Kinandleisure
    Facebook Twitter Instagram
    Trending
    • [Review] Embassy Room La Marina: สัมผัสรสเมดิเตอร์เรเนียน! เชฟใหม่ ‘Alessio Banchero’ ยกซีฟู้ดอิตาเลียนชายฝั่งเจนัวสู่กรุงเทพฯ
    • [News] Michelin Guide Thailand 2026: ไทยเพิ่มอีก 10 ร้านระดับดาว “Sühring” คว้า 3 ดาวมิชลิน ร้านที่สองของประเทศ
    • [News] จิบชายามบ่ายสไตล์ฉลองเทศกาลแห่งความสุข ที่โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ Festive Christmas Afternoon tea 2025 Sindhorn Kempinski Bangkok
    • [News] โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีภายใต้ธีม ‘TIMELESS WONDER สัมผัสความงดงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาส และโรงแรมสุดอลังการ ไปจนถึงเมนูอาหารชั้นเลิศ The St. Regis Bangkok Festive 2025
    • [Review] Cadence การเดินทางของ Celebrity Chef Dan Bark ในมื้อ Full Course ที่ไม่เคยตกยุค
    • [Review] Surf & Turf Dinner Buffet ศิลปะแห่งรสชาติจากผืนทะเลและแผ่นดิน ณ ห้องอาหาร Flavors, Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel 
    • [News] “เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” เปิดตัวสาขาใหม่ โครงการคิงสแควร์ (พระราม 3 พร้อมนิทรรศการศิลปะ Abstract
    • [News] สัมผัสเสน่ห์อาหารใต้มื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Four-Hand Dinner: Flourish x Thai Library  ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้  กรุงเทพฯ Sindhorn Kempinski Bangkok
    Facebook Twitter Instagram
    Kinandleisure
    • Kin Reviews
      • Top Restaurant
      • French Cuisine
      • European Cuisine
      • German Cuisine
      • Italian Cuisine
      • Japanese Cuisine
      • Thai Cuisine
      • International Cuisine
      • Spanish Cuisine
      • tea lounge/Café & bakery
      • Chinese Cuisine
      • American Cuisine
      • Bar Drinks
      • Steak House
      • Vietnamese Cuisine
      • Korean Cuisine
      • Indian Cuisine
      • latin American
      • Steak House
    • K healthy
      • Kin Healthy
      • Healthy Living
    • Kin Articles
      • Kin General
      • Kin Cooking
      • Kin Seasonal
    • Kin Channel
    • Promo & Event
      • Kin Promo
      • Kin News
      • LifeStyle Promo & Event
    • K Travel&LifeStyle
      • Trip Review
      • Hotel Review
      • Spa & beauty
      • K Fashion
      • K Fit
      • Our Team เบื้องหลัง โฉมหน้าผู้สร้างเนื้อหา กิน ดื่ม เที่ยว โดยทีมงานคุณภาพ
    • K Living & Design
    Kinandleisure
    Home»Dining Type»Casual Dining»[Review] Embassy Room La Marina: สัมผัสรสเมดิเตอร์เรเนียน! เชฟใหม่ ‘Alessio Banchero’ ยกซีฟู้ดอิตาเลียนชายฝั่งเจนัวสู่กรุงเทพฯ
    Casual Dining

    [Review] Embassy Room La Marina: สัมผัสรสเมดิเตอร์เรเนียน! เชฟใหม่ ‘Alessio Banchero’ ยกซีฟู้ดอิตาเลียนชายฝั่งเจนัวสู่กรุงเทพฯ

    NopmaneeBy NopmaneeNovember 30, 2025Updated:November 30, 2025No Comments4 Mins Read

    Story : Nopmanee P. / Photo : Pol.Capt. Kittin A

    วันนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านไปทานอาหารอิตาเลียนชายฝั่ง ที่ต้องขอบอกว่าวัตถุดิบสดมาก เหมือนเราเพิ่งยกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาไว้บนโต๊ะนี้กันเลยทีเดียว ด้วยฝีมือการปรุงของเชฟอเลสซิโอ บันเคโร เชฟคนใหม่ที่ได้ปรับเมนูอาหารใหม่ ให้เราได้นั่งทานอิตาเลียนชายฝั่งสดๆกันอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านเพลินจิต ที่โรงแรม Park Hyatt ห้องอาหาร Embassy room La Marina นั่นเอง

    เมื่อเดินผ่านโถงมาที่ลิฟต์ของโรงแรม ให้กดขึ้นไปที่ชั้น L เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ตามขั้นบันไดที่ทอดตัวยาวลดหลั่นลงไป ให้เราได้ปรับอารมณ์ความรู้สึกเป็นโหมดผ่อนคลาย

