึงแฮม ส่วน mousse di formaggio คือมูสชีส โดย formaggio เป็นคำว่า “ชีส” ในภาษาอิตาเลียน ไม่ใช่ชื่อชีสชนิดเฉพาะ เมื่อนำมารวมกับเห็ดและ brioche หรือขนมปังฝรั่งเศสที่มีเนยและไข่เป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงได้ของว่างที่รสหนักแน่นขึ้นอีกระดับ

พาร์มาแฮมวางบนบริยอชสีทองหอมเนย คั่นด้วยส่วนมูสชีสและเห็ด ความเค็มของแฮม ความมันของขนมปัง และกลิ่นของเห็ดเกื้อหนุนกันดี ชิ้นนี้เป็นหนึ่งในคำที่เราอยากจิบแชมเปญตาม เพราะช่วยให้รสโดยรวมดูมีชีวิตชีวาขึ้น
Foie Gras Terrine ฟัวกราส์เทอร์รีนกับ Guanaja 70% และฟิก

Foie gras แปลตรงตัวได้ว่า “ตับที่มีไขมัน” ส่วน terrine เป็นคำที่ใช้เรียกทั้งภาชนะและอาหารที่จัดเตรียมในพิมพ์ลักษณะนั้น ชื่อเมนูนี้จึงหมายถึงฟัวกราส์ในรูปแบบเทอร์รีน จับคู่กับ Guanaja 70% ฟิก และองค์ประกอบโกโก้ที่เมนูระบุว่า Cream de Cacao

สำหรับชิ้นที่ได้ชิม ช็อกโกแลตกลับเป็นรสที่โดดเด่นที่สุด ฐานทาร์ตและส่วนประกอบช็อกโกแลตให้ความเข้ม ขณะที่ฟิกช่วยเติมความหวานของผลไม้ ฟัวกราส์ทำหน้าที่เพิ่มความนุ่มมันและขับให้โกโก้มีมิติมากขึ้น เป็นการจับคู่ที่ชวนให้เรามองช็อกโกแลตในบทบาทของอาหารคาว และเป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่ช่วงขนมได้อย่างเหมาะเจาะ
Coconut Matcha Inspiration พักรสด้วยมะพร้าวและมัทฉะ

ก่อนเข้าสู่ของหวานเต็มตัว มี pre-dessert หรือขนมคั่นก่อนของหวานหลักอย่าง Coconut Matcha Inspiration ที่เราชอบมากครับ จานนี้รวมซอร์เบต์มะพร้าว พุดดิ้งสาคู โฟมมัทฉะ พราลิเนงาดำ และแผ่นขนมกรอบไว้ด้วยกัน
คำว่า espuma เป็นภาษาสเปนหมายถึง “โฟม” อธิบายสัมผัสเบาของมัทฉะได้ดี ส่วน tuile เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “กระเบื้อง” และใช้เรียกขนมแผ่นบางกรอบซึ่งแบบดั้งเดิมมักมีรูปโค้งคล้ายกระเบื้องมุงหลังคา ในจานที่เราได้ชิมมีงาขาวและงาดำบนส่วนกรอบ เพิ่มความหอมคั่วให้กับมะพร้าวและมัทฉะ

ความเย็นของซอร์เบต์ ความนุ่มหนึบของสาคู และโฟมมัทฉะผสานกันอย่างน่าทาน มะพร้าวกับสาคูให้ความคุ้นเคยในแบบขนมไทย ขณะที่มัทฉะและงาเติมอีกชั้นของกลิ่นรส เป็นจานที่แม้จะมีหน้าที่คั่นมื้อ แต่ก็อร่อยจนเราอยากทานให้หมดจาน
Signature Scones ความประทับใจที่อยากกลับมาชิมอีก
สำหรับเรา สโคนยังคงเป็นเหตุผลสำคัญของการมาจิบน้ำชายามบ่ายที่ Capella Bangkok เนื้อสโคนมีความหนานุ่ม ร่วนกำลังดี และยังมีแรงต้านให้เคี้ยวเล็กน้อย ขณะเดียวกันผิวด้านนอกมีความกรอบเมื่อเสิร์ฟอุ่น ๆ รสหวานอยู่ในระดับพอดี จึงเปิดพื้นที่ให้ครีมและแยมทำหน้าที่ของตัวเอง

