รสสัมผัสแห่งเหมันต์: วิจิตรศิลป์แห่ง “Holiday Afternoon Tea” ณ The Lounge, Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River โดย: Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A เมื่อโค้งน้ำเจ้าพระยาถูกฉาบด้วยแสงสีทองละมุนของแดดยามบ่ายในเดือนธันวาคม คงไม่มีสิ่งใดจะรื่นรมย์ไปกว่าการได้เอนกายลงบนโซฟาหนานุ่มภายใน The Lounge ของ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศล็อบบี้ที่นี่ถูกออกแบบมาให้โปร่งสบายด้วยเพดานสูงตระหง่านและผนังกระจกที่เปิดรับวิวแม่น้ำแบบพาโนรามา มองทะลุผ่านแมกไม้สวนน้ำกลางโรงแรม ผสานกับพื้นที่นั่งเล่นทั้งโซนอินดอร์ที่หรูหราแต่เรียบและไม่ตะโกน และเอาต์ดอร์ที่รับลมธรรมชาติได้อย่างลงตัว ในฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองปี 2568 นี้ ทีมเชฟขนมหวานระดับมาสเตอร์ของโฟร์ซีซั่นส์ได้รังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ “Holiday Afternoon Tea” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การจิบชาและทานขนม แต่คือการเดินทางผ่านรสชาติ (Gastronomic Journey) ที่ร้อยเรียงเรื่องราวของเทศกาลคริสต์มาสผ่านวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก บทโหมโรงแห่งความสดชื่น: Welcome Drinks & Amuse-Bouche การเริ่มต้นมื้อพิเศษยามบ่าย ณ ที่แห่งนี้ เปรียบเสมือนการเปิดม่านการแสดงอันวิจิตร: Welcome Drink: Cranberry Cloud Bliss เปิดตัวด้วยเครื่องดื่มต้อนรับสีแดงสดใสที่สะท้อนเฉดสีแห่งความสุข น้ำแครนเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวานโดดเด่นช่วยปลุกความสดชื่นในทันทีที่สัมผัสปลายลิ้น ท็อปด้วยวิปครีมเนื้อฟูเบาเนียนละเอียดประดับด้วยเนื้อแครนเบอร์รี่อบแห้ง ให้สัมผัสที่ตัดกันระหว่างความเย็นฉ่ำของน้ำผลไม้และความนุ่มละมุนของครีมสด Champagne Delamotte Brut สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความหรูหรา แชมเปญ Delamotte Brut ที่เสิร์ฟเย็นจัดให้พรายฟองที่ละเอียดละออและกลิ่นหอมของผลไม้สีขาว ช่วยชูรสชาติของอาหารคาวได้เป็นอย่างดี Amuse-Bouche: Young Coconut Panna Cotta with Cashew Milk and Kristal Caviar นี่คือเมนูเรียกน้ำย่อยที่นำเสนอได้อย่างตระการตา เสิร์ฟมาในถ้วยหินอ่อนสองชั้นที่ซ้อนกันอย่างประณีต โดยฐานด้านล่างบรรจุน้ำแข็งแห้งไว้ เมื่อพนักงานรินน้ำลงไป ควันสีขาวจะพวยพุ่งขึ้นมาโอบล้อมถ้วยหินอ่อน สร้างบรรยากาศลึกลับและเย็นเยือกราวกับอยู่ท่ามกลางหุบเขาหิมะ ตัวพานนาคอตต้ามะพร้าวอ่อนเนื้อเด้งสู้ลิ้นให้ความมันจากนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ตัดรสด้วยความเค็มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kristal Caviar ที่วางประดับอยู่ด้านบนพร้อมดอกไม้จิ๋ว…
Author: athiwat tripipitsiriwat
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วันนี้ kinandleisure.com ขอพาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสกับนิยามใหม่ของอาหารกวางตุ้งชั้นสูง ที่ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ณ ร้านอาหารจีนระดับมิชลินสตาร์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ใครหลายคนถวิลหา ท่ามกลางความสง่างามของ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่ตั้งของ Yu Ting Yuan (ยวี่ ติง หยวน) ร้านอาหารจีนที่ไม่ได้มีดีแค่รางวัลมิชลินสตาร์การันตี แต่คือสถานที่ที่เปรียบเสมือน “สวนของจักรพรรดิ” ตามความหมายของชื่อร้าน หรือ อีกนัยนึงคือโรงละครที่สวยงามที่ใช้อวดแขกบ้างแขกเมืองที่เดินทางมายังวังขององค์จักรพรรดิ พื้นที่ภายในถูกออกแบบให้มีความโอ่โถง โปร่งสบายด้วยเพดานสูงและการใช้กระจกบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพอันงดงามภายนอก ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับกลิ่นอายความหรูหราแบบราชวงศ์จีน โดยร้านใช้เสปซได้อย่างลงตัว ทำให้แขกรู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัวและสวยงามในทุก ๆ ที่นั่ง การนำทัพโดยปราชญ์แห่งครัวกวางตุ้ง: เชฟทอมมี่ เฉิง (Tommy Cheung) หัวใจสำคัญที่ทำให้ Yu Ting Yuan ยืนหยัดอย่างโดดเด่นคือ Executive Chef Tommy Cheung ผู้มีประสบการณ์โชกโชนในวงการอาหารกวางตุ้งระดับสากล เชฟทอมมี่มีชื่อเสียงอย่างมากในการคัดสรรวัตถุดิบที่ “ดีที่สุด” จากทั่วทุกมุมโลก นำมาปรุงด้วยเทคนิคดั้งเดิมที่ต้องใช้ความอดทนและฝีมืออันประณีต เพื่อดึงรสสัมผัสที่แท้จริงของอาหารออกมาให้ได้มากที่สุด ราวกับงานศิลปะ บทบรรเลงรสสัมผัส: รายละเอียดทุกเมนูจากชุดอาหารกลางวันและติ่มซำ ก่อนเมนูอาหารมื้อกลางวันพระเอกของวันนี้ เราขอแนะนำรายการ Premium Dim Sum ที่เชฟรังสรรค์มาเป็นพิเศษเพื่อเป็นตัวเลือกให้ทุกท่านได้ลองเปิดใจลิ้มลอง และเลือกเสริมก่อนมื้อหลัก ได้แก่ เสี่ยวหลงเปา (Xiao Long Bao) ดูความเต่งตึงนั่นสิครับ! เสี่ยวหลงเปาเข่งนี้คือการโชว์สกิล “การจับจีบ” ที่คมกริบ แป้งที่เชฟรีดจนบางเฉียบแต่กลับแข็งแรงพอที่จะโอบอุ้มน้ำซุปมหาศาลไว้ไม่ให้รั่วไหล ภายในคือ “ซุปคอลลาเจน” ที่ได้จากการเคี่ยวขาหมูแฮมยูนนานและโครงไก่แก่ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง จนไขมันและโปรตีนหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ทันทีที่ฟันของคุณสะกิดผ่านชั้นแป้ง น้ำซุปร้อนระอุจะพุ่งกระจายเต็มอุ้งปาก มันคือรสเค็มนำที่ตามด้วยความหวานนวลจากเนื้อหมูสับละเอียดที่ผสมมันหมูในสัดส่วน 7:3 เพื่อความชุ่มฉ่ำที่สุด เสิร์ฟในเข่งไม้ไผ่ที่กลิ่นหอมของไม้จางๆ จะซึมซับเข้าสู่ตัวแป้ง เพิ่มมิติทางกลิ่นที่ลุ่มลึก ขนมจีบล็อบสเตอร์ (Lobster Dumpling) ลืมขนมจีบหมูแบบเดิมๆ…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A เมื่อเราเริ่มมองหา “คุณค่า” มากกว่าความหวือหวา บางครั้งเราก็ต้องการช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารที่ไม่ได้เป็นเพียงการทานเพื่ออิ่มท้อง แต่มันคือการเสพงานศิลปะ การซึมซับบรรยากาศ และการให้รางวัลกับชีวิตที่ วันนี้ ผมและ ทีม KinandLeisure อยากพาคุณหลีกหนีความวุ่นวายของมหานคร ขึ้นลิฟต์แก้วสู่ชั้น 36 ของโรงแรม Chatrium Hotel Riverside Bangkok เพื่อพบกับหมุดหมายใหม่ของวงการอาหารจีนกวางตุ้งร่วมสมัย ณ Silver Waves by Boon Interior Design: เมื่อเกลียวคลื่นพบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทันทีที่ก้าวเข้ามา สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาไม่ใช่เพียงวิวด้านนอก แต่คือความแยบยลของ Interior Design ที่สอดรับกับชื่อร้าน “Silver Waves” ได้อย่างหมดจด ผู้ออกแบบได้ตีความคำว่า “สายน้ำ” ใหม่ โดยไม่ได้ใช้น้ำจริงๆ แต่ใช้เส้นสายทางสถาปัตยกรรมภายในสร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว (Kinetic Energy) หากคุณลองสังเกตฝ้าเพดานและการตกแต่งผนัง จะเห็นการใช้เส้นโค้งที่ซ้อนทับกันเป็นจังหวะ เลียนแบบ “ระลอกคลื่น” (Ripple Effect) ยามต้องแสงจันทร์ ตั้งแต่ประตูทางเข้าร้านที่เป็นจุดที่ดูน่าตื่นตา และเหมาะกับการถ่ายรูปลง Instagram ซัก 1 ภาพ เป็นการปักหมุดเช็คอิน เมื่อเข้ามาในตัวร้าน จะพบกับบรรยากาศร้านอาหารแบบอบอุ่นเหมือนนั่งกินในบ้านหรู พร้อมงานออกแบบที่เน้นเส้นโค้ง ที่ดีไซน์มาเพื่อช่วยปรับจูนอารมณ์ให้สงบและลื่นไหลไปกับบรรยากาศ โดยมีฉากหลังเป็น “Panoramic Riverview” ของโค้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวสุดสายตา เรียกได้ห้องอาหารนี้เป็นห้องอาหารที่ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาและ Icon Siam ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่น่าจะให้ภาพที่ประทับใจโดยเฉพาะในคืนที่มีพลุและการแสดงแสงสีเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา Chef Ho Chee Boon: ปรมาจารย์ผู้ปรุงรสด้วยจิตวิญญาณ ความงามของสถานที่ถูกเติมเต็มด้วยจิตวิญญาณแห่งรสชาติจากฝีมือ Chef Ho Chee Boon เชฟระดับตำนานผู้เคยพาห้องอาหาร Hakkasan ทั่วโลกคว้าดาวมิชลินมาแล้ว ปรัชญาของเชฟ Ho…
Cadence เป็นร้านอาหาร Fine Dining ในย่านสุขุมวิท ที่ยังคงเป็นหมุดหมายของนักชิมเสมอมา ด้วยการนำทัพของ Celebrity Chef Dan Bark ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและการเดินทางทั้งหมดของเขาออกมาเป็น Global Inspired Cuisine เล่าเรื่องตั้งแต่กรุงโซล เกาหลีใต้, ชิคาโก สหรัฐอเมริกา, จนมาถึงกรุงเทพฯ การได้มาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่แค่มื้ออาหาร แต่คือการเดินทางผ่านรสชาติอันเป็นจังหวะและท่วงทำนอง (Cadence) ของเชฟ Dan Bark ไม่ใช่แค่เพียงการตกแต่ง แต่เป็นการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่หลอมรวมความหรูหราแบบ Contemporary เข้ากับกลิ่นอายของสไตล์คลาสสิก โดยเฉพาะรายละเอียดที่หยิบยืมมาจาก Art Deco อย่างชาญฉลาด 💎 พื้นที่รับประทานอาหาร: ความสมมาตรที่โอบล้อมด้วยเส้นโค้ง พื้นที่รับประทานอาหารหลักถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยปรัชญาแห่ง ความสง่างามอันเป็นระเบียบ (Ordered Elegance) หัวใจสำคัญคือการจัดวางที่นั่งแบบ บูธโค้ง (Curved Banquette Seating) ขนาดใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนตัว แต่ยังทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบนำสายตาที่ทรงพลัง ที่นั่งบุด้วยวัสดุสองโทนสี คือ หนัง/ผ้าสีครีมอ่อน ที่ด้านบน ตัดกับ กำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม (Navy Blue) ที่ส่วนฐาน ซึ่งเป็นการเลือกคู่สีที่หนักแน่นแต่มีรสนิยมสูง