ในโอกาสเทศกาลไหว้พระจันทร์ หนึ่งในประเพณีอันทรงคุณค่าที่เปี่ยมด้วยความหมายแห่งการกลับมาพบพร้อมหน้าของครอบครัว ความกตัญญู และความมั่งคั่ง โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เปิดตัวคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ประจาปี 2569 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากปีมะเมีย ภายใต้แนวคิด The Rocking Horse of Resilience สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ การฟื้นคืนพลัง และการมีสุขภาวะที่สมดุลในทุกมิติ กล่องของขวัญดีไซน์พิเศษประจาปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามและแข็งแกร่งของม้า ออกแบบเป็นประติมากรรมรูปม้าโยกที่โดดเด่น สะท้อนถึงความสมดุล พร้อมสื่อถึงการก้าวเดินด้วยความเข้มแข็ง กลายเป็นของที่ระลึกอันทรงคุณค่าที่ผสานความสนุกสนานเข้ากับความประณีตได้อย่างลงตัว คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้รวบรวมทั้งรสชาติคลาสสิกที่อยู่คู่เทศกาลไหว้พระจันทร์และรสชาติร่วมสมัยที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ผู้รับทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นไส้ทุเรียน ไส้เม็ดบัว และไส้โหงวยิ้ง ซึ่งสะท้อนเสน่ห์ของตารับดั้งเดิมและความทรงจาอันแสนอบอุ่นในทุกคา สำหรับผู้ที่มองหารสชาติแปลกใหม่ ไส้พุทราผสมวอลนัทมอบความหวานละมุนจากพุทราจีนผสานความกรุบของวอลนัทอย่างลงตัว ไส้มอคค่าคาราเมลโดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของกาแฟและคาราเมลเนื้อเนียนหอมละมุน ขณะที่ไส้ช็อกโกแลตพีนัทบัตเตอร์ผสมผสานความเข้มข้นของช็อกโกแลตเข้ากับความหอมมันของถั่วลิสงคั่วอย่างกลมกล่อม ส่วนไส้มัทฉะถั่วแดงยังคงถ่ายทอดความสมดุลของมัทฉะญี่ปุ่นพรีเมียมกับความหวานละมุนของถั่วแดงกวนได้อย่างลงตัว รสชาติใหม่ประจาปีนี้คือ ไส้ชาอู่หลงยูซุ ที่ผสานกลิ่นหอมอันซับซ้อนของชาอู่หลงคุณภาพเยี่ยมเข้ากับความสดชื่นของส้มยูซุจากญี่ปุ่น มอบรสสัมผัสที่หอมละมุน สดชื่น และสง่างามในคาเดียว ปิดท้ายด้วยขนมไหว้พระจันทร์ไส้คัสตาร์ดขนาดมินิ เนื้อคัสตาร์ดเนียนนุ่มละลายในปาก และยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมที่ครองใจทุกวัย คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ The Rocking Horse of Resilience ประจาปี 2569 จัดจาหน่ายในชุดของขวัญขนาด 2 ชิ้น 4 ชิ้น และ 8 ชิ้น เหมาะสาหรับมอบเป็นของขวัญแก่ครอบครัว คนสาคัญ หรือคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อส่งต่อคาอวยพร ความปรารถนาดี และความห่วงใยในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ วางจำหน่ายระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 25 กันยายน 2569 ณ ห้องอาหารร่มไทร และ ห้องอาหารแซฟฟรอน กริลล์ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ The Rocking Horse of Resilienceขนมไหว้พระจันทร์กล่องเดี่ยว ราคา 288 บาทต่อชิ้นแบบกล่อง 2 ชิ้น ราคา 958 บาทต่อกล่องแบบกล่อง 4 ชิ้น ราคา 1,488 บาทต่อกล่องแบบกล่องลักซ์ชัวรี่ 8 ชิ้น ราคา…
Author: Nopmanee