    รอบข้างก็ตกแต่งด้วยวัสดุเน้นโทนสีอ่อนเป็นหลัก ตัดผ่านส่วนที่นั่งของ Lobby เดินไปตาม wooden art piece สีดำที่ประดับอยู่เหนือศีรษะก็ช่วยนำสายตาให้เราเดินตามเข้าไปในร้านด้วยเช่นกัน

    วันนี้เราได้โต๊ะริมหน้าต่าง ก่อนแสงอาทิตย์จะลาลับไป มองออกไปเห็นชุดโต๊ะนั่ง outdoor กลางสวนเขียวใต้ร่มไม้ใหญ่ ส่วนชุดโต๊ะ indoor แบบที่เรานั่งอยู่ก็ถูกแบ่งพื้นที่กั้นเป็นสัดส่วนเป็นส่วนๆไป

    ทำให้รู้สึกมีความเป็นส่วนตัวมากทีเดียว ส่วนด้านในสุดของร้านยังเป็นครัวเปิด สามารถมองเห็นเชฟอเลสซิโอและทีมกำลังตั้งใจปรุงอาหารอยู่หน้าเตา ในครัวอันทันสมัย อุปกรณ์ครบครัน (ระบบระบายอากาศก็ยอดเยี่ยม)

    เมื่อนั่งไปได้ซักพัก ในยามเย็นโพล้เพล้แบบนี้ ได้เครื่องดื่มซักแก้วก็ดี ซึ่งที่นี่มีมิกโซโลจิสจาก Penthouse Bar + Grill ไว้คอยบริการด้วย ดิฉันขอให้เค้าแนะนำตัวยอดนิยมก็จะเป็นกลุ่ม Spritz o’clock ดูแล้วชื่อ Hugo เก๋ดี (450 บาท) จัดมาลองซักหนึ่งแล้วกัน ก่อนดื่มให้คนก่อนแล้วจะรู้สึกถึงความสดชื่นซาบซ่านด้วย St. Germain, Prosecco, soda เสริมด้วย lemon, mint ฟุ้งขึ้นมาปิดท้าย

    ในส่วนของขนมปังฟอคาเซียของที่นี่นั้น ผิวบางกรอบ เนื้อขนมปังละเอียดมากและออกจะชุ่มฉ่ำนิดนึง

    ทานคู่กับมาสคาโปเนชีส น้ำมันเบซิล ก็จะนัวๆรสนุ่มนวลแตกต่างไปจากการทานกับเนยดี หรือทานกับน้ำมันมะกอกเข้มข้น จากบูกาเยีย หยด Vinegar นิดนึงก็จะได้ทั้งความมันนุ่มนวลและเปรี้ยวเล็กน้อยขึ้นมา

    มื้อนี้เราเลือกสั่งแบบ à la carte เริ่มเปิดมื้อกันด้วย

    Scampi e Pomodorini del Piennolo (900 บาท)

    จานแลงกูสทีนจานนี้คือการเฉลิมฉลองรสชาติของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่มีความละเอียดอ่อนสูงสุด วัตถุดิบหลักคือแลงกูสทีนเนื้อใสที่ผ่านการเตรียมอย่างแม่นยำจนได้เนื้อสัมผัสเด้งหวานตามธรรมชาติ—ความสดระดับนี้คือหัวใจของจาน เพราะแลงกูสทีนเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่บอบบางและอ่อนไหวที่สุดในโลกอาหารทะเล การนำเสนอในสภาพเกือบกึ่งดิบกึ่งสุกเล็กน้อย (ตามเทคนิคครัวอิตาเลียนร่วมสมัย) ทำให้ความหวานลึกและกลิ่นหอมเฉพาะของเนื้อกุ้งชนิดนี้ชูตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่

    เชฟจับคู่แลงกูสทีนกับ มะเขือเทศ Piennolo del Vesuvio ซึ่งเป็นมะเขือเทศสายพันธุ์โบราณจากเนเปิลส์ ขึ้นชื่อเรื่องรสหวานนำ เปรี้ยวเพียงปลายลิ้น และมีกลิ่นหอมชัด มีผิวหนาและเนื้อแน่น—เหมาะกับการบดปรุงเบา ๆ เพื่อให้คงรสสดตามธรรมชาติไว้มากที่สุด ในจานนี้ Piennolo ไม่ได้ถูกแปรรูปเป็นซอสเต็มรูปแบบ แต่ถูกทำให้เป็นเหมือน “ครัชสด” ที่ยังคงความฉ่ำและโครงสร้างของมะเขือเทศอยู่ ช่วยแต่งประกายรสชาติให้แลงกูสทีนโดยไม่กลบความหวานของเนื้อกุ้ง