สิ่งที่ชอบคือเวลาปาดหรือแบ่งแล้วเนื้อไม่แตกกระจายจนทานลำบาก เมนูเสิร์ฟคู่แยมทำเองตามฤดูกาลและ clotted cream หรือครีมข้นสไตล์อังกฤษ สำหรับครั้งนี้ แยมสตรอว์เบอร์รีกับครีมที่ตักอย่างเต็มใจก็เพียงพอแล้วครับ ความหอมมัน ความหวานอมเปรี้ยว และเนื้อสโคนอุ่น ๆ อยู่ด้วยกันอย่างพอดี

ถ้าถามในฐานะคนที่ชอบสโคน นี่เป็นหนึ่งในสโคนที่เราประทับใจมากที่สุดในกรุงเทพฯ ความเห็นนี้มาจากเนื้อสัมผัสและความสมดุลของชิ้นที่ได้ชิม ซึ่งทำให้ขนมหน้าตาเรียบง่ายกลายเป็นหนึ่งในชิ้นที่เราจดจำได้ชัดที่สุด
Chocolate Brioche เมื่อ Guanaja กลับมาในขนมปังหอมเนย
Chocolate Brioche หรือบริยอชช็อกโกแลต ใช้ Guanaja 70% ร่วมกับครีมและคาราเมล ชิ้นนี้มีเนื้อค่อนข้างแน่นกว่าสโคน ให้ความรู้สึกเต็มคำและเข้มข้น ส่วนผิวหน้าที่มีน้ำตาลช่วยเพิ่มรายละเอียดของสัมผัส

ความหวานของคาราเมลถูกประคองด้วยความขมของดาร์กช็อกโกแลต จึงมีทั้งด้านหวานและด้านเข้มให้สัมผัสในได้ในทุก ๆ คำ เราชอบทานคู่ชา Paris–Bangkok เพราะโทนคาราเมลในชาช่วยรับกับขนมได้อย่างต่อเนื่อง ใครอยากเข้าใจว่า Guanaja เปลี่ยนบุคลิกได้แค่ไหน ลองนึกย้อนกลับไปถึงเครื่องดื่มยูซุตอนต้นมื้อ แล้วชิมบริยอชคำนี้ต่อ จะเห็นความต่างได้สนุกทีเดียว
Sweet Petits Fours ช็อกโกแลตสี่บุคลิกในงานขนมชิ้นเล็ก
Petits fours เป็นคำฝรั่งเศสที่แปลตรงตัวว่า “เตาอบเล็ก” และใช้เรียกขนมชิ้นเล็กอันประณีต ในชุดนี้มีสี่เมนูที่แสดงให้เห็นการจับคู่ช็อกโกแลตกับผลไม้และถั่วได้ชัดเจน แต่ละชิ้นมีทั้งส่วนครีม ส่วนกรอบ และรสที่ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน
Cherry Manjari 64% เชอร์รีกับดาร์กช็อกโกแลตแห่งมาดากัสการ์
Manjari 64% เป็นดาร์กช็อกโกแลตจากโกโก้มาดากัสการ์ โดดเด่นด้วยความเปรี้ยวและบุคลิกผลไม้แดง เมื่อนำมาจับคู่เชอร์รีจึงเป็นการต่อยอดลักษณะของช็อกโกแลตที่มีอยู่แล้ว มากกว่าการเติมรสผลไม้เข้าไปอย่างโดด ๆ
ตัวขนมมี Manjari crémeux ซึ่งคำว่า crémeux สื่อถึงความเป็นครีมและสัมผัสเนียนข้น จัดเป็นลายวนสวย ร่วมกับเยลลีเชอร์รีและเวอร์บีนา บิสกิตช็อกโกแลต และส่วนกรุบกรอบของ Manjari ฐานกรอบให้ความรู้สึกคล้ายทาร์ต ขณะที่เยลลีด้านในมีความหวานละมุนช่วยสลับจังหวะกับช็อกโกแลต