KIMPTON MAA-LAI BANGKOK เตรียมพร้อมรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ประจำปีมะเมีย ด้วยคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ม้าไฟ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2569 ด้วยคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ม้าไฟ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองศิลปะและประเพณี ผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์ของปีนักษัตรในรูปแบบใหม่ที่โดดเด่นและร่วมสมัย โดยหัวใจสำคัญของคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ยังคงเป็นความร่วมมือกับ Artstory By Autistic Thai ซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิออทิสติกไทย ภาพ “ม้าไฟ” ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ถูกสร้างสรรค์โดย คุณอนุสรณ์ ถุนารินทร์ หรือ มิกซ์ หนึ่งในศิลปินมากความสามารถของ Artstory By Autistic Thai โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายขนมไหว้พระจันทร์ทุกกล่อง จะถูกนำบริจาคเพื่อสนับสนุนภารกิจของ Artstory By Autistic Thai และต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่าง 2 องค์กร ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งได้ระดมทุนไปแล้วกว่า 200,000 บาท Artstory By Autistic Thai ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ด้วยพันธกิจในการช่วยเหลือบุคคลออทิสติกให้พัฒนาทักษะอาชีพผ่านงานศิลปะ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สำหรับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ นั้น การร่วมมือกับ Artstory By Autistic Thai เป็นการต่อยอดจากความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า การบริการที่ดีที่สุดคือการให้คืนสู่สังคม KIMPTON SIGNATURE MOONCAKE BOX กล่องขนมไหว้พระจันทร์ Kimpton Signature Mooncake Box ถูกออกแบบมาให้เป็นของที่ระลึก สามารถนำไปใช้ต่อได้หลังจากรับประทานขนมไหว้พระจันทร์หมดแล้ว โดยรูปทรงเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความแข็งแกร่ง และการปกป้อง มาในโทนสีที่เรียบง่ายแต่หรูหราสวยงาม อย่างสีแดงเพลิง สีทองเมทัลลิก และสีน้ำตาลเข้ม ภายนอกทำจากหนังคุณภาพสูง ตกแต่งด้วยการพิมพ์ฟอยล์สีทองและลายปั๊มจมที่สะท้อนแสงบนพื้นผิว ส่วนภายในบุด้วยกำมะหยี่อย่างสวยงาม จัดวางขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้นได้อย่างประณีต กล่องนี้ได้รับการออกแบบมาให้สามารถนำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นกล่องเก็บเครื่องประดับ ที่เก็บของใช้ หรือของตกแต่งโต๊ะทำงาน ที่จะส่งต่อพลังแห่งม้าไฟต่อไป ชุดขนมไหว้พระจันทร์ของคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ประกอบด้วยขนมไหว้พระจันทร์ทั้งหมด…
Story : Nopmanee P. / Photo : Pol.Capt. Kittin A เวลาช่างผ่านไปไว เผลอๆอีกไม่กี่วันก็จะหมดปีอีกแล้ว วันนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านไปทานบุฟเฟ่ต์มื้อพิเศษส่งท้ายปี 2568 กันแบบจัดเต็ม บุฟเฟต์มื้อเย็น ที่มีอาหารนานาชาติให้เลือกอย่างหลากหลาย วัตถุดิบดี ปรุงดี ได้อิ่มหนำสำราญกลับบ้านกันทุกคนแน่นอน ที่ห้องอาหาร Flavors โรงแรมเรเนซองด์ แถวแยกราชประสงค์นั่นเอง จะปีใหม่ทั้งทีจะมานั่งเหงาหงอยอยู่บ้านไม่ได้นะคะ ต้องมาที่นี่เลย ห้องอาหารเฟลเวอร์ (Flavors) โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ แลนด์มาร์คใจกลางกรุงที่ขอกดคะแนนให้เต็มสิบไม่หัก! เหมาะเหลือเกินที่จะมาฉลองค่ำคืนสิ้นปีหรือเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสำรับนานาชาติที่อลังการงานสร้างประหนึ่งจัดเลี้ยงในพระราชวัง ราตรีเยือนเตือนศักราชจะผันเปลี่ยน จวนจะเวียนบรรจบพบปีใหม่ มาฉลองส่งท้ายกันให้รื่นรมย์ใจ ณ เฟลเวอร์เลิศวิไลราชประสงค์ กลิ่นอายความสุขโชยฟุ้งจรุงจิต มวลมิตรชวนชิมสำรับอันประสงค์ อาหารนานาชาติพรั่งพรูดูมั่นคง ประดับด้วยความวิจิตรบรรจงทุกจานใจ สัมผัสบรรยากาศหรูหราพาเพลิดเพลิน กลิ่นหอมเชื้อเชิญให้หลงไหล รสชาติเลิศล้ำเกินคำบรรยายใด เป็นกำไรแห่งชีวิตคริสต์มาสและปีใหม่ มาค่ะ มาลองกันเลย วันนี้เราจะมารีวิวมื้อพิเศษนี้ ที่ยกขบวนเมนูอาหารยอดฮิตของเทศกาลแห่งความสุขนี้มาให้ได้ทานกันทั้งหมดเลย Traditional Roasted Turkey ไก่งวง สัญลักษณ์ของเทศกาลที่จะขาดเมนูนี้ไปไม่ได้เลย ไก่งวงอบที่ดูสามัญ homemade ของครอบครัวฝรั่ง(ที่เห็นจากในหนัง) จะต้องอบในครัวของบ้านเพื่อมาทานกันทั้งครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันในช่วงเทศกาลนี้ ก็มีมาให้ทานกันอย่างหนำใจ สามารถบอกได้เลยว่าจะรับประมาณกี่ชิ้น พร้อมกับราดซอสเบอร์รี่เข้มข้น Honey Glaze ham อบกับน้ำผึ้งและชิ้นสับปะรดฝาน เหล่า spice ล็อปสเตอร์เทอร์มิดอร์ (Lobster Thermidor) กุ้งมังกรตัวโตอาบชีสเยิ้มๆ กลิ่นหอมจัดชวนหยิบจับ รสสัมผัสเนียนหนึบช่างเย้ายวน เนื้อล็อปสเตอร์แน่นเด้ง ผิวนอกถูกเบิร์นไฟเหลืองทองดูดี มีความหวานเนื้อกุ้งพุ่งปะทะรสเค็มมัน สัมผัสสวรรค์ชั้นเลิศช่างแน่นหนัก เป็นจานหรูคู่สำรับที่น่ารัก ฝากรสความจำหลักไว้ที่ปลายลิ้น Roasted Aus. Prime Rib เมนูซี่โครงวัวออสเตรเลียเกรดพรีเมียม นำไปอบอย่างพิถีพิถันจนได้ระดับความสุกที่สมบูรณ์แบบ เนื้อด้านนอกมีสีทองน้ำตาลสวยจากการอบ ขณะที่ด้านในยังคงความฉ่ำ นุ่ม และชุ่มไปด้วยน้ำเนื้อธรรมชาติ เมื่อหั่นจะเห็นลายไขมันแทรกกระจายตัวสวยงาม ช่วยเพิ่มความหอมมันและรสหวานของเนื้อวัว เสิร์ฟร้อน ๆ ให้รสชาติกลมกล่อม ละมุนในทุกคำ Roasted Lamb rack…
Story : Nopmanee P. / Photo : Pol.Capt. Kittin A เนื่องในเทศกาลแห่งความสุขนี้ kinandleisure.com จะพามา Unbox ชุดน้ำชาสุดระยิบระยับชุดพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือกันของโรงแรม The St.Regis x SWAROVSKI แบรนด์คริสตัลที่อยู่ในใจของใครหลายคนมาเนิ่นนาน เราจะพามาเปิดทุกชิ้น ทุกรสชาติที่บรรจุมาภายในกล่องสีเหลืองทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของสวารอฟสกี้ ที่เดอะ ดรอว์อิง รูม ชั้น 12 ของโรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ที่ช่วงนี้ไปจะได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศตีม Swiss Chalet ski resort อันชวนฝันได้อีก ช่วง Festive แบบนี้ ทางโรงแรม St.Regis แห่งแรกที่นิวยอร์กจะมีธรรมเนียมการฉลองเฉพาะตัว House of Celebration สืบทอดมาจนปีนี้ 121 ปีแล้ว ซึ่งในปีนี้ทางโรงแรม St.Regis กรุงเทพได้คอลแลปกับ Swarovski ประเทศไทย ด้วยชุดน้ำชาชุดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ด้วย เชฟแมทเทิลได้ผสมผสานความเป็นเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน ชุดนี้จะมี Welcome drink ให้ เสิร์ฟมาในแก้วค็อกเทลผูกริบบิ้นสีเหลืองขนาดใหญ่เขียน SWAROVSKI และตัวเครื่องดื่มเป็นรสเหล่าเบอร์รี่สีเหลืองทองมีฟองสีขาวช่วยเรียกความสดชื่นให้แก่ทุกท่านที่เพิ่งมาถึง ชุดน้ำชาชุดนี้มีชา TWG ให้เลือกได้ 3 รสชาติ วันนี้เราขอเลือกตัวแนะนำเป็น St.Regis French Blend อันหวานหอมมีเอกลักษณ์ เข้ากันได้ดีกับชุดน้ำชาในวันนี้ และเป็นตัวพิเศษหาทานได้แค่ที่นี่เช่นกัน เอาล่ะค่ะ ก็มาถึงเวลาที่เราจะมา Unbox SWAROVSKI กล่องสีเหลืองทรงแปดเหลี่ยมนี้กันแล้ว เมื่อเปิดฝาออกมาเราก็จะได้พบกับเหล่าของคาวและหวานบรรจุมาบนชั้นอะคลิลิกใสทั้ง 4 ชั้น มีขนมอย่างละ 2 ชิ้น สำหรับรับประทานกัน 2 คน ในฉากหลังสีครีม เหล่าขนมก็ดูน่ารัก ดูน่ารับประทานยิ่งนัก ซึ่งเราจะขอเริ่มจากของคาวกันตามลำดับนะคะ เรามากันที่ชั้นล่างสุด Chicken Liver Pate ตับไก่บดรสนุ่มนวลถูกป้ายเป็นก้อนกลมอยู่ตรงกลางของแป้งชูว์รสฟักทองอ่อนๆ แล้วประดับด้วยใบ Red…
