“สามรส สามวัฒนธรรม สามภูมิปัญญาในใบไผ่” — บ๊ะจ่าง 3 สหายแห่งเดอะ ซิลค์ โร้ด ณ ใจกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ห้องอาหารจีนระดับตำนาน เดอะ ซิลค์ โร้ด ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ได้เปิดม่านต้อนรับเทศกาลแข่งเรือมังกรประจำปี 2568 ด้วยบ๊ะจ่าง 3 สหาย — อาหารประเพณีที่แฝงไว้ด้วยเรื่องเล่า วัฒนธรรม และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ เชฟกั๊ม แห่งเดอะ ซิลค์ โร้ด — บุคคลผู้คร่ำหวอดในครัวจีนระดับภัตตาคารมาหลายทศวรรษ — ได้รังสรรค์บ๊ะจ่างทั้งสามชนิดในปีนี้ด้วยหัวใจที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และรสสัมผัสอันลุ่มลึกเข้าสู่มิติแห่งรสชาติ ที่มิใช่เพียงความอร่อย หากแต่เป็นบทสนทนาอันลึกซึ้งของวัตถุดิบ สัดส่วน เทคนิค และรากวัฒนธรรมที่เชฟบรรจงร้อยเรียงไว้ในแต่ละห่อ 1. บ๊ะจ่างสูตรพิเศษของเชฟ (Chef’s Signature Zong Zi) ไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่ห่อนี้ — บ๊ะจ่างที่เชฟกั๊มรังสรรค์ขึ้นใหม่ในสไตล์ “กวางตุ้งร่วมสมัย” ด้วยหัวใจและมือของผู้ปรุงที่ผ่านครัวมามากกว่าครึ่งศตวรรษ ข้าวเหนียวเนื้อเนียนไม่ร่วนไม่เละ ถูกคลุกเคล้าอย่างแยบยลกับซีอิ๊วดำคุณภาพสูงและกลิ่นหอมเย้ายวนของพุทราจีนแห้งที่ผ่านการตุ๋นอย่างพิถีพิถันจนเปื่อยนุ่มราวเยื่อใยไหม ตัดรสด้วยกุ้งแห้งขนาดกำลังพอเหมาะ ให้รสชาติเค็มละเมียด ถั่วแดงเม็ดนุ่มสุกพอดี เห็ดหอมชั้นดี ถั่วลิสงกรุบกรอบ และหมูคุโรบูตะที่ผ่านการตุ๋นในน้ำปรุงจนเข้าเนื้อ กลายเป็นหนึ่งในห่อที่นำเสนอรสชาติ “จีนแบบใหม่” ซึ่งยังคงยืนหยัดบนรากฐานของสูตรดั้งเดิม 2. บ๊ะจ่างกวางตุ้ง (Cantonese Zong Zi) คลาสสิกที่ผู้หลงใหลอาหารจีนไม่ควรพลาด บ๊ะจ่างสูตรกวางตุ้งแท้ที่ยึดมั่นในหลักของ “รสพอดี ความกลมกล่อม และวัตถุดิบต้องสด” ข้าวเหนียวเหนียวนุ่มกำลังดี ปรุงรสเค็มอมหวานด้วยซีอิ๊วดำที่เชฟเลือกใช้เฉพาะซีอิ๊วหมักบ่มนาน เพิ่มกลิ่นหอมพิเศษเฉพาะตัว ภายในซ่อนขุมทรัพย์อันหลากหลาย — หมูคุโรบูตะหั่นชิ้นหนาให้เคี้ยวเต็มคำ กุนเชียงที่มีกลิ่นรมควันจาง ๆ ไข่แดงเค็มที่ไม่แห้งไม่ร่วน แต่ชุ่มฉ่ำมันกำลังดี เกาลัดนุ่มแน่น เมล็ดบัว ถั่วเขียว และเห็ดหอมซึ่งล้วนผ่านกรรมวิธีที่แม่นยำ ทำให้รสสัมผัสทั้งหมดในคำเดียวเปรียบเสมือนการไล่ระดับของออร์เคสตรา รื่นรมย์แบบมีจังหวะ 3. บ๊ะจ่างเป๋าฮื้อ (Abalone Zong…
Author: Kittin Assavavichai
การพบกันของคราฟเบียร์และอาหารไทยเลิศรส กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ห้องอาหารนิมิตร โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพฯ ร่วมกับ วานา บริววิ่ง นำเสนอ มื้ออาหารค่ำ 5 คอร์สจับคู่กับคราฟเบียร์ไทย 5 รสชาติ ที่เข้ากันอย่างลงตัว ในวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 19:00 น. – 22:00 น. รังสรรค์ประสบการณ์โดยทีมเชฟมากความสามารถ และผู้เชียวชาญด้านคราฟเบียร์ไทยระดับรางวัล ราคา 1,888++ บาทต่อท่าน สำหรับอาหารไทยรสชาติเข้มข้น 5 คอร์ส ที่รังสรรค์อย่างมีศิลปะ พร้อมร้อยเรียงรสชาติเข้ากับคราฟเบียร์ไทย 5 รสชาติ พร้อมรับที่รองแก้วเซรามิก “137 พิลลาร์ x วานา บริววิ่ง” ของที่ระลึกพิเศษสำหรับค่ำคืนนี้เท่านั้น พิศษส่วนลด 15% เมื่อสำรองโต๊ะภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เมี่ยงคำหอยเชลล์ – หอยเชลล์ย่างเสิร์ฟพร้อมสมุนไพรไทย มะพร้าวคั่ว และซอสรสกลมกล่อม บนใบชะพลูกรอบ จับคู่กับ คริสปี้บอย เฮลส์ ลาร์เจอร์ด (Crispy Boy Helles Lager) ต้มกระดูกหมูอ่อนหน่อไม้ไผ่ตง – ซุปหน่อไม้ไผ่ตงกระดูกหมูอ่อน จับคู่กับ วาฬ เพล เอล (Whale Pale Ale) แกงเหลืองปลาแซลมอน – แกงเหลืองปลาแซลมอนท๊อปไข่ปลาแซลมอน จับคู่กับ วิฬาร์ ไวเซ่น (Wila Weizen) มัสมั่นแกะ – แกงมัสมั่นแกะเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย จับคู่กับ ราเวน ไอพีเอ (Raven IPA) ขนมเปียกปูน – พุดดิ้งชาร์โคล เสิร์ฟพร้อมครีมกะทิ แปะก๊วย มะพร้าวขูดและมูสมะพร้าว จับคู่กับ อนันต์ ดีดีเดช ฮาเซ่ ไอพีเอ…
Sense of Sakura Afternoon Tea @ The Okura Prestige Bangkok Afternoon Tea สุดละมุนในกลิ่นอายซากุระใจกลางกรุงเทพฯ หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์น้ำชายามบ่ายที่มีทั้งความหรูหรา ความละมุน และกลิ่นอายญี่ปุ่นแบบเต็มขั้น ต้องไม่พลาด “Sense of Sakura Afternoon Tea” ณ ห้องอาหาร Up & Above Bar โรงแรม The Okura Prestige Bangkok ห้องอาหาร Up & Above Bar ตั้งอยู่บนชั้น 24 ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ตัวร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เรียบหรู มีความโปร่งโล่งจากกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองได้แบบพาโนรามา บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนยามบ่ายกับคนรู้ใจหรือกลุ่มเพื่อนสุดพิเศษ ชุดน้ำชา Sense of Sakura Afternoon Tea ชุดน้ำชาเซ็ตนี้ออกแบบมาในธีม “ซากุระ” ซึ่งไม่ใช่แค่ความสวยงามของดอกซากุระสีชมพูอ่อนหวานเท่านั้น แต่ยังแฝงด้วยรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกซากุระในแทบทุกเมนู ซึ่งเชฟรังสรรขึ้นอย่างละเมียดละไมทั้งของคาวและหวาน Savory – Watermalon I Wild Hokkaido Smoked Salmon I Yuzu เป็นเมนูที่มีความสร้างสรรค์โดยใช้การผสมผสานกันระหว่างแตงโมที่มีรสชาติหวานชุ่มฉ่ำ กับปลาแซลมอนรมควันจากฮอกไกโดที่มีรสเค็มและความหอม เพิ่มความพรีเมียมด้วยไข่ปลาแซลมอนท็อปด้านบน ผสานด้วยยูซุช่วยเพิ่มความสดชื่นและความเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อทานด้วยกันแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นและมีกลิ่นหอมลงตัวเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ Beetroot I Cheese Mousse I Tartlet เป็นทาร์ตที่มีความพิเศษด้วยการผสมผสานรสชาติหวานจากบีทรูท ความครีมมี่จากมูสชีสและฟัวกราส์ รสชาติออกเค็มเล็กน้อย และความกรุบกรอบจากฐานทาร์ต ทำให้มีรสชาติที่ได้สมดุลและมีมิติที่หลากหลาย Chor-Phaka-Krong I Chicken I Radish เมนูนี้ใช้ชื่อว่าช่อผกากรองแต่ลักษณะการจับจีบและสีสันทำให้คล้ายดอกซากุระที่กำลังบานสะพรั่ง ไส้ข้างในทำจากเนื้อไก่เนียนนุ่มผสมกับเครื่องเทศเล็กน้อยและหัวไชเท้า ทำให้มีเนื้อสัมผัสและความสดชื่นมากยิ่งขึ้น Cheese Croquette I Mentaiko I…
เดอะ ซิลค์ โร้ด ห้องอาหารจีนรสเลิศแห่งโรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ร่วมฉลองเทศกาลบ๊ะจ่าง หรือเทศกาลแข่งเรือมังกร ชวนชิมบ๊ะจ่าง 3 สหาย จากฝีมือเชฟกั๊ม พ่อครัวใหญ่ระดับตำนาน โดยปีนี้ พิเศษกว่าปีไหน ๆ เพราะเชฟกั๊มได้รังสรรค์บ๊ะจ่างสูตรพิเศษของเชฟ ซึ่งผสมผสานตำรับกวางตุ้งแบบดั้งเดิม เข้ากับประสบการณ์และเทคนิคการทำอาหารที่สั่งสมมายาวนาน ลิ้มลองได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568 บ๊ะจ่าง 3 สหาย ประกอบด้วย บ๊ะจ่างสูตรพิเศษของเชฟ (Chef’s Signature Zong Zi) อันเป็นไฮไลต์ประจำปีนี้ ทุกท่านจะได้สัมผัสรสชาติระดับปรมาจารย์ ที่ลงตัวระหว่างซีอิ๊วดำและพุทราจีน เพิ่มรสชาติด้วยกุ้งแห้ง ถั่วแดง เห็ดหอม ถั่วลิสง และหมูคุโรบูตะ บ๊ะจ่างกวางตุ้ง (Cantonese Zong Zi) ที่คุ้นเคยและรอคอย ปรุงรสชาติหวานเค็มพอดีด้วยซีอิ๊วดำ ครบตำรับกวางตุ้งด้วยกุนเชียง หมูคุโรบูตะ เกาลัด เมล็ดบัว เห็ดหอม ถั่วเขียว และไข่แดงเค็ม บ๊ะจ่างเป๋าฮื้อ (Abalone Zong Zi) เพิ่มความหรูหราด้วยหอยเป๋าฮื้อจากประเทศญี่ปุ่นและวัตถุดิบระดับพรีเมียม บ๊ะจ่าง 3 สหาย พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 สัมผัสรสชาติและประเพณีอันเก่าแก่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวจีนในช่วงเทศกาลบ๊ะจ่าง หรือ เทศกาลแข่งเรือมังกร ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม ได้ที่เดอะ ซิลค์ โร้ด ราคาเริ่มต้นชิ้นละ 280++ บาท ให้บริการทุกวัน สำหรับมื้อกลางวันเวลา 11:30 – 14:30 น. มื้อเย็นเวลา 18:00 – 22:00 น. และสำหรับสั่งกลับบ้าน สมาชิกแมริออท บอนวอย รับส่วนลด…
Story : Natthanai C. / Photo : Pol.Capt. Kittin A ในห้วงเวลาที่ความเงียบสงบโอบล้อมความเป็นส่วนตัว ณ ETCHA 360° ซึ่งเพิ่งเปิดม่านต้อนรับในเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สัมผัสแรกที่ตราตรึงมิใช่เพียงบรรยากาศอันละเมียดละไมภายใต้โทนสีเทาละมุนและเอิร์ธโทนอันแสนอบอุ่น หากแต่เป็นการเดินทางแห่งรสชาติอันน่าอัศจรรย์ที่รังสรรค์โดย Chef Giacomo Primante ผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการปรุงอาหารมาตั้งแต่เยาว์วัยจากแคว้น Abruzzo ประเทศอิตาลี Chef Giacomo Primante เกิดในปี 1995 ที่เมือง Lanciano ประเทศอิตาลี ได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากหญิงแม่ในครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นที่ร้านอาหาร Chesery ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รับดาวมิชลิน ตามด้วยบทบาทสำคัญในร้านอาหารระดับสามดาวมิชลินในสเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เช่น Diverxo, Kei Kobayashi, Mirazur และ Benu ปรัชญาการทำอาหารของเขาเน้นการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารยุโรปเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วโลก โดยไม่ยึดติดกับขอบเขตใด ๆ สะท้อนถึงแนวคิด “Borderless Dining” ที่ ETCHA 360° ซึ่งเป็นการนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไร้พรมแดน เมนูที่ ETCHA 360° ถูกออกแบบให้เป็นการเดินทางทางรสชาติที่เล่าเรื่องราวผ่านแต่ละจาน เช่น การนำปลา Monkfish จากฝรั่งเศสมาผสมผสานกับดอกซูกินีจากเชียงใหม่ ไส้ไก่บด และโฟมกาแฟจากภาคเหนือของไทย สร้างสรรค์เป็นจานที่รวมรสชาติและเทคนิคจากหลากหลายวัฒนธรรม บรรยากาศภายในร้านได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ด้วยโทนสีเอิร์ธโทนและการตกแต่งที่เรียบหรู สร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง เสริมด้วยผ้าม่านที่พลิ้วไหวและแสงไฟอบอุ่น ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมเปิดรับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร ที่ ETCHA 360° การรับประทานอาหารไม่ใช่เพียงแค่การลิ้มลองรสชาติ แต่เป็นการสัมผัสศิลปะแห่งการปรุงอาหารที่ผสมผสานวัฒนธรรม เทคนิค และวัตถุดิบจากทั่วโลก นำเสนอผ่านมุมมองของ Chef Giacomo Primante ที่เชื่อว่าการทำอาหารคือการแสดงออกถึงความรักและความหลงใหลในศิลปะการปรุงอาหารอย่างแท้จริง เบื้องหลังความสง่างามนี้ คือเส้นทางอาชีพที่ค้นหาของเชฟ Giacomo ซึ่งได้สั่งสมประสบการณ์จากครัวระดับมิชลินสตาร์ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Chesery (1 ดาวมิชลิน) ในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึง DiverXO, Kei, Mirazur และ Benu…