    ความมันหอมจาก น้ำมันเบซิล (basil oil) ถูกเติมเข้าไปอย่างพอดีเพื่อเพิ่มมิติทางกลิ่นและเนื้อสัมผัส—หยดเพียงเล็กน้อยทำหน้าที่เหมือนโทนแสงที่ส่องให้ทุกองค์ประกอบในจานดูมีชีวิตขึ้นมา มันไม่ใช่น้ำมันที่มีบทบาทเด่น หากแต่ช่วยประสานรสชาติระหว่างความหวานของเนื้อกุ้ง ความสดฉ่ำของมะเขือเทศ และกลิ่นเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรอิตาเลียน

    ใบเบซิลสดถูกวางลงด้านบนอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงตกแต่งแต่เพื่อปลดปล่อยกลิ่นสดในจังหวะท้ายของแต่ละคำเป็นความหอมแบบ “สดอร่อยถึงแก่รแท้แห่งวัตถุดิบ” ที่คุณจะได้รับเมื่อเนื้อกุ้งฉ่ำๆ สัมผัสกับมะเขือเทศบดและน้ำมันเบซิล เป็นกลิ่นที่พาให้นึกถึงลมทะเลอุ่นๆ ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนแบบไม่ต้องพยายาม

    จานนี้จึงทำหน้าที่เหมือน บทโหมโรงแห่งทะเล เปิดประสบการณ์ด้วยความสด สะอาด และความสว่างของรสชาติ เสิร์ฟบนจานเซรามิกสีขาวพื้นผิวคล้ายก้อนหินธรรมชาติที่ยิ่งขับให้ภาพรวมดูละเมียดละไมยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในจานเรียกน้ำย่อยที่สามารถสื่ออารมณ์ของดินแดนต้นกำเนิดได้ชัดเจน ทั้งเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และสวยงามในแบบคลาสสิกเหนือกาลเวลา.


    Parmigiana di melanzane (450 บาท)

    จานนี้คือบทพิสูจน์ว่าอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิมสามารถถูกยกระดับให้สง่างามได้เพียงใด เมื่ออยู่ในมือของเชฟที่เข้าใจวัตถุดิบอย่างลึกซึ้ง Parmigiana di melanzane ซึ่งเป็นตำรับประจำบ้านของชาวอิตาเลียนทางตอนใต้ ถูกตีความใหม่ให้ประณีตในสไตล์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่การฝานมะเขือม่วงเป็นแผ่นบางขนาดเท่ากันทุกชิ้น ก่อนผ่านการระบายความชื้นและชุบแป้งบางๆ แล้วทอดอย่างใจเย็นให้ผิวด้านนอกกรอบเบา เพื่อเก็บความหวานและเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่มของมะเขือไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาจัดวางเป็นชั้นๆ อย่างละเอียดราวกับงานประกอบ terrine ให้เลเยอร์ตั้งทรงคมชัดไม่ล้ม เมื่ออบจนเซ็ตตัวแล้วจึงตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสะอาดตา คล้ายลาซานญ่ามินิมัลลิสต์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจเบื้องหลังทุกเลเยอร์

    ตัวซอสมะเขือเทศด้านล่างเป็นอีกหนึ่งความงามที่หลายคนอาจมองข้าม ด้วยเนื้อซอสที่เนียนละเอียดดุจกำมะหยี่ แสดงถึงการใช้ passata คุณภาพดีที่ผ่านการกรองและเคี่ยวจนได้รสหวานลึกตามธรรมชาติ ไม่ใช่ความเป็น “มะเขือเทศจ๋า” แบบเปรี้ยวแหลมเหมือนซอสสำเร็จรูป แต่เป็นความกลมละมุนที่เข้ากันกับความนุ่มของเมลันซาน่าอย่างน่าประทับใจ เพียงแต้มด้วยหยดน้ำมันเบซิลเล็กๆ ก็ช่วยให้เกิดกลิ่นเขียวสดฟุ้งขึ้นมาอย่างพอดีโดยไม่กลบรสชาติหลักของจาน

    ด้านบนของชิ้นพาร์มิจาน่าเชฟวางมอสซาเรลล่าสดให้ละลายอย่างนุ่มนวล ไม่ยืดหรือไหม้จนกลบรสอื่น แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” เพิ่มความนัวและมิติเนื้อสัมผัส พร้อมใบเบซิลสดสามใบที่ถูกวางอย่างพอดีในแบบฉบับชาวเนเปิลส์ ซึ่งเลือกใส่หลังอบเพื่อให้กลิ่นสดที่สุดเมื่อเสิร์ฟถึงโต๊ะ