Story : Nopmanee P. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วันนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านไปทานอาหารอิตาเลียนชายฝั่ง ที่ต้องขอบอกว่าวัตถุดิบสดมาก เหมือนเราเพิ่งยกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาไว้บนโต๊ะนี้กันเลยทีเดียว ด้วยฝีมือการปรุงของเชฟอเลสซิโอ บันเคโร เชฟคนใหม่ที่ได้ปรับเมนูอาหารใหม่ ให้เราได้นั่งทานอิตาเลียนชายฝั่งสดๆกันอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านเพลินจิต ที่โรงแรม Park Hyatt ห้องอาหาร Embassy room La Marina นั่นเอง เมื่อเดินผ่านโถงมาที่ลิฟต์ของโรงแรม ให้กดขึ้นไปที่ชั้น L เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตามขั้นบันไดที่ทอดตัวยาวลดหลั่นลงไป ให้เราได้ปรับอารมณ์ความรู้สึกเป็นโหมดผ่อนคลาย รอบข้างก็ตกแต่งด้วยวัสดุเน้นโทนสีอ่อนเป็นหลัก ตัดผ่านส่วนที่นั่งของ Lobby เดินไปตาม wooden art piece สีดำที่ประดับอยู่เหนือศีรษะก็ช่วยนำสายตาให้เราเดินตามเข้าไปในร้านด้วยเช่นกัน วันนี้เราได้โต๊ะริมหน้าต่าง ก่อนแสงอาทิตย์จะลาลับไป มองออกไปเห็นชุดโต๊ะนั่ง outdoor กลางสวนเขียวใต้ร่มไม้ใหญ่ ส่วนชุดโต๊ะ indoor แบบที่เรานั่งอยู่ก็ถูกแบ่งพื้นที่กั้นเป็นสัดส่วนเป็นส่วนๆไป ทำให้รู้สึกมีความเป็นส่วนตัวมากทีเดียว ส่วนด้านในสุดของร้านยังเป็นครัวเปิด สามารถมองเห็นเชฟอเลสซิโอและทีมกำลังตั้งใจปรุงอาหารอยู่หน้าเตา ในครัวอันทันสมัย อุปกรณ์ครบครัน (ระบบระบายอากาศก็ยอดเยี่ยม) เมื่อนั่งไปได้ซักพัก ในยามเย็นโพล้เพล้แบบนี้ ได้เครื่องดื่มซักแก้วก็ดี ซึ่งที่นี่มีมิกโซโลจิสจาก Penthouse Bar + Grill ไว้คอยบริการด้วย ดิฉันขอให้เค้าแนะนำตัวยอดนิยมก็จะเป็นกลุ่ม Spritz o’clock ดูแล้วชื่อ Hugo เก๋ดี (450 บาท) จัดมาลองซักหนึ่งแล้วกัน ก่อนดื่มให้คนก่อนแล้วจะรู้สึกถึงความสดชื่นซาบซ่านด้วย St. Germain, Prosecco, soda เสริมด้วย lemon, mint ฟุ้งขึ้นมาปิดท้าย ในส่วนของขนมปังฟอคาเซียของที่นี่นั้น ผิวบางกรอบ เนื้อขนมปังละเอียดมากและออกจะชุ่มฉ่ำนิดนึง ทานคู่กับมาสคาโปเนชีส น้ำมันเบซิล ก็จะนัวๆรสนุ่มนวลแตกต่างไปจากการทานกับเนยดี หรือทานกับน้ำมันมะกอกเข้มข้น จากบูกาเยีย หยด Vinegar นิดนึงก็จะได้ทั้งความมันนุ่มนวลและเปรี้ยวเล็กน้อยขึ้นมา มื้อนี้เราเลือกสั่งแบบ à la carte เริ่มเปิดมื้อกันด้วย…
“แกงหอง” เมนูทรงโปรดในสมเด็จพระพันปีหลวง ตำนานแกงชาววังที่หอมละเมียด รสกลมกล่อมเหนือกาลเวลา ในตำรับอาหารชาววังไทย มีเมนูมากมายที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราว ความละเอียดอ่อน และศิลปะแห่งรสชาติ หนึ่งในนั้นคือ “แกงหอง” — แกงโบราณที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก แต่กลับเป็น “เมนูทรงโปรด” ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งโปรดให้จัดถวายบ่อยครั้งในช่วงที่ยังประทับอยู่ในพระราชวังจิตรลดา แกงหองไม่ได้เป็นแกงที่เผ็ดร้อนหรือจัดจ้านอย่างแกงไทยทั่วไป แต่โดดเด่นด้วย “รสกลมกล่อม