“Silver Waves by Boon” (ซิลเวอร์เวฟส์ บาย บูน) ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ก็พร้อมเปิดประตูต้อนรับลูกค้าทุกท่านในเดือนพฤษภาคมนี้ นำเสนอมิติใหม่แห่งการรับประทานอาหารจีนกวางตุ้งระดับไฟน์ไดนิ่งใจกลางเมือง ภายใต้การสร้างสรรค์โดยเชฟมิชลินสตาร์ “Ho Chee Boon” (โฮ ชี บูน) กับห้องอาหารวิวแม่น้ำเจ้าพระยา เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของกรุงเทพฯจากชั้น 36 แขกผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์ทางรสชาติที่ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมอาหารจีนดั้งเดิมกับเทคนิคการสรรสร้างอาหารแบบใหม่ที่เรียกได้ว่าเฉพาะตัว และความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม แรงบันดาลใจแห่งความสวยงามของห้องอาหาร “Silver Waves by Boon” มาจากช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดแสงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ให้แสงสะท้อนประกายสีน้ำเงินนุ่มละมุนและสอดแทรกด้วยประกายสีโทนอุ่นอย่างเทอร์ราคอตต้า สะท้อนความงดงามราวบทกวีของช่วงโกลเด้นอาวร์แห่งกรุงเทพฯ ของประดับตกแต่งรูปทรงโค้งมน พื้นผิวเคลือบเงา และศิลปะแนวป๊อปอาร์ตจีนร่วมสมัย ต่างช่วยเติมเต็มบรรยากาศในห้องอาหารเพิ่มความมีชีวิตชีวา พร้อมคงไว้ซึ่งกลิ่นอายความงามแบบตะวันออกที่ไร้กาลเวลา นอกจากการตกแต่งร้านในรูปแบบใหม่แล้ว หัวใจสำคัญหลักของการปรับโฉมครั้งนี้คือรูปแบบและปรัชญาการทำอาหารจากเชฟมิชลินสตาร์ของเรา เชฟ “Ho Chee Boon” ที่มีการตีความรสชาติอาหารกวางตุ้งแบบดั้งเดิมอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้ลิ้มลองเมนูต่างๆที่นอกจากจะอร่อยตามแบบฉบับแล้วยังมีเสน่ห์และลูกเล่นมากมายแฝงอยู่ให้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็น ปูอบและหัวหอม, ล็อบสเตอร์บอสตันผัดซอสเอ็กซ์โอสุดนุ่มละมุน และเป็ดปักกิ่งหนังกรอบเสิร์ฟพร้อมแป้งนึ่ง ที่ถือว่าเป็นจานขวัญใจมหาชน นอกจากนี้ยังมีหลากหลายติ่มซำรสเลิศที่รังสรรค์โดยเชฟ Mo Jianming (โม่ เจี้ยนหมิง) หัวหน้าเชฟติ่มซำอีกด้วย งานเปิดตัวที่จัดขึ้นเริ่มต้นด้วยการเปิดบ้านครั้งแรกของ “Cloud 36” (คลาวด์ เซอร์ที่ ซิกส์) รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ติดกับร้านอาหาร ทุกท่านได้ลิ้มลองเครื่องดื่มและค็อกเทลพร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ อันตระการตายามพระอาทิตย์อัสดง “Cloud 36” ได้มอบบรรยากาศอันสมบูรณ์แบบสำหรับการจิบเครื่องดื่มเย็นๆสักแก้วชมวิวพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าก่อนเริ่มมื้อดินเนอร์ หรือจะชมบรรยากาศกรุงเทพฯยามค่ำคืน ดื่มด่ำกับความสวยงามของแสงไฟระยิบระยับหลังมื้ออาหาร เรามีหลากหลายเครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์จากสมุนไพร เครื่องเทศ แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งเอเชีย ทั้งยังมีเมนูยอดนิยมทุกประเภทให้คุณได้มาท้าทายบาร์เทนเดอร์มากความสามารถของเรา บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยแขกผู้ทรงเกียรติ พันธมิตร และสื่อมวลชนที่มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ของร้านอาหาร ทั้งในส่วนของการออกแบบ การได้พบปะเชฟระดับมิชลิน อาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น การบริการที่ยอดเยี่ยม และวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาที่ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เปรียบเสมือนบทกวีที่สอดคล้องน่าจดจำมิรู้ลืม Silver Waves by Boon พร้อมเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างมรดกและนวัตกรรมอาหารจีนกวางตุ้ง ที่ทุกจาน ทุกองค์ประกอบ ต่างถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจ Silver Waves by Boon ให้บริการทั้งเมนูอะลาคาร์ทและเซ็ตเมนู…
บิฌูส์ เดอ เบอร์ เอชิเร่” เปิดตัวสาขาสยามพารากอน เอาใจสายช้อป สายชิม มอบประสบการณ์ขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสระดับพรีเมี่ยมที่ใช้ “เอชิเร่” สุดยอดเนยมาตรฐาน AOP จากประเทศฝรั่เศส พร้อมแนะนำขนมใหม่ ทาร์ตไข่ไส้มัจฉะโมจิ | ทาร์ตไข่ไส้เครมบรูเล่โมจิ | ชีสเค้กหน้าไหม้ไส้ลาวา | เอชิเร่ชิโอะปัง Bijoux Siam Paragon กูร์เมท์ วัน กรุ๊ป ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมของประเทศไทย เปิดตัว “บิฌูส์ เดอ เบอร์ เอชิเร่ (Bijoux de Beurre Echire)” ที่สยามพารากอน ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ระดับแนวหน้า แหล่งช้อปปิ้งชั้นนำของคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ร้านใหม่นี้ ตั้งอยูที่ชั้น G ภายในกูร์เมท์ มาร์เก็ต (Gourmet Market) พร้อมมอบความอร่อยของขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสหลากหลายเมนู ที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าระดับพรีเมี่ยมในทุกขั้นตอนการผลิต โดยเฉพาะ“เอชิเร่ (Echire) ” เนยมาตรฐาน AOP จากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องจากเชฟทำขนมทั่วโลกให้เป็นสุดยอดเนย การเปิดตัว “บิฌูส์ เดอ เบอร์ เอชิเร่” ที่สยามพารากอน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ กูร์เมท์ วัน กรุ๊ป เพื่อมอบความสะดวกสบายและบริการที่รวดเร็วให้กับแม่บ้าน นักช้อป และนักชิม ที่ชื่นชอบสินค้าคุณภาพสูงที่จัดจำหน่ายในกูร์เมท์ มาร์เก็ต ได้มีโอกาสเลือกซื้อขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสชั้นเลิศที่ผลิตวันต่อวัน มีความใหม่ สด และรสชาติอร่อย เหมาะสำหรับนำกลับไปรับประทานที่บ้านหรือเป็นของฝาก โดยมีพนักงานของร้านพร้อมให้บริการอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ “บิฌูส์ เดอ เบอร์ เอชิเร่” ยังออกเมนูขนมทาร์ตยอดฮิตที่ได้รับการรังสรรค์โดยทีมเพสตรี้เชฟอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เพื่อมอบรสชาติสัมผัสที่สมบูรณ์แบบที่แม้จะ “มาช้าแต่อร่อยล้ำ” ได้แก่ ทาร์ตไข่ไส้มัจฉะโมจิ (Matcha Mochi Tart) และ ทาร์ตไข่ไส้เครมบรูเล่โมจิ (Crème Brulee Mochi Tart) ที่กำลังอยู่ในกระแสยอดนิยม มาพร้อมชั้นโมจิโฮมเมด นุ่มหนึบ อร่อยเต็มคำ ชีสเค้กหน้าไหม้ไส้ลาวา…