    เมื่อทานคำแรก คุณจะได้พบกับความนุ่มแน่นของเนื้อมะเขือที่ผ่านการอบจนเส้นใยสลายตัวอย่างพอดี กลายเป็นสัมผัสลื่นละมุนที่ถูกประคองด้วยซอสมะเขือเทศเนียนข้นและกลิ่นหอมของเบซิลน้ำมัน ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างมีจังหวะ ไม่มีสิ่งใดพยายามแย่งเด่น แต่กลับส่งเสริมกันจนเกิดความกลมกล่อมในแบบที่ทั้งเรียบง่ายและลุ่มลึก

    ทั้งหมดนี้ทำให้จานนี้ไม่ใช่แค่ “eggplant” แบบที่ใครหลายคนคุ้นเคย หากแต่คือการตีความใหม่ของคลาสสิกอิตาเลียนที่ถูกขัดเกลาให้มีเสน่ห์ร่วมสมัย คงไว้ทั้งความอบอุ่นแบบ comfort food และความประณีตแบบงานครัวสูง จนแทบทำให้คุณลืมภาพจำแบบเก่าๆ ของเมนูมะเขือม่วงไปโดยสิ้นเชิง.

    นี่คือเวอร์ชันที่ กลั่นรวมเป็นเนื้อความเดียว พร้อมขยายความเชิงเทคนิค วัตถุดิบ และงานศิลป์แบบ บรรณาธิการอาหารอาวุโส เพื่อให้ได้รีวิวที่ลุ่มลึกและสง่างาม:


    Tartara di tonno pinna blu e avocado (900 บาท)


    ทาทาร์ทูน่าครีบน้ำเงินจานนี้สะท้อนความพิถีพิถันของครัวอิตาเลียนร่วมสมัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบเหนือสิ่งอื่นใด ใช้ทูน่าครีบน้ำเงินที่คัดพิเศษนำเข้าจากเม็กซิโก อันเป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องปลาทูน่าคุณภาพสูง เนื้อปลาถูกหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญของการทำทาทาร์เพราะช่วยให้สัมผัสในปาก “นุ่มและไหลลื่น” ตามธรรมชาติของปลาสดระดับพรีเมียมโดยไม่ทำลายเส้นใยของกล้ามเนื้อที่ละเอียดอ่อน

    เชฟจัดวางทูน่าไว้บนเบดของอโวคาโดบดปรุงรสอย่างประณีต เนื้ออโวคาโดมีความครีมมี่โดยธรรมชาติ แต่ที่ทำให้โดดเด่นกว่าอโวคาโดทั่วไปคือการปรับรสให้สมดุลระหว่างความมัน ความหวานธรรมชาติ และความสดชื่นจากกรดอ่อนๆ ทำให้มันกลายเป็น “ฐานรส” ที่ทำหน้าที่ประคองและยกรสและกลิ่นเฉพาะของปลาทูน่าให้โดดเด่นขึ้นแทนที่จะบดบังมัน

    เมื่อรับประทานทั้งสองอย่างพร้อมกัน ความรู้สึกแรกคือความนุ่มชุ่มฉ่ำของปลาทูน่าที่แทบละลายในปาก โดยยังคงรสหวานธรรมชาติของปลาสดไว้ครบถ้วน จากนั้นความครีมมี่และกลิ่นหอมของอโวคาโดจะค่อยๆ เข้ามาเติมเต็ม ทำให้ทุกคำมีความกลมกล่อมเป็นพิเศษ เพราะเนื้อปลาที่เนียนนุ่มถูกเสริมด้วยความมันละมุนของอโวคาโดในสัดส่วนที่พอดี ไม่มีส่วนใดเด่นจนกลบอีกส่วนหนึ่ง

    ชั้นบนสุดของจานโรยด้วยถั่วหรือองค์ประกอบกรุบเล็กน้อย ช่วยเพิ่มมิติของเนื้อสัมผัสให้กับจานที่เน้นความนุ่มและครีมมี่เป็นหลัก พร้อมตกแต่งด้วย microgreens ที่ช่วยเติมความสดและความเขียวบางๆ ลงในภาพรวมของรสชาติและภาพลักษณ์ นำเสนอในจานเซรามิกดีไซน์ร่วมสมัยที่คล้ายชิ้นงานประติมากรรม ทำให้จานทาทาร์นี้โดดเด่นทั้งด้านรสชาติและงานศิลป์

    ผลลัพธ์คือทาทาร์ที่ “สมดุลในทุกองค์ประกอบ” อร่อยนุ่มลึกโดยไม่ต้องพึ่งรสจัด เป็นจานที่สะท้อนความสามารถของเชฟในการควบคุมวัตถุดิบสดให้ออกมามีมิติอย่างประณีตและร่วมสมัย เป็นหนึ่งในจานเรียกน้ำย่อยที่สวยงามและทำได้ดีเยี่ยมอย่างแท้จริง.