หอมเครื่อง และมันละมุนจากมะพร้าว” มีเสน่ห์ของอาหารชาววังที่เรียบง่ายแต่ละเมียดละไมทุกขั้นตอน 🌿 ต้นกำเนิดของ “แกงหอง” คำว่า “หอง” มีผู้สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “หอม” หรืออาจมาจาก “ฮังหอง” ที่หมายถึงอาหารใส่เครื่องหลายอย่างคล้ายแกงกะทิผสมกับพะแนงบางส่วน แกงหองเป็นอาหารที่ปรับปรุงขึ้นจากตำรับเมืองใต้ แต่ได้รับการปรุงแต่งในรั้วในวังให้มีความอ่อนนุ่ม ละเมียดขึ้นจนกลายเป็นอาหารชาววังเต็มตัว เมนูนี้จึงถือเป็นหนึ่งใน “แกงกะทิแบบวัง” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือใช้หมูเนื้อแดงหั่นบาง หมักกับน้ำปลา พริกแกงตำเอง และคั้นกะทิสด โดยมักใส่เครื่องอย่างมะเขือเปราะหรือหน่อไม้อ่อน เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบมะกรูดซอยและพริกชี้ฟ้าซอยบาง ๆ 👑 แกงหอง – รสโปรดแห่งวังหลวง “แกงหอง” ปรากฏในบันทึกอาหารไทยและตำราอาหารของราชสำนักในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โดยกล่าวถึงว่าเป็นเมนูที่สมเด็จพระพันปีหลวงโปรดให้ขึ้นโต๊ะบ่อย เพราะเป็น “อาหารรสพอดี ไม่จัดจ้านจนเกินไป รับประทานง่าย และมีกลิ่นหอมละมุนของกะทิและเครื่องแกงตำเอง” อาหารชาววังที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องหรูหราเสมอไป แต่คือความละเมียดในการเลือกวัตถุดิบ การปรุงรส และความใส่ใจในรายละเอียดจนออกมาเป็นรสชาติที่ “กลมกล่อมพอดีทุกสัมผัส” — ซึ่ง “แกงหอง” คือภาพแทนที่สมบูรณ์ของความละเมียดนั้น 🍛 สูตร “แกงหอง” ตำรับชาววัง (ฉบับเรียบง่าย ทำได้ที่บ้าน) วัตถุดิบ เนื้อหมูแดง (หรือหมูสามชั้นเล็กน้อย) 300 กรัม กะทิสด 2 ถ้วย น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ พริกแกงหอมตำเอง (หรือใช้พริกแกงเผ็ดแบบไทยก็ได้) 3 ช้อนโต๊ะ มะเขือเปราะหั่นแว่น 5–6 ลูก ใบมะกรูดซอย…
“FRIDAY POUR” at The Coffee Academics, Velaa Sindhorn Village Langsuan “The Coffee Academics” คาเฟ่ระดับพรีเมียมจากฮ่องกง ที่ผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยอย่างลงตัว ขยายความนิยมสู่ประเทศไทย พร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษ เก็บตกบรรยากาศความสนุกจากงาน “FRIDAY POUR” at The Coffee Academics, Velaa Sindhorn Village Langsuanที่จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 19.00 – 21.00 น. ณ สาขาโครงการเวลา หลังสวน (Velaa Sindhorn Village, Langsuan) ภายในงาน ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับไวน์ชั้นเยี่ยมถึง 6 ชนิด พร้อมคานาเป้รสเลิศ เสิร์ฟไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมง ท่ามกลางเสียงเพลงจากดีเจที่จะมาสร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยพลังและความสนุกอย่างมีสไตล์ The Coffee Academics มุ่งหวังให้ร้านกาแฟเป็น “Day Maker” ที่มอบประสบการณ์อันน่าประทับใจและเติมเต็มสีสันในทุกวันของคุณอย่างสมบูรณ์แบบ ราคาสำหรับการเข้าร่วมงานอยู่ที่990 บาท/ท่านเพลิดเพลินกับการจิบไวน์แบบจัดเต็ม 2 ชั่วโมงเต็ม สำหรับงานครั้งถัดไป จะจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568สามารถสำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE Official Account: @tca_thailandFB: www.facebook.com/TheCoffeeAcademicsTH IG: https:// https://www.instagram.com/thecoffeeacademicsth/ หรือโทร. 02-164-2500ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ปัจจุบัน