เสน่ห์ของชิ้นนี้อยู่ที่การรักษาทั้งความเข้มและความสดใสไว้พร้อมกัน คนที่ชอบดาร์กช็อกโกแลตแต่ไม่อยากให้ทุกคำมีแต่ความขม น่าจะสนุกกับบุคลิกของ Manjari ได้ไม่ยาก
Pecan Praliné 50% Mille-feuille ความหอมของถั่วในแป้งพัฟบางกรอบ
Mille-feuille อ่านใกล้เคียงว่า “มิลเฟย” แปลตรงตัวว่า “พันใบ” ชวนให้นึกถึงชั้นแป้งบาง ๆ ที่ซ้อนกัน เมื่อเป็นชื่อขนมจึงหมายถึงขนมจากแป้งพัฟเป็นชั้นสลับไส้ ส่วน praliné คือส่วนผสมถั่วกับน้ำตาลที่ผ่านการเตรียมและบดจนได้เนื้อสำหรับนำไปทำขนม

รูปลักษณ์ของชิ้นนี้ทำให้เรานึกถึงขนมโตเกียวอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อชิมจะพบสัมผัสของแป้งพัฟที่แตกต่างออกไป ด้านในเป็น pecan whipped ganache หรือกานาชถั่วพีแคนที่ตีให้เบา รสหอมมันของถั่วเด่นชัดและมีเนื้อสัมผัสละมุน ร่วมกับ crunchy pecan praliné ที่เพิ่มความกรุบและความหวาน
ตัวเลข 50% ในชื่อเมนูนี้หมายถึงสัดส่วนถั่วพีแคนของพราลิเน ไม่ใช่ปริมาณโกโก้ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจเจตนาของขนมได้ถูกต้องขึ้น เพราะพระเอกของชิ้นนี้คือความหอมของถั่วที่แทรกอยู่ทั้งในส่วนเบานุ่มและส่วนกรอบนั่นเอง
Yuzu Dulcey 35% ความเปรี้ยวหอมที่พอดีกับช็อกโกแลตสีบลอนด์
Dulcey เป็นช็อกโกแลตที่มีเรื่องเล่าอยู่เบื้องหลังอย่างน่ารัก ตามเรื่องราวที่ Valrhona บันทึกไว้ เชฟ Frédéric Bau เคยปล่อยไวท์ช็อกโกแลตไว้ในอ่างน้ำร้อนระหว่างการสาธิต จนช็อกโกแลตเปลี่ยนเป็นสีบลอนด์และมีกลิ่นคล้ายชอร์ตเบรดอบกับนมคาราเมล เหตุบังเอิญครั้งนั้นนำไปสู่การพัฒนาสูตรหลายปีก่อนเปิดตัว Dulcey ในปี 2012

เมนูนี้ใช้ Dulcey 35% จับคู่ยูซุและพีชในรูปแบบ confit ซึ่งในบริบทของขนมหมายถึงส่วนผลไม้ที่นำมาปรุงกับน้ำตาลให้ได้เนื้อและรสเข้มข้น ร่วมกับกานาชตีฟู คาสเตลลามะม่วง เจลยูซุ และครีม Dulcey เนียนข้น เป็นการประกอบรสผลไม้เข้ากับช็อกโกแลตสีทองอย่างมีรายละเอียด
สิ่งที่รับรู้ได้ชัดเมื่อชิมคือความเปรี้ยวสดชื่นของยูซุที่เข้ามาคั่นความหวาน ทำให้ภาพรวมไม่หนักเกินไป ขณะที่ลักษณะหอมบิสกิตและคาราเมลของ Dulcey เป็นพื้นหลังอันนุ่มนวล ใครชอบของหวานที่มีซิตรัสช่วยเพิ่มความสดใส ชิ้นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวโปรดครับ
Passion Fruit Hukambi 53% เสาวรสกับช็อกโกแลตนมที่มีความเข้ม
Hukambi 53% ใช้โกโก้จากบราซิลและมีทั้งรสโกโก้ชัด ความขม และความละมุนของนม Valrhona นำเสนอช็อกโกแลตตัวนี้ในแนวคิด Ombré ที่ชวนให้สำรวจรสระหว่างด้านเข้มกับด้านนุ่มนวล ตามคำอธิบายของแบรนด์ ชื่อ Hukambi รวมคำที่หมายถึง “ดำ” และ “นม” ในกลุ่มภาษา Tupi-Guarani เข้าไว้ด้วยกัน