    Merluzzo della Patagonia alla Ligure (1,950 บาท)

    ความลงตัวของวัตถุดิบระดับโลกและรสชาติแห่งเจนัว

    เมนู “Merluzzo della Patagonia alla Ligure” (1,950 บาท) เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจในวัตถุดิบและภูมิปัญญาด้านอาหารของเชฟได้อย่างยอดเยี่ยม หัวใจของจานคือ Patagonian Toothfish (หรือ Chilean Sea Bass) ซึ่งเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่มีปริมาณไขมันสูงอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่เย็นจัด เนื้อปลาชนิดนี้จึงมีสัมผัสที่พิเศษคือ หวาน นุ่ม และชุ่มฉ่ำ ในระดับที่เหนือกว่าปลาขาวทั่วไป

    เทคนิคที่ใช้คือการ Pan-Seared หรือการเซียร์ในกระทะด้วยความร้อนสูงอย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้หนังปลาที่กรอบสีน้ำตาลทองจากปฏิกิริยา Maillard ขณะที่ยังคงรักษาความอ่อนนุ่มและรสหวานของเนื้อปลาไว้ด้านในได้อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือการควบคุมความร้อนของเชฟอย่างแท้จริง

    องค์ประกอบที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบคือซอส “Alla Ligure” ซึ่งเป็นการคารวะต่อภูมิภาค ลิกูเรีย (Liguria) อันเป็นบ้านเกิดของเชฟ ลิกูเรียเป็นที่รู้จักในฐานะดินแดนแห่งความสดใหม่และรสชาติเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นเอกลักษณ์ ซอสนี้รวบรวมรสชาติของส่วนผสมสำคัญเข้าไว้ด้วยกัน: ความสดชื่นและเปรี้ยวอมหวานจาก มะเขือเทศเชอร์รี่, รสเค็มที่ซับซ้อนจาก มะกอก (โดยเฉพาะมะกอก Taggiasca) และ เคเปอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มมิติของรสชาติ, และความกรุบกรอบมันๆ จาก ไพน์นัต (Pinoli) ที่โรยอยู่บนชิ้นปลา

    รสชาติและสัมผัสของจานนี้จึงเป็นการผสมผสานที่ชาญฉลาด: ความหนักแน่นและความมัน ของเนื้อปลา Patagonian Toothfish ถูก ตัดด้วยความสดใสและเปรี้ยวอมเค็ม ของซอสสไตล์ลิกูเรีย ทำให้ทุกคำมีความ “มีมิติ” แต่ก็ “เข้ากันได้อย่างกลมกลืน” อย่างที่รีวิวได้กล่าวถึงอย่างแม่นยำ เป็นจานที่แสดงให้เห็นถึงความหรูหราของวัตถุดิบระดับโลกที่ถูกนำมาตีความใหม่ในรูปแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่คลาสสิกและประณีตครับ

    เมนูพาสต้า “Casoncelli gamberi e zucchine” (1,200 บาท)

    เรือนร่างพาสต้าที่บรรทุกความสดใสแห่งทะเลนี้คือบทกวีแห่งอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่แสดงความพิถีพิถันของเชฟในการสร้างสรรค์พาสต้าชนิดยัดไส้ (Filled Pasta) อย่าง Casoncelli (กัสซอนเชลลี) ซึ่งเป็นพาสต้าพื้นเมืองจากแคว้นลอมบาร์เดีย ความโดดเด่นแรกเริ่มคือการใช้ “ราวิโอลีแป้งบางกรึบ” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่รูปทรง แต่สื่อถึงความสามารถในการควบคุมความหนาของแป้งให้ได้สัมผัสที่ Al Dente อย่างสมบูรณ์แบบ ให้แรงต้านเล็กน้อยเมื่อเคี้ยว