ร้านเดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ มีจำนวน 3 สาขา โดยสาขาแรก โครงการเวลา หลังสวน, เซ็นทรัล เวิลด์ และ เกษรวิลเลจ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ (โครงการเวลา หลังสวน) จุดกำเนิดของ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ เกิดขึ้นจากสตูดิโอแห่งหนึ่งในคอสเวย์ เบย์ ฮ่องกง เมื่อปี 2553 โดยในขณะนั้น เดอะคอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และเป็นพื้นที่ทางความคิดสำหรับกลุ่มคนที่รักกาแฟเหมือนๆ กัน ต่อมาในปี 2555 ร้านกาแฟ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ได้เปิดตัวขึ้นที่ ถนน Yiu Wa ในคอสเวย์ เบย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนิยามประสบการณ์แบบคอฟฟี่เฮ้าส์ในฮ่องกงขึ้นมาใหม่ โดยฝีมือของ นางสาวเจนนิเฟอร์ หลิว (Jennifer W.F. Liu) นักธุรกิจและสถาปนิกหญิงชื่อดังของฮ่องกง (ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ทรงอิทธิพลในปี 2562 โดย Forbes Asia) โดยเมื่อเริ่มแรกนั้น ผู้ก่อตั้งมีความเชื่อมั่นว่า ผู้บริโภคในฮ่องกง…
Story : Nopmanee P.. / Photo : Pol.Capt. Kittin AChef : Federico Orrù / Cuisine type : Italian / Level : Fine Dining วันนี้ Kinandleisure.com ขอกลับมาที่นี่อีกครั้ง พามาเปิดวาร์ป มานั่งละเลียดทานอาหารอิตาเลียนวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล รังสรรค์โดยเชฟ Federico จิบไวน์อยู่ในมุมสงบ ร้านบรรยากาศแบบสบายๆล้อมรอบไปด้วยขวดไวน์หลากฉลาก (นี่ฉันนั่งอยู่ในห้องเก็บไวน์ที่อิตาลีหรือไร) ที่อยู่ห่างจากความวุ่นวายของแยกอโศกเพียงไม่กี่เมตร! หรือจะมาจากทางพร้อมพงษ์ ซอยสวัสดีก็ไม่ติด เมื่อเข้ามาในบริเวณของร้าน เดินบนทางเดินหินตัดผ่านเนินสนามหญ้าเขียวขจีมุ่งตรงมาที่ประตูทางเข้าร้าน ด้านในเหมือนหลุดมาจากฉากหนังอิตาเลียนซักเรื่อง ด้วยผนังสีครีมอ่อน ประดับด้วยไม้สีน้ำตาลเข้มตามส่วนต่างๆของร้าน ฝ้าเพดานไม้สีน้ำตาลเข้มสูงโปร่ง ภาพสีน้ำมัน โปสเตอร์ เสาอิฐที่อยู่ระหว่างชั้นขวดไวน์หลากฉลาก ทำให้นึกถึงการนั่งอยู่ในห้องเก็บไวน์ที่ไร่องุ่นกลายๆ อีกทั้งกลางห้องยังมีเสากลมสีแดงส่งให้ดูโมเดิร์นไปด้วย ระหว่างที่ดิฉันนั่งรอเพื่อนอยู่นั้น มีของให้ทานเล่น ขอเรียกง่ายๆว่า ข้าวเกรียบ 3 สี ที่ประทับใจสุดเป็นข้าวเกรียบสีแดง ทำจากบีทรูทสไลด์เป็นแผ่นบางๆ แล้วนำไปทอดโดยที่เรายังคงรู้สึกถึงความสดใหม่อยู่ไม่คลาย หันไปลองทานชิ้นอื่นแล้วก็ยังกลับมาทานอันนี้อีก แผ่นสีเขียวก็ให้เนื้อสัมผัสที่หนาขึ้นกลมๆพองๆดี ส่วนสีเหลืองนั้นก็บางมากๆ มีความฟูกรอบอยู่ในตัว เค็มหน่อยๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ขนมปังขาไก่ ในกระบอกเซรามิคสีขาว ที่อาจจะเป็นขนมปังที่คุ้นปากคนไทยมากที่สุด ขนมปังแท่งกลมยาวกรอบๆ กัดลงไปก็รู้สึกได้ถึงความสดใหม่ของขนมปังนี้ เอาล่ะเพื่อนดิฉันได้ฝ่าการจราจรในช่วงเย็นมาถึงแล้ว เรามาเริ่มกันที่ Prosecco by Ferrari เป็น Welcome drink กันเลยค่ะ ตัวนี้ Dry ก็จะไม่หวานมาก มีฟองซ่าน้อยหน่อย เรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี จานแรกนั้นมาในรูปแบบสามชิ้น เสิร์ฟมาบนจานทรงหนาสีขาว เราจะมาไล่โน๊ตเปิดต่อมรับรสกันจากซ้ายไปขวา ชิ้นซ้ายสุด ที่เด่นสุดคือไส้ตรงกลาง ตับบดประกบด้วยเจลลี่กาแฟที่ทั้งให้ความหอม และรสขมไหม้หน่อยๆมาเสริมรสชาติให้คำนี้มีมิติมากขึ้น กับขนมปังชิ้นบางๆประกบอยู่ทั้ง 2 ข้าง ชิ้นกลางนั้นเป็นรสของเห็ดแชมปิญองหอมอบอวลในโพรงปากคล้ายซุปข้นในถ้วยทาร์ต ชิ้นขวาสุด หน้าตาน่ารักทั้งรูปลักษณ์และรสชาติโดดเด่นด้วย Smoked cheese Scamorza หอมนมนัวร์ๆบนขนมปังชิ้นหนาสีชมพู เป็นคำที่ขอเตือนไว้เลยว่าต้องทานเข้าไปทั้งชิ้น ไม่งั้นถ้าละเลียดกัดชีสจะทะลักออกมาก่อนได้ทาน…