เพื่อรองรับฉากหน้าของ ผ้าปูโต๊ะสีขาวบริสุทธิ์ ที่ตอกย้ำถึงมาตรฐานของร้านอาหารระดับ Fine Dining องค์ประกอบผนังด้านหลังบูธคือจุดที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของงานดีไซน์ ผนังถูกแบ่งด้วย ซุ้มโค้ง (Arch Motif) ขอบซุ้มถูกเน้นด้วยโลหะเงาสีทองเหลืองหรือทองแดง สะท้อนแสงอย่างนุ่มนวล ภายในซุ้มติดตั้งฉากกั้นตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกที่คล้ายกับ ลายใบไผ่หรือพืชพรรณ ในโทนสีอ่อน ลวดลายเหล่านี้เป็นการตีความองค์ประกอบของ Art Nouveau ให้มีความเรียบง่ายและเป็นเรขาคณิตมากขึ้นตามแบบ Art Deco ทำให้เกิดมิติของแสงและเงาที่ซับซ้อนและน่าค้นหา การใช้ เส้นโค้ง ของบูธและซุ้มผนังตัดกับ เส้นตรง ของกรอบและขอบโต๊ะอย่างลงตัว เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความอ่อนโยนและความเคร่งขรึมทางสถาปัตยกรรม เหนือศีรษะ โคมไฟห้อยที่ใช้มีทั้งแบบ Globe Pendant Lights ทรงกลมบริสุทธิ์ และโคมไฟระย้าแบบกิ่งก้านโลหะสีทองเหลืองที่มีลูกแก้วใส (Bubble Chandelier) ซึ่งให้แสงสว่างแบบกระจาย (Diffused Light) สร้างบรรยากาศที่นุ่มนวลและโรแมนติก…
Surf & Turf Dinner Buffet ศิลปะแห่งรสชาติจากผืนทะเลและแผ่นดิน ณ ห้องอาหาร Flavors โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A ในโลกของศิลปะการกิน “Surf & Turf” ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมดุล การจับคู่ระหว่างอาหารทะเล (surf) ที่เปี่ยมด้วยความสดฉ่ำและกลิ่นไอโอดีนจากมหาสมุทร กับเนื้อสัตว์จากผืนแผ่นดิน (turf) ที่หนักแน่นและเข้มข้นทางรสชาติ แนวคิดนี้ถือกำเนิดขึ้นในอเมริกาเหนือช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แต่ต่อมาได้ถูกตีความใหม่ทั่วโลกตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการปรุงในแต่ละภูมิภาค Surf & Turf Dinner Buffet ราคาเริ่มต้นเพียง 1,599++ บาทต่อท่าน เด็กอายุ 6–12 ปี รับส่วนลด 50% และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี รับประทานฟรี ที่ ห้องอาหาร Flavors ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ แนวคิดดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดอย่างลุ่มลึกในรูปแบบ Surf & Turf Dinner Buffet ที่ผสมผสานความอลังการของวัตถุดิบระดับพรีเมียมเข้ากับเทคนิคปรุงที่ละเอียดลึกซึ้งในแบบครัวนานาชาติ ตั้งแต่ความสดเย็นฉ่ำของซีฟู้ด ไปจนถึงกลิ่นรมควันของเนื้ออบและรสอูมามิจากครัวจีนต้นตำรับ Seafood on Ice: ศาสตร์แห่งความสดและอุณหภูมิ เริ่มต้นค่ำคืนด้วยหัวใจของคำว่า surf มุม Seafood on Ice ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาแห่งท้องทะเล วัตถุดิบทุกชิ้นถูกจัดเรียงบนแท่นน้ำแข็งใสที่รักษาอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส เพื่อคงความกรอบแน่นของเนื้อสัตว์ทะเลโดยไม่ทำลายโปรตีนธรรมชาติ ปูอลาสก้าคิงแครบ (Alaskan King Crab) คือพระเอกของมุมนี้ เนื้อสีขาวนวลหนาแน่นราวเส้นใยไหม อุดมด้วยไกลโคเจนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในปูจากทะเลน้ำเย็น