    ความซับซ้อนของจานอยู่ที่การจัดวางองค์ประกอบอย่างมีจังหวะชั้นเชิง โดยใช้ เนื้อกุ้งใส หั่นเต๋าที่ให้รสหวานสะอาดและเป็นธรรมชาติของทะเล ซึ่งเชฟควบคุมรสชาติของกุ้งไว้ไม่ให้ “มากเกินไป จนกลบรสของชีสบูรัตตาสด” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านความนุ่มนวล ชีส Burrata สีขาวบริสุทธิ์ถูกวางอย่างบรรจงเพื่อสร้างจุดตัดที่ชัดเจนทั้งสีและ Texture มอบ “ความครีมมี่เฉพาะตัว” ที่นุ่มละมุนและมีรสชาตินมที่สดใหม่ ทำหน้าที่เป็นตัวโอบอุ้มและประสานรสชาติทั้งหมดเข้าด้วยกัน

    นอกจากนี้ การเติม “เม็ดถั่วลันเตาสีเขียว” ทั้งในรูปของซอสเพียวเร่และเม็ดถั่วลันเตาสด ยังเพิ่มความสดชื่นของสีและมอบมิติของสัมผัสที่ “กรุบ” หรือ Pop เมื่อกัด ซึ่งเป็นความจำเป็นในการสร้างสมดุลของ Texture ให้กับจานที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและครีมมี่ การได้ลิ้มลองจานนี้ใน “คำแรกที่ตักเข้าปากไปก็เหมือนได้ไปยืนอยู่ในเรือลอยอยู่กลางทะเล” นั้น จึงเป็นการสรุปประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง เพราะมันคือการหลอมรวมความหวานสะอาดของอาหารทะเล ความเข้มข้นนุ่มนวลของนม และความสดใสของพืชผักเข้าไว้ในพาสต้าคำเดียวอย่างกลมกลืนและสะอาดหมดจดครับ

    Culatello, rucola e stracciatella (700 บาท) การยกระดับพิซซ่าด้วยราชาแห่งแฮม

    จานนี้คือการนำเสนอพิซซ่าในรูปแบบที่หรูหราและเปี่ยมด้วยรายละเอียดของวัตถุดิบชั้นสูงของอิตาลี หัวใจสำคัญที่ทำให้จานนี้โดดเด่นคือการใช้ Culatello Ham แทนแฮมทั่วไป Culatello ได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชาแห่งแฮม” ของอิตาลี เนื่องจากผลิตจากส่วนเนื้อที่นุ่มที่สุดและมีไขมันน้อยที่สุดของขาหลังหมู ผ่านกระบวนการบ่มที่หายากและซับซ้อนในพื้นที่เฉพาะของเมือง Zibello โดยต้องอาศัยสภาพอากาศที่มีหมอกและความชื้นอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น Emilia-Romagna ซึ่งส่งผลให้แฮมมีรสชาติที่ เข้มข้น หวาน และมีกลิ่นหอมซับซ้อน เป็นพิเศษ

    การเลือกใช้ Culatello ที่หมักด้วยเกลืออย่างกำลังดีมาตกแต่งบนหน้าพิซซ่า จึงเป็นการยกระดับรสชาติให้ลึกซึ้งและมีมิติมากกว่าการใช้ Prosciutto di Parma ทั่วไป และยิ่งสมบูรณ์แบบเมื่อจับคู่กับ Stracciatella ซึ่งคือชีสมอสซาเรลล่าที่ฉีกเป็นเส้นคลุกเคล้ากับครีมสด มอบ ความครีมมี่ที่เบาบางและสดใหม่ ทำหน้าที่เป็นตัวประสานรสชาติที่หอมมันนม ตัดกับความเค็มของแฮมได้อย่างลงตัว

    ใต้ชั้นแฮมและชีสคือ ผักร็อกเก็ต (Rucola) ที่ให้รสชาติเผ็ดซ่าและขมเล็กน้อย เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ตัดกับความเข้มข้นและความมันของส่วนผสมอื่นๆ ได้อย่างสมดุล ทำให้ทุกอย่าง “กลมกล่อมเข้ากันดี” สำหรับตัวแป้งพิซซ่าก็สมกับสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ที่ “มีความฟูแต่ยังคงบางได้ใจ” โดยมีขอบที่พองตัวจากการหมักที่ยาวนานแต่ตรงกลางบางเบาเพื่อรองรับน้ำหนักและให้รสชาติของหน้าพิซซ่าเปล่งประกาย นี่คือพิซซ่าที่ไม่ได้ขายเพียงแค่ปริมาณ แต่ขายความยอดเยี่ยมของวัตถุดิบ DOP และการประกอบรวมรสชาติที่เป็นเลิศครับ

    เรามาปิดท้ายในส่วนอาหารคาวกันที่ Zuppa di pesce (950 บาท) การปิดท้ายด้วยความอบอุ่นและแก่นแท้แห่งทะเล