Story : Nopmanee P.. / Photo : Pol.Capt. Kittin AChef : Mulako O / Cuisine type : Thai / Level : Casual Dining วันนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านนั่งเรือที่แม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามเวลากลับไปยังบ้านโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 นั่งรับประทานข้าวแช่สูตรพิเศษของพระยา ไดนิ่ง และไปโพสท่าถ่ายรูปกัน ที่ขอบอกว่าที่นี่มีหลายมุมให้ถ่ายรูปพอสมควรเลยล่ะค่ะ ทุกท่านที่จะมาที่นี่ต้องใช้การสัญจรทางน้ำแบบสมัยโบราณ นั่งเรือเข้ามา เนื่องจากที่นี่ทางรถเข้าไม่ถึง ซึ่งจะมีเรือของโรงแรมให้บริการ รับจากท่าพระอาทิตย์ หรือให้ไปจอดรถที่วัดราชาธิวาส แล้วโทรเรียกเรือให้รับจากท่านี้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเราได้เลือกอย่างหลังกัน เลยได้นั่งเรือชมท่าวาสุกรี วังบางขุนพรหม สะพานพระราม 8 ไปพลางๆก่อนที่จะถึงโรงแรม Praya Palazzo เมื่อได้ขึ้นจากท่าน้ำแล้วเดินลอดซุ้มเหล็กดัดที่ทำเป็นชื่อโรงแรมไปสู่ลานหินขนาดกว้าง ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นสบายตา ได้ยลโฉมบ้านหลังนี้กันชัดๆ ก่อนจะพูดถึงอาหารการกิน ยายขอเจียดเวลาพาเดินย้อนเวลากลับไปสักนิด ให้รู้จักกับบ้านหลังนี้เสียก่อน จะได้ซาบซึ้งเวลานั่งกินข้าวอยู่ใต้คานไม้ที่เคยผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษ บ้านบางยี่ขัน นั้นสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2466 อยู่ในรัชสมัยของ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ตอนนั้นเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเก่าไปใหม่ ชนชั้นเจ้าขุนมูลนายเริ่มนิยมการสร้างเรือนในแบบตะวันตก บ้านหลังนี้เองก็เช่นกัน เขาสร้างตาม สถาปัตยกรรมแบบพาลาดิโอ ที่เน้นความสมดุล สัดส่วนเป๊ะๆ แบบคลาสสิก แต่แฝงไว้ด้วยความละมุนละไมแบบตะวันออก เจ้าของบ้านคนแรกเป็นผู้ดีเก่าฝ่ายพลเรือน ชื่อเสียงขจรขจายตั้งแต่สมัยนั้น ยกบ้านนี้ขึ้นริมเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตั้งชื่อว่า “บ้านบางยี่ขัน” ตามย่านถิ่นฐานอันเงียบสงบ บ้านหลังงามนี้เป็นศูนย์กลางของชีวิตครอบครัวอยู่หลายสิบปี จนเมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรม ลูกหลานจึงได้ส่งต่อบ้านให้กลายเป็นโรงเรียนอยู่ราว 30 ปีเต็ม เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนย้ายออก ผู้เรียนเติบโต ที่ดินนี้ก็ถูกปล่อยให้เงียบเหงา บ้านใหญ่เงียบงันอยู่นานเกือบยี่สิบปี ถูกเถาวัลย์และลมฝนกลืนกินทีละน้อย รอวันที่จะมีใครสักคนหันมาเหลียวแล แล้วก็มีจริงๆ เจ้าค่ะ… เมื่อราวสิบกว่าปีที่ผ่านมา บ้านบางยี่ขันก็ได้เจอผู้มีใจรักในเรือนโบราณ เขาเข้ามาบูรณะด้วยความประณีต บางส่วนต้องรื้อแล้วก่อขึ้นใหม่ แต่เขาก็พยายามอย่างยิ่งให้บ้านกลับมามีหน้าตาใกล้เคียงกับเดิมที่สุด ไม่ลืมรายละเอียดเล็กๆ ที่คนโบราณเขาใส่ใจ ตั้งแต่คิ้วบัวกรอบประตู ยันลายลูกกรงระเบียง จนที่สุด…