“ข้าวแช่เจ้าพระยา” สำรับฤดูร้อนที่สะท้อนชีวิตริมน้ำ อย่างวิจิตรและละเมียดละไม ห้องอาหารไทยดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ยังคงยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางของผู้หลงใหลรสมือชาววังและเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง ปีนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูร้อนอย่างสง่างาม ทางห้องอาหารได้เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ข้าวแช่เจ้าพระยา” สำรับอาหารชาววังระดับพรีเมียมที่ถูกบรรจงรังสรรค์ขึ้นใหม่ในรูปแบบที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยความหมาย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 นี้ แขกผู้มาเยือนจะได้ลิ้มลองข้าวแช่หอมเย็นชื่นใจ เสิร์ฟคู่เครื่องเคียงโบราณมากกว่า 20 ชนิด ทุกรายการล้วนผ่านการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยม และกรรมวิธีอันพิถีพิถันไม่ต่างจากตำรับในราชสำนักโบราณ ไม่ว่าจะเป็นลูกกะปิทอด หอมแดงยัดไส้ ปลาช่อนแห้งฝอย หรือไชโป๊วหวาน ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีการเตรียมอย่างประณีตหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติ ลักษณะเนื้อสัมผัส และกลิ่นหอมสมบูรณ์แบบ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือการจัดวางสำรับอาหารที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเสิร์ฟ หากแต่เป็นการเล่าเรื่องราวผ่าน “ตู้กับข้าว” และ “เรือไม้” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์วิถีชีวิตไทยริมน้ำในอดีต ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ภาชนะไม้สลักลวดลาย ไปจนถึงการเลือกใช้เครื่องถ้วยเบญจรงค์และผ้ารองสำรับลายไทยโบราณ ล้วนสะท้อนความตั้งใจในการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมด้วยหัวใจอันลึกซึ้ง “ข้าวแช่เจ้าพระยา” ชุดนี้ จึงมิใช่เพียงอาหาร หากเป็นงานศิลปะที่เชื้อเชิญให้ผู้ลิ้มลองได้ดื่มด่ำกับรสสัมผัสเย็นฉ่ำ เคล้าเสียงสายน้ำเจ้าพระยา และย้อนเวลาสัมผัสชีวิตเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรสนิยมของชาวสยามในอดีตได้อย่างเต็มเปี่ยม ฤดูร้อนปีนี้ หากปรารถนาจะมองหาอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทั้งปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส และมอบความสุขใจอย่างลึกซึ้ง “ข้าวแช่เจ้าพระยา” จากห้องอาหารริมเจ้าพระยาแห่งนี้ คือหนึ่งในสำรับที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เปิดสำรับด้วยของว่างโบราณ ม้าฮ่อในแสงเงาร่วมสมัย: เมื่อวรรณศิลป์แห่งรสชาติคืนชีวิตบนจาน หากอาหารคือภาษาหนึ่งของวัฒนธรรม ม้าฮ่อคงเปรียบได้กับกลอนบทหนึ่งของชาววัง ที่มิได้เพียงให้ความอิ่มเอมแก่ร่างกาย หากแต่กระตุ้นต่อมความทรงจำ ความละเมียดละไม และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแผ่นดิน—ผ่านรสชาติที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำสามัญธรรมดา ม้าฮ่อเบื้องหน้านี้ จึงมิใช่เพียงภาพถ่ายอาหาร หากเป็นร่องรอยของวาทกรรมร่วมสมัยที่เชฟผู้รังสรรค์จงใจสนทนากับอดีต กล่าวกับมรดกแห่งครัวไทยด้วยความเคารพ พร้อมทั้งกล้าหาญพอจะก้าวข้ามแบบแผนเดิมอย่างสุขุมรอบคอบ ตัวผลไม้ สับปะรดฝานเป็นวงหนา ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพื่อความเปรี้ยวหวานหอมฉ่ำ หากยังเป็นผืนผ้าใบที่เปิดพื้นที่ให้กลิ่นไหม้อ่อนจากเตาย่างกลั่นกลิ่นควันไม้ให้กึกก้องอยู่เงียบ ๆ ใต้ผิวทองกรอบ เปรียบประหนึ่งบทนำที่เงียบงันแต่หนักแน่น ก่อนจะเปิดทางให้เครื่องไส้ด้านบนทำหน้าที่เป็นใจความ ไส้ม้าฮ่อสูตรดั้งเดิมมักประกอบด้วยกุ้ง