    เมนู “Zuppa di pesce” (950 บาท) หรือสตูว์อาหารทะเลสไตล์อิตาเลียน เป็นบทสรุปอาหารคาวที่สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งด้วยความรู้สึกเหมือนได้กลับสู่รสชาติแห่งครอบครัว การเสิร์ฟใน หม้อกระเบื้องเคลือบ สร้างเสน่ห์แบบ Rustic Charm เหมือนเพิ่งยกออกมาจากเตาของ “คุณย่า (Nonna)” ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็น Comfort Food ที่แท้จริง

    แก่นแท้ของจานอยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบ โดยคุณได้ชื่นชม ความสดใหม่ ของหอย ปลาหมึก และเนื้อปลา ซึ่งถูกปรุงอย่างแม่นยำเพื่อดึงเอา “ความหวานของทะเล” โดยธรรมชาติออกมาให้มากที่สุด โดยไม่มีการปรุงแต่งที่รบกวนความบริสุทธิ์ของรสชาติทะเลเหล่านั้น

    สิ่งที่ยกระดับจานนี้คือ น้ำสตูว์ ที่เข้มข้น การที่มีรสสัมผัสแบบ “ล็อบสเตอร์บิสนิดๆ รสชาติเข้มข้น หอมมัน” นั้นบ่งบอกถึงเทคนิคการทำสต็อกที่ลุ่มลึก โดยอาจมีการเคี่ยวเปลือกครัสตาเชียนเพื่อเพิ่มอูมามิและความหอมมันแบบเดียวกับซุปบิสค์ (Bisque) แต่ยังคงความเบาในฐานะของสตูว์มะเขือเทศ การรวมกันของรสหวานจากทะเล, ความเข้มข้นจากสต็อก และความเผ็ดซ่าเล็กน้อยของสมุนไพร ทำให้เกิดน้ำซุปที่สมบูรณ์แบบ จนต้องใช้ขนมปังปิ้งกรอบๆ ตักทานหรือ “Scarpetta” (สการ์เพ็ตตา) กวาดน้ำซุปจนหมดหยดสุดท้าย เป็นการปิดท้ายมื้ออาหารคาวที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างแท้จริงครับ

    ถึงเวลาของหวานแล้ว เชฟได้ถือชามมาใบหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาที่โต๊ะเรา แล้วค่อยๆบรรจงตักของหวานนี้ใส่จานให้ นั่นคือ Tiramisu (450 บาท)

    แบบคลาสสิกดั้งเดิม จานนี้คือได้ ด้วยความหอม ความเข้มข้นของรสกาแฟนั้นกำลังดี โรยด้วยผงโกโก้สีน้ำตาลตามแบบฉบับ เพียงแต่ชิ้นนี้ไม่ได้แอบใส่เหล้าเท่านั้น ซึ่งเชฟตั้งใจให้เด็กๆทานได้ด้วยค่ะ

    Baba al rum con gelato (450 บาท)

    ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่เชฟได้นำ baba ไปแช่ใน Chalong Bay light เหล้ารัมขึ้นชื่อระดับโลกจากภูเก็ต หมักจากอ้อยออร์แกนิกเป็นหลักควบคู่กับวัตถุดิบอื่นๆ ให้ความหวานเฉพาะตัวจากธรรมชาติ 100% ซึบซับอยู่ใน baba ที่ถ้าคนไม่ค่อยคุ้นชินนักก็จะว่ากลิ่นรัมขึ้นจมูกมาแรงมาก ทานคู่กับเหล่าเบอร์รี่ช่วยขับความหวานให้เด่นชัดขึ้นอีก แล้วจึงค่อยเพลารสชาติลงด้วยไอศกรีมวนิลารสนวลๆนี้

    Petit four ชิ้นนี้มาเป็นแป้งกรอบๆม้วนเป็นโคนปลายเปิดทั้งสองด้าน ด้านนึงชูโรงด้วยรสและกลิ่นหอมๆของยูสุ กับครีมที่แอบผสมเลมอนให้รสที่สดชื่นเฉพาะตัวเข้าไปด้วย อีกด้านนึงเป็นพิตาชิโอ อัลมอนด์ เป็นส่วนผสมของความหวานนวลหอมมันกลมกล่อม จริงๆทานเป็นสองคำทีละครึ่งชิ้นจะดี

    หากต้องการหาร้านอาหารอิตาเลียนที่โดดเด่นด้วยการใช้วัตถุดิบซีฟู้ดสดจากชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน คัดสรรคุณภาพอย่างพิถีพิถัน เน้นความสดเป็นหัวใจหลัก และปรุงรสมาอย่างพอดีให้ได้รสชาติในแบบที่เรียบง่ายแต่กลมกล่อม อีกทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก เหมาะทั้งสำหรับรับประทานมื้อพิเศษหรือมื้อสบาย ๆ ในบรรยากาศผ่อนคลาย Embassy Room La Marina ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การลองไปลิ้มรสด้วยตัวเอง