ตัวขนมประกอบด้วยกานาช Hukambi ตีฟู ครีมเสาวรสเนียนข้น ดักกัวซ์เฮเซลนัต และชั้นกรอบ โดย dacquoise คือขนมอบจากเมอแรงก์กับถั่วบด ส่วน croustillant เป็นคำฝรั่งเศสที่สื่อถึงความกรอบ จึงมีทั้งเนื้อเบา ความหอมถั่ว และสัมผัสให้เคี้ยวอยู่ในชิ้นเดียว
นี่เป็นอีกชิ้นที่เราชอบมาก ความเปรี้ยวหอมของเสาวรสเข้ากับทั้งช็อกโกแลตและเฮเซลนัตได้ดี ทำให้ความมันของส่วนครีมมีจังหวะพัก และทำให้รสโกโก้ดูสดใสขึ้น เป็นตัวอย่างที่น่าทานของช็อกโกแลตนมซึ่งยังรักษาความจริงจังของรสโกโก้ไว้ได้
Mignardise Trolley รถเข็นคำหวานที่ทำให้ยังไม่อยากจบบ่าย
แม้จะผ่านของคาว สโคน บริยอช และขนมมาแล้ว ความสนุกยังต่อเนื่องด้วย Mignardise Trolley คำว่า mignardises ใช้เรียกขนมหวานชิ้นเล็กสำหรับปิดท้ายมื้อ เหมาะกับการค่อย ๆ เลือกแล้วจิบชาตามอีกสักหน่อย รถเข็นในชุดนี้มีทั้งเค้ก บงบง ซาเบล และช็อกโกแลตเพิร์ลให้ทำความรู้จัก
Coffee Bahibé 46% Cake เค้กกาแฟกับช็อกโกแลตนมบาฮิเบ

Bahibé 46% เป็นช็อกโกแลตนมจากโกโก้สาธารณรัฐโดมินิกัน มีบุคลิกโกโก้เด่นร่วมกับโน้ตธัญพืชและผลไม้สุก การวางไว้กับกาแฟจึงเป็นคู่ที่น่าสำรวจสำหรับคนชอบความหอมคั่วและความละมุนของนม เป็นอีกโอกาสให้ลองเปรียบเทียบว่าช็อกโกแลตนม 46% ต่างจาก Hukambi 53% ที่เพิ่งชิมอย่างไร
Basil Lime Caraïbe 66% Bonbon บงบงช็อกโกแลตกับเบซิลและมะนาว

Bonbon ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงลูกอมหรือขนมหวานคำเล็ก ในบริบทนี้คือขนมช็อกโกแลตบงบงที่จับคู่ Caraïbe 66% กับเบซิลและมะนาว ชื่อ Caraïbe อ้างถึงแคริบเบียน ส่วนตัวช็อกโกแลตเป็นงานเบลนด์ที่ให้สมดุลของโกโก้ กลิ่นคั่ว และโทนถั่ว จึงน่าสนใจเมื่อมีสมุนไพรกับซิตรัสเข้ามาเพิ่มอีกมิติ
Sablé Alpaco 66% ซาเบลกับดาร์กช็อกโกแลตจากเอกวาดอร์

Sablé อ่านใกล้เคียงว่า “ซาเบล” เป็นชื่อบิสกิตเนื้อร่วน โดยชื่อเชื่อมโยงกับลักษณะคล้ายทราย ส่วน Alpaco 66% เป็นดาร์กช็อกโกแลตจากโกโก้เอกวาดอร์ มีบุคลิกเครื่องเทศหวาน ถั่ว และโทนไม้ที่ต่างจาก Manjari หรือ Guanaja แม้จะอยู่ในกลุ่มดาร์กช็อกโกแลตเช่นเดียวกัน จึงเป็นคำเล็กที่ชวนให้สนใจทั้งเนื้อขนมและตัวตนของโกโก้
Mixed Chocolate Pearls ไข่มุกช็อกโกแลตสามบุคลิก