หมู และเครื่องเทศผัดจนเหนียวข้น กลมกล่อม แต่ในจานนี้ สิ่งที่เชฟนำเสนอคือการลดทอนโปรตีนจากสัตว์ลงอย่างกล้าหาญ และแทนที่ด้วยถั่วลิสงคั่วบดผัดรสเข้มข้น ผสานกลิ่นหอมของรากผักชี กระเทียม พริกไทย และน้ำตาลมะพร้าวละลาย รสสัมผัสเหนียวแน่นนั้นยังอยู่ แต่ความหมายกลับแปรเปลี่ยน กลายเป็น “ความกรุณา” ที่เสิร์ฟคู่กับรสชาติ องค์ประกอบตกแต่ง เม็ดทับทิมแดงระยับ วอลนัตอบหอม พริกจินดาซอยบาง และชิ้นมะนาวที่สลักเสลาให้คล้ายหยาดฝน ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากคือบทสร้อยท้ายของบทกลอน เป็น “เสียงสะท้อน” จากองค์ประกอบหลักที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์ทั้งรสชาติและทัศนียภาพ เป็นภาพแห่งความอ่อนโยนที่แทรกอยู่ในรสเผ็ดเปรี้ยว เป็นดุลยภาพของความขัดแย้งที่พอดี…
สัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงามของฤดูกาลใบไม้ผลิ กับ “Sense of Sakura Afternoon Tea” ณ ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ด้วยรสชาติอันอ่อนหวานที่ผสานกันอย่างลงตัวราวกับบทเพลงที่ขับขานถึงฤดูใบไม้ผลิ ลองจิตนาการถึงช่วงบ่ายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกซากุระที่บานสะพรั่งและพาคุณเดินทางค้นพบศิลปะญี่ปุ่นอันประณีต พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ราคา 2,200++ บาท ต่อเซต สำหรับ 2 ท่าน ขอเชิญทุกท่านสัมผัสประสบการณ์ของศิลปะของขนมหวานอันละเมียดละไมตามแบบฉบับญี่ปุ่นผสมผสานความหรูหรา ของการจิบน้ำชายามบ่ายแบบอังกฤษได้อย่างลงตัว ให้ “Sense of Sakura Afternoon Tea” ส่งมอบช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถันและมนต์เสน่ห์ของฤดูใบไม้ผลิ ชุดน้ำชายามบ่ายฤดูกาลนี้ได้รับการรังสรรค์อย่างประณีตบรรจง ทุกองค์ประกอบล้วนบ่งบอกถึงเรื่องราวของฤดูใบไม้ผลิอันสดใสให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์กับวัตถุดิบชั้นเลิศจากประเทศญี่ปุ่นคัดสรรให้เข้ากันกับศิลปะการทำอาหารร่วมสมัยอย่างลงตัว ทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับความสดชื่นและรสชาติของฤดูใบไม้ผลิในทุกคำ เริ่มต้นด้วยความสดชื่นด้วย ‘Watermelon with Wild Hokkaido Smoked Salmon and Yuzu’ แตงโมกับแซลมอนรมควันจากฮอกไกโดและยูซุ ต่อด้วยความหวานละมุนที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว กับ ‘Beetroot and Cheese Mousse Tartlets’ ทาร์ตบีทรูทและมูสชีส สัมผัสความกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์กับ ‘Chor-Phraka-Krong’ ช่อผกากรองใส่ไก่และหัวไชเท้า ปิดท้ายด้วยความกรุบกรอบของ ‘Cheese Croquettes’ ชีสโครเกต์เสิร์ฟมาพร้อมซอสเมนไทโกะและมายองเนส สัมผัสประสบการณ์เลิศรสของฤดูใบไม้ผลิกับขนมหวานอันแสนละมุน อาทิ ‘Koji Amazake’ ถั่วแดงญี่ปุ่นสายพันธ์อะซูกิและโมนากะ (Monaka) หรือเวเฟอร์ญี่ปุ่น ‘Sakura Genmaicha’ พุดดิ้งฮอกไกโดเนื้อนุ่ม ‘Strawberry Sakura Marble Cake’ เค้กสตรอว์เบอร์รีซากุระ ‘White Sakura Lychee Tartlet’ ทาร์ตลิ้นจี่ซากุระขาวแสนสดชื่น ‘Strawberry and Sakura Cream Roll’ และ ‘Sakura Macaron’ มอบช่วงเวลาแห่งความสุขหวานละมุนกับ ‘Crunchy Raspberry Sable’…