เชฟแนะนำให้แกะแล้วบีบเลมอนเพียงเล็กน้อยเพื่อเปิดกลิ่นหวานของเนื้อปูโดยไม่กลบรสเค็มบางจากไอโอดีน ต่อด้วย กุ้งแม่น้ำ ที่ผ่านการเตรียมอย่างระมัดระวัง ล็อบสเตอร์ถูกแช่ในน้ำเกลือเข้มข้นอุณหภูมิต่ำก่อนเสิร์ฟ เพื่อรักษาโครงสร้างของกล้ามเนื้อให้แน่นไม่ยุ่ย…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สวัสดีครับท่านผู้อ่านผู้ชื่นชอบในการกินดื่มรสนิยมดีทุกท่าน หากพูดถึง “อาหารอีสาน” ภาพในหัวของหลายคนอาจเป็นร้านริมทาง ควันโขมง แสงไฟนีออน และรสชาติเผ็ดจัดจ้านที่คุ้นเคย แต่วันนี้ ผมอยากให้คุณลบภาพจำนั้นทิ้งไปชั่วคราว แล้วตามผมมาที่ “แก่นกรุง” ที่นี่ไม่ใช่แค่การ “ยกระดับ” อาหารอีสาน แต่คือการ “ตีความใหม่” อย่างลึกซึ้ง “แก่นกรุง” ถือกำเนิดจากร้าน “แก่น” อันโด่งดังจากขอนแก่น โดยมีความมุ่งมั่นที่ท้าทายและน่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือการนำเสนออาหารอีสานรสชาติดี ให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ประจักษ์ว่า รสชาติแห่งแดนอีสานนั้นไม่แพ้อาหารใดๆ ในโลก4ทั้งหมดนี้ ถูกนำเสนอในรูปแบบ “Casual Fine Dining” ที่ผ่อนคลายแต่เปี่ยมไปด้วยความพิถีพิถัน ตัวร้านซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ บนถนนอรุณอัมรินทร์ ใกล้กรมอู่ทหารเรือ เมื่อก้าวเข้ามา บรรยากาศอบอุ่นที่แตกต่างจากร้านอาหารไทยทั่วไปก็เข้าโอบล้อม ที่นี่ไม่มีการตกแต่งที่ฉูดฉาด แต่เต็มไปด้วยงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราว ว่าของดีอีสานไม่ใช่เพียงแค่อาหาร แต่คือวัฒนธรรมและผู้คน และวันนี้ เราได้รับเกียรติให้มาลิ้มลอง “taste of แก่นกรุง” tasting menu ที่จะพาเราไปสำรวจแก่นแท้ของรสชาติอีสานในมิติใหม่ มาพร้อมสาโทคราฟในชุดที่ห้ามพลาดมากๆ อร่อยสุดๆ The Taste of แก่นกรุง: A Culinary Journey เครื่องดื่มพิเศษ: สาโทข้าวเหนียวแดง การเดินทางเริ่มต้นด้วยการจิบ “สาโทข้าวเหนียวแดง” ที่มีแอลกอฮอล์เบาๆ 8% 10 (ทางร้านมีทั้งตัวข้าวเหนียวขาวและแดง) สาโทข้าวเหนียวแดงตัวนี้มีความพิเศษคือการผสม “หมากเม่า” (Mak Mao) ผลไม้ป่าของอีสาน ทำให้ได้รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวที่ซับซ้อนคล้ายเบอร์รี มีความซ่าเล็กน้อยติดปลายลิ้น ให้ความรู้สึกกลมกล่อมและสดชื่นอย่างน่าประทับใจ อาหารว่าง: ข้าวเกรียบใบหูเสือ คำแรกที่เรียกน้ำย่อยคือ “ข้าวเกรียบใบหูเสือ” หรือ “อีสานออริกาโน” สัมผัสแรกคือความกรอบฟูของข้าวเกรียบที่หอมกลิ่นสมุนไพรชัดเจน แต่เนื้อสัมผัสด้านในที่แอบซ่อนความหนึบเหนียวเล็กน้อยไว้ ความขมนิด ๆ ช่วยให้อยากอาหาร เป็นการเปิดต่อมรับรสที่ชาญฉลาด Amuse Bouche: แจ่วบักเลน มื้ออาหารเปิดฉากอย่างแท้จริงด้วย…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A ณ ริมน้ำเจ้าพระยาที่สงบและงดงาม ผมได้ใช้เวลาช่วงบ่ายอันรื่นรมย์ที่ The Lounge โรงแรม Four Seasons กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นประสบการณ์การจิบชายามบ่ายที่เหนือระดับ ควรค่าแก่การบอกต่อ เมื่อย่างเท้าเข้ามาใน Lobby Lounge สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความหรูหราที่แฝงไว้ด้วยความผ่อนคลาย การตกแต่งที่โปร่งสบายตา