ช็อกโกแลตเพิร์ลที่เราได้ชิมมีทั้งไวท์ ดาร์ก และคาราเมล แม้จะเป็นชิ้นเล็กที่สุดในกลุ่ม แต่กลับทานเพลินและให้ความหวานมันชัดเจน เหมาะกับการค่อย ๆ ลองทีละแบบเพื่อเปรียบเทียบรส แล้วจิบชาตาม เป็นตอนจบที่เรียบง่ายแต่ยังอยู่ในธีมช็อกโกแลตอย่างครบถ้วน
บทสรุป บ่ายที่ช็อกโกแลตมีเรื่องให้เล่าจนถึงคำสุดท้าย
ÉCLATS DE CACAO เป็นชุดน้ำชายามบ่ายที่เรามองว่าคุ้มค่าสำหรับคนรัก Valrhona ทั้งจากความหลากหลายของวัตถุดิบ จำนวนองค์ประกอบ และความตั้งใจในการทำขนม แต่สิ่งที่ทำให้บ่ายนี้น่าจดจำเป็นพิเศษคือการได้เห็นช็อกโกแลตตัวเดียวกันเปลี่ยนบทบาท และช็อกโกแลตต่างชนิดเผยบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน

เรายังชอบรายละเอียดของการประกอบขนม แม้บางชิ้นจะมีขนาดให้แบ่งทานได้ แต่เมื่อตัดแล้วส่วนต่าง ๆ ยังอยู่ด้วยกันค่อนข้างดี ไม่เละจนเสียทั้งภาพและความรู้สึกขณะทาน เป็นความประณีตที่รับรู้ได้จริงเมื่อใช้ส้อมแบ่งขนมบนโต๊ะ
ปริมาณในครั้งนี้อิ่มเต็มที่จนเรามีขนมบางส่วนห่อกลับ ซึ่งช่วยอธิบายความรู้สึกคุ้มค่าได้ดี แม้การเสิร์ฟจะเป็นชุดตามเมนู ไม่ใช่บุฟเฟต์ สำหรับเรา สโคนยังเป็นไฮไลต์ที่อยากกลับมาชิมอีก ขณะที่ Coconut Matcha Inspiration และ Passion Fruit Hukambi 53% เป็นสองเมนูที่เติมความสดชื่นให้บ่ายช็อกโกแลตได้อย่างน่าประทับใจ

หากอยากใช้เวลาสักบ่ายกับคนที่ชอบชาและขนมเหมือนกัน ที่นี่มีทั้งรสชาติให้คุยต่อและบรรยากาศให้ค่อย ๆ นั่งเพลิน เมื่อช็อกโกแลตคำสุดท้ายจบลง วิวเจ้าพระยากับชาที่ยังเหลือในถ้วยก็ทำให้เราอยากอยู่ต่ออีกสักพักครับ
ข้อมูลสำหรับวางแผนไปจิบชา
สถานที่ Tea Lounge โรงแรม Capella Bangkok เลขที่ 300/2 ถนนเจริญกรุง เขตสาทร กรุงเทพฯ
ชุด Signature Afternoon Tea ราคา 3,500++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
ชุดพร้อม Capella Diamant Champagne แบบ Brut หรือ Rosé ราคา 5,500++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
Tea Lounge เปิดทุกวัน เวลา 12.00–19.00 น. ควรสอบถามรอบเสิร์ฟและจองล่วงหน้า
Éclat de Cacao ให้บริการถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 กรุณายืนยันช่วงเวลาของชุดพิเศษและรายละเอียดแพ็กเกจกับโรงแรมอีกครั้งเมื่อสำรองที่นั่ง
โทรศัพท์ 02 098 3816 หรือ 065 998 4675
อีเมล [email protected]
Kin Review
Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์