ข้าวแช่ อาหารที่มาคู่กับฤดูร้อน อันเป็นที่ได้รับความนิยมยิ่ง ให้ทั้งความดับร้อน สดชื่น และเป็นของเฉพาะฤดู แน่นอนว่าทั้งรส ทั้งกลิ่นที่หอมสดชื่น และขั้นตอนการทำที่ยากและสลับซับซ้อน อีกทั้งการเตรียมเครื่องที่วุ่นวายอยู่พอควรจึงทำให้เป็นอาหารที่ไม่ได้มีขายในทุกที่และในครั้งนี้ KinAndLeisure จึงขอแนะนำข้าวแช่เด็ดจากทั่วกรุงฯ แน่นอนครับ นี่คือลีลาการเขียนใหม่ในรูปแบบที่ภาษางดงามละเมียดละไม แฝงด้วยกลิ่นอายของนักกวีและบรรยากาศเชิงวรรณศิลป์: ดั้งเดิมนั้น จากถ้อยคำที่เล่าขานกันมาดุจตำนานในม่านหมอกกาลเวลา ว่ากันว่า กษัตริย์มอญผู้ยังไร้โอรสธิดาไว้สืบสายบัลลังก์ ได้ตั้งจิตอธิษฐานบนบานศาลกล่าวต่อเทวสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งด้วยใจแน่วแน่ ครั้นเมื่อคำขอสัมฤทธิ์ผล ก็ทรงจัดเครื่องบวงสรวงถวายแด่เทวา ด้วยซาบซึ้งในพรที่ได้รับ เครื่องเซ่นเหล่านั้นได้แก่ หมูเส้น ลูกกะปิ หอมยัดไส้ และไชโป๊วหวานซึ่งล้วนเป็นของหายากที่เก็บรักษาได้นาน อบอวลด้วยภูมิปัญญาในการถนอมอาหาร—ใส่ไว้ในไหดินเผาเพื่อยืดวันเก็บมิให้เน่าเสีย กาลผ่านไปจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ชาวมอญจึงถือข้าวแช่เป็นภัตตาหารศักดิ์สิทธิ์ สำหรับสังเวยเทวดาในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์และด้วยความละเมียดละไมในรสและรูป ความเย็นชื่นใจดั่งสายน้ำเย็นในฤดูร้อน—ข้าวแช่จึงค่อยๆ เผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินไทย นานเนิ่นจนกลายเป็นหนึ่งในมรดกแห่งสำรับไทยดังปรากฏหลักฐานในกลอนเก่าแก่ของ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ต้นกรุงซึ่งได้กล่าวถึงข้าวแช่ไว้ในบท “รำพันพิลาป” ไว้อย่างอ่อนหวานว่า: ฤดูร้อน ก่อนเก่า ทำข้าวแช่น่าชมแต่ เครื่องกับ สำรับฉันช่างทำเป็น ดอกจอก และดอกจันทร์งามจนชั้น กระชายทำ เหมือนจำปา มะม่วงดิบ หยิบดู จึ่งรู้จักช่างน่ารัก ทำเป็น เช่นมัจฉา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้าวแช่ไม่เพียงเป็นอาหาร หากแต่เป็นงานศิลป์แห่งครัวเรือนเมื่อเข้าสู่ราชสำนักไทย จึงถูกถ่ายทอดผ่านตำหนักต่างๆ พร้อมการแต่งแต้มรสชาติและการจัดสำรับอันวิจิตร บรรจงงดงามดังจิตรกรรมบนภาชนะ จากของเซ่นไหว้ กลายเป็นสำรับแห่งฤดูร้อนจากวัฒนธรรมมอญ สู่ห้องครัวไทยข้าวแช่จึงไม่เคยเป็นเพียงอาหารแต่คือบทกวีที่กินได้ของฤดูกาล 1. ข้าวแช่เจ้าพระยา ณ Siam Tearoom Asiatique เสน่ห์ตำรับชาววังกว่า 24 ไอเทมในบรรยากาศริมน้ำสุดละเมียด “ข้าวแช่เจ้าพระยา” สำรับฤดูร้อนที่สะท้อนชีวิตริมน้ำ อย่างวิจิตรและละเมียดละไม ห้องอาหารไทยดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ยังคงยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางของผู้หลงใหลรสมือชาววังและเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง ปีนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูร้อนอย่างสง่างาม ทางห้องอาหารได้เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ข้าวแช่เจ้าพระยา” สำรับอาหารชาววังระดับพรีเมียมที่ถูกบรรจงรังสรรค์ขึ้นใหม่ในรูปแบบที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยความหมาย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 นี้ แขกผู้มาเยือนจะได้ลิ้มลองข้าวแช่หอมเย็นชื่นใจ เสิร์ฟคู่เครื่องเคียงโบราณมากกว่า 20 ชนิด ทุกรายการล้วนผ่านการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยม และกรรมวิธีอันพิถีพิถันไม่ต่างจากตำรับในราชสำนักโบราณ <คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ> 2. ข้าวแช่ “วังเดิม” ผสานกลิ่นอายอีสาน ประจำปี 2568 จากร้านแก่นกรุง Kaenkrung :…