Story : Nopmanee P. Jipjip / Photo : Pol.Capt. Kittin A Sun วันนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านก้าวย่างเข้าไปสู่โลกของข้าวแช่กันอีกครั้งที่โรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่งริมถนนวิทยุ ที่ตั้งของโรงแรมตรงนี้เคยเป็นวังเก่า ด้วยบรรยากาศ แนวคิดการตกแต่งของโรงแรมก็ช่างเป็นใจยิ่งนัก เหมาะสำหรับการตั้งวงรับข้าวแช่คลายร้อนแดดเดือนเมษากับเพื่อนๆ ครอบครัวหรือคนรู้ใจ ใช่แล้วค่ะที่หมายถึงในวันนี้ คือ โรงแรม The Athenee Hotel, A Luxury Collection Hotel Bangkok เมื่อมาถึงแล้วขอกดลิฟต์ตรงดิ่งไปที่ชั้น 3 เดินตรงเข้าไปด้านในจะพบกับห้องอาหาร The Smooth Curry อยู่ทางด้านขวา ห้องอาหารนี้ตกแต่งด้วยพื้นไม้ลายก้างปลาให้กลิ่นอายความหรูหราแบบฝรั่งยุคล่าอาณานิคม ผนังบางแผงเป็นลายฝาปะกนคล้ายบ้านทรงไทยภาคกลางเวอร์ชั่นร่วมสมัย ร่วมกับชุดเก้าอี้ไม้ผสมหวายสีดำ มีโต๊ะทานข้าวทั้งแบบกลมและเหลี่ยมให้เลือกนั่งได้ตามใจชอบ ผนังห้องสีเขียว-ขาวตัดกับขอบไม้ บางช่องถูกประดับด้วยเครื่องลายครามแบบพองาม โคมอัจกลับส่องแสงสีนวลตาเพิ่มบรรยากาศความเป็นไทยโบราณได้อีก ฝ้าเพดานสีขาวบางส่วนก็ถูกขับเน้นด้วยลาย เหมือนดอกมะลิถูกร้อยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือจะบอกว่าบรรยากาศดีมาก หลังจากชมบรรยากาศกันไปแล้ว ขอเริ่มกันที่ส่วนอาหารเรียกน้ำย่อยกันต่อเลยดีกว่า ชุดข้าวเกรียบน้ำพริกเผา เสิร์ฟมาในชุดหาบย่อส่วนดูน่ารักน่าชัง (ที่ปัจจุบันเราจะเจอชุดหาบได้แค่ที่ตลาดย้อนยุคแล้ว) ข้าวเกรียบแผ่นขนาดปกติกรุบกรอบ จิ้มทานกับน้ำพริกเผาไปพลางคุยกับเพื่อนๆไปพลางได้อย่างเพลิดเพลิน ช่อม่วงปลาช่อนนา (390 บาท) ทำจากแป้งลายริ้วสีม่วงที่บรรจงม้วนพับอย่างประณีต เสมือนจำลองตัวเป็นดอกอัญชันที่กำลังเบ่งบานเป็นหย่อมๆบนจานสีเทาเข้มใบโต แป้งเนื้อนุ่มหนึบกำลังดี ภายในสอดไส้ปลาช่อนนาอย่างพิถีพิถัน ใช้เนื้อปลาช่อนสดที่ถูกนำมาผัดกับเครื่องเทศไทยตำรับโบราณอย่างละเอียด ละมุนด้วยกลิ่นของรากผักชี กระเทียม พริกไทย และหอมแดงเจียวที่ค่อย ๆ ผัดให้เข้ากันจนเกิดความหอมอ่อน ๆ ก่อนนำไปปรุงรสให้ออกหวานนำเค็มตามอย่างพอดี เนื้อปลาถูกสับให้หยาบเล็กน้อยเพื่อให้ยังคงเนื้อสัมผัสและรสชาติของปลาชัดเจนในแต่ละคำ เมื่อกัดลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรและรสกลมกล่อมของไส้ปลาช่อนผัดจะค่อย ๆ คลี่ออกมาทีละน้อย ผสานกับแป้งนุ่มด้านนอกได้อย่างลงตัว ช่อม่วงแต่ละชิ้นจัดเรียงมาพร้อมดอกไม้ทานได้หลากสีสัน เพิ่มมิติให้กับทั้งรสชาติและรูปลักษณ์ เป็นคำเล็ก ๆ ที่เคี้ยวไม่นานก็หมดเสียแล้ว ประทัดลม (420 บาท) แป้งปอเปี๊ยะม้วนเป็นทรงกระบอกทบกันหลายชั้นทำให้กลายเป็นแป้งหนาขึ้นกว่าทั่วไป นำไปทอดได้กรุบกรอบกำลังดี ภายใต้แป้งนั้นเป็นชิ้นเนื้อกุ้งสีขาวตัวใหญ่ ชวนประทับใจสุดก็ตรงนี้ ด้วยรสชาติและสัมผัสของกุ้งสด ประทัดลมทั้งชิ้นนี้จะถูกหั่นครึ่งเฉียงๆจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบมาในจานสีเทาใบโต เมื่อทั้งแป้งและกุ้งถูกเคี้ยวอยู่ในปากจะเกิดเสียงดุจประทัดนี้อาจเป็นที่มาของชื่อ ทานกับน้ำจิ้มบ๊วยหวานพองามสูตรเฉพาะของร้านที่เป็นถ้วยเล็กๆอยู่ในหาบ และพระเอกของมื้อนี้ ข้าวแช่ชาววัง ที่เชฟมนตรีและทีมเชฟประจำห้องอาหาร ได้ปรุงข้าวแช่ตำรับชาววังตามกรรมวิธีโบราณ โดยแช่ข้าวหอมมะลิออร์แกนิคจากกลุ่มเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเมล็ดเรียงสวยและมีกลิ่นหอม แช่ข้ามคืนในน้ำลอยดอกมะลิเพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่แทรกซึมในทุกอณู…