พร้อมทิวทัศน์ของแม่น้ำที่ทอดยาวผ่านสวนและบ่อน้ำที่ออกแบบไล่ระดับมาอย่างดี ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมมองใหม่ ทำให้รู้สึกสงบอย่างน่าประหลาดใจ การบริการของพนักงานแสดงออกถึงความเป็นกันเองอย่างมืออาชีพ แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานสูงสุด ทุกรายละเอียดได้รับการใส่ใจ แม้กระทั่งภาชนะพอร์ซเลนชั้นดีที่พิมพ์ลายถนนเจริญกรุง ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของย่านได้อย่างมีเสน่ห์ การจิบชายามบ่ายเริ่มต้นอย่างสดชื่นด้วยเครื่องดื่มต้อนรับอย่างน้ำมะพร้าวอัญชัน และแชมเปญ ก่อนจะเข้าสู่ลำดับของอาหารคาว (Savory Delicacies) ที่จัดเรียงมาอย่างวิจิตร รสชาติอันโอชะจากคาวสู่หวาน: การเดินทางแห่งรสสัมผัส เส้นทางแห่งรสชาติเริ่มต้นด้วยชุดของคาวที่เชฟแนะนำให้รับประทานตามลำดับ เพื่อไล่ระดับความเข้มข้นของรสชาติอย่างลงตัว Welcome Drink เครื่องดื่มต้อนรับ (Welcome Drink): น้ำมะพร้าว อัญชัน มะนาว เครื่องดื่มต้อนรับแก้วนี้มอบความสดชื่นและสะกดสายตาด้วยสีสันที่สวยงามตามธรรมชาติ เป็นการผสมผสานรสชาติไทยๆ เข้ากับงานดีไซน์สมัยใหม่ เครื่องดื่มเสิร์ฟในแก้วขนาดพอดีคำที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา โทนสีหลักคือสีม่วงสดใสของน้ำอัญชัน เมื่อกระทบกับแสงจะเห็นการไล่เฉดสีไปจนถึงสีชมพู/ม่วงอมแดงอ่อนๆ ที่ฐานแก้ว ซึ่งเป็นผลจากการทำปฏิกิริยาของอัญชันกับน้ำมะนาว และที่งดงามที่สุดคือดอกดาวเรือง (Marigold) สีส้มสดใสที่วางลอยอยู่กลางเครื่องดื่ม ทำหน้าที่เป็นจุดโฟกัสที่เพิ่มความมีชีวิตชีวา รสชาติเป็นการผสมผสานที่ลงตัวและไม่คาดคิด: น้ำมะพร้าว: ให้รสชาติหวานอ่อนๆ และความหอมมันตามธรรมชาติ เป็นตัวเบสที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่น อัญชัน: มีกลิ่นหอมบางๆ และเพิ่มความสวยงามของสี มะนาว: ความเปรี้ยวของมะนาวช่วยตัดความหวานของมะพร้าวและเพิ่มมิติของรสชาติ ทำให้เครื่องดื่มมีความเปรี้ยวอมหวานที่ปลุกความสดชื่นได้อย่างดี มัทฉะลาเต้เย็น และ กาแฟลาเต้เย็น เครื่องดื่มทั้งสองแก้วนี้ถูกนำเสนออย่างสวยงาม มีการจัดเลเยอร์ของส่วนผสมอย่างชัดเจน ทำให้ดูน่าดื่มและน่าถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง 1. มัทฉะลาเต้เย็น (แก้วขวา): โดดเด่นด้วยสีเขียวมรกตของมัทฉะที่เข้มข้น ลอยอยู่บนชั้นนมสีขาวขุ่น มีการแยกชั้นที่สวยงามและชัดเจน คาดว่าเป็นการชงมัทฉะเข้มข้นแล้วเทลงบนน้ำแข็งและนมสดที่เย็นจัด ทำให้เกิดการไล่ระดับสีที่น่าสนใจ ให้รสชาติมัทฉะที่เข้มข้นและกลมกล่อม มีความขมฝาดเล็กน้อยตามแบบฉบับชาเขียวคุณภาพ เมื่อคนเข้ากับนม จะได้ความหอมมันที่เข้ากันอย่างลงตัว มอบความสดชื่นแบบเย็นๆ และมีพลังงาน 2. กาแฟลาเต้เย็น (แก้วซ้าย): มีการแยกชั้นของนมสดสีขาวกับกาแฟเอสเปรสโซเข้มข้นสีน้ำตาลอย่างชัดเจน ทำให้เกิดลวดลายการไหลของกาแฟลงไปในนม (Marbling Effect) ที่สวยงาม คาดว่าเป็นการเทช็อตกาแฟเข้มข้นลงบนนมและน้ำแข็งอย่างช้าๆ มีการโรยผงโกโก้หรือผงชินนามอนบางๆ…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A The Twelve-Hand Dinner: เมื่อหกเชฟแห่งสินธร เคมปินสกี้ ร่วมรังสรรค์บทกวีแห่งรสชาติ หาก “ความหรูหรา” คือศิลปะแห่งการเรียบง่ายที่ผ่านการกลั่นกรองจนถึงที่สุด — ดินเนอร์ฉลองครบรอบ 5 ปีของ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ครั้งนี้ คือการตีความคำนั้นออกมาในรูปของ “รสชาติ” ในโอกาสพิเศษที่โรงแรมหรูใจกลางกรุงแห่งนี้เฉลิมฉลองวาระครบรอบห้าปีของการเปิดให้บริการ พวกเขาจึงเชื้อเชิญทีมเชฟระดับหัวกะทิจากทุกห้องอาหารในโรงแรม มารวมพลังกันในค่ำคืนเดียว เพื่อสร้างสรรค์มื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ชื่อ “The Twelve-Hand Dinner” — คำที่หมายถึง “หกเชฟ สิบสองมือ” ที่จะจับคู่ความชำนาญและแรงบันดาลใจจากทั่วโลกมาปรุงรสชาติในจานเดียว 🍽️ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง Fine Dining และศิลปะแห่งความร่วมมือ ดินเนอร์สุดพิเศษนี้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ ห้องอาหาร เฟลอริช (Flourish) ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป โดยเปิดประสบการณ์ผ่านเมนู 6 คอร์สสุดคลาสสิก ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละเชฟจากห้องอาหารต่าง ๆ ในโรงแรม ค่ำคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “กินอาหาร” แต่คือการเดินทางผ่านเรื่องราวของวัฒนธรรม ความทรงจำ และเทคนิคการปรุงระดับโลก ผ่านเชฟจากทั้งหกห้องอาหาร ที่หลอมรวมเป็นภาษาสากลของ “รสชาติ” 👨🍳 เชฟหกสไตล์ หกวัฒนธรรม หนึ่งแรงบันดาลใจเดียวกัน นำทีมโดย เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ แฟรงค์ เทรเพส์ช (Frank Trepesch) ผู้มีประสบการณ์กว่า 25 ปีจากห้องอาหารระดับมิชลินทั่วโลก ร่วมด้วยทีมหัวหน้าเชฟจากแต่ละห้องอาหารของโรงแรม ได้แก่ เชฟชัชษร ประทุมมา จากห้องอาหารเฟลอริช ผู้ถ่ายทอดความประณีตของอาหารไทยผ่านสมุนไพรและเครื่องเทศดั้งเดิมในแบบร่วมสมัย เชฟโอมาร์ อาหมัด ฮาซิม เชฟชาวเลบานอนผู้มากด้วยเสน่ห์แห่งตะวันออกกลาง ถ่ายทอดกลิ่นอายของอาหรับผ่านสมุนไพรและเทคนิคการย่าง เชฟซาโตชิ…
ต้อนรับการเปลี่ยนแปลงของ Water library กับสถานที่ใหม่ และเชฟใหม่ สู่ความเป็น French Cuisine อย่างเต็มตัว แต่ยังคงกลิ่นอายทวิสเอเชียนไว้นิดๆ แต่แรกเริ่มเดิมที่ Water Library สาขาเรือธงที่ให้บริการ Fine dning นั้นจะอยู่ที่โครงการจามจุรีแสควร์มาอย่างช้านาน ณ ปัจจุบันทางร้านได้ย้าย Water Library เรือธงที่ให้บริการ Fine dining มายังห้าง Central Embassy อย่างเต็มตัว มีการตกแต่งและ set up ร้านใหม่ให้เหมาะสมกับการให้บริการ Fine dining โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นแสงเทียน ผ้าปูโต๊ะสีขาว แจกันดอกไม้ และทีมบริการ และเชฟใหม่ที่มาเป็นวาทยากรแห่งร้านนี้นั้นบินมาตรงจากยุโรปเลยทีเดียวนั้นคือ เชฟ Oliver Drug เชฟ Oliver Drug ถือกำเนิดและเติบโตในกรุงเวียนนา เมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะของออสเตรีย ฝีมือการทำอาหารของเขาได้ถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ในครัวของร้านอาหารระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Vendôme ซึ่งเคยได้รับถึง 3 ดาวมิชลิน หรือ