    Embassy Room La Marina ซีฟู้ดอิตาเลียน เชฟ Alessio Banchero เมดิเตอร์เรเนียน เจนัว

    Kin Review

    Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์

    รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    Share this:

    • Click to share on Facebook (Opens in new window) Facebook
    • Click to share on X (Opens in new window) X
    • Click to share on Threads (Opens in new window) Threads
    bangkok Embassy room La Marina Italian Cuisine park hyatt review รีวิว อาหารอิตาเลียน เมดิเตอร์เรเนียน
    Previous Article[News] Michelin Guide Thailand 2026: ไทยเพิ่มอีก 10 ร้านระดับดาว “Sühring” คว้า 3 ดาวมิชลิน ร้านที่สองของประเทศ

    Related Posts

    [Review] Cadence การเดินทางของ Celebrity Chef Dan Bark ในมื้อ Full Course ที่ไม่เคยตกยุค

    November 22, 2025

    [Review] Surf & Turf Dinner Buffet ศิลปะแห่งรสชาติจากผืนทะเลและแผ่นดิน ณ ห้องอาหาร Flavors, Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel 

    November 15, 2025

    [Review] NewTasting menu of แก่นกรุง: แก่นแท้แห่งอีสาน ที่สลักเกลาเพื่อเมืองกรุง

    November 1, 2025

    Comments are closed.

    • Recent Posts
    • POPULAR

    [Review] Embassy Room La Marina: สัมผัสรสเมดิเตอร์เรเนียน! เชฟใหม่ ‘Alessio Banchero’ ยกซีฟู้ดอิตาเลียนชายฝั่งเจนัวสู่กรุงเทพฯ

    November 30, 2025

    [News] Michelin Guide Thailand 2026: ไทยเพิ่มอีก 10 ร้านระดับดาว “Sühring” คว้า 3 ดาวมิชลิน ร้านที่สองของประเทศ

    November 27, 2025

    [News] จิบชายามบ่ายสไตล์ฉลองเทศกาลแห่งความสุข ที่โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ Festive Christmas Afternoon tea 2025 Sindhorn Kempinski Bangkok

    November 26, 2025

    [News] โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีภายใต้ธีม ‘TIMELESS WONDER สัมผัสความงดงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาส และโรงแรมสุดอลังการ ไปจนถึงเมนูอาหารชั้นเลิศ The St. Regis Bangkok Festive 2025

    November 25, 2025

    [Review] Cadence การเดินทางของ Celebrity Chef Dan Bark ในมื้อ Full Course ที่ไม่เคยตกยุค

    November 22, 2025

    [Review] Embassy Room La Marina: สัมผัสรสเมดิเตอร์เรเนียน! เชฟใหม่ ‘Alessio Banchero’ ยกซีฟู้ดอิตาเลียนชายฝั่งเจนัวสู่กรุงเทพฯ

    November 30, 2025

    [News] Michelin Guide Thailand 2026: ไทยเพิ่มอีก 10 ร้านระดับดาว “Sühring” คว้า 3 ดาวมิชลิน ร้านที่สองของประเทศ

    November 27, 2025

    [News] จิบชายามบ่ายสไตล์ฉลองเทศกาลแห่งความสุข ที่โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ Festive Christmas Afternoon tea 2025 Sindhorn Kempinski Bangkok

    November 26, 2025

    [News] โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีภายใต้ธีม ‘TIMELESS WONDER สัมผัสความงดงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาส และโรงแรมสุดอลังการ ไปจนถึงเมนูอาหารชั้นเลิศ The St. Regis Bangkok Festive 2025

    November 25, 2025

    [Review] Cadence การเดินทางของ Celebrity Chef Dan Bark ในมื้อ Full Course ที่ไม่เคยตกยุค

    November 22, 2025
    POPULAR

    “ฟัวกราส์” ถูกแบนแล้วในแดนแซมบ้า ห้ามซื้อห้ามขายห้ามกิน

    June 29, 2015

    เมล็ดมันแกวแก่ กินไม่ดีถึงตายไปหลายรายแล้ว!!!!

    June 30, 2015

    ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่ของกินของต้องห้ามในนิวยอร์กตั้งแต่วันนี้!

    July 2, 2015
    @KinlakeStars
    KINLAKESTARS.COM

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

     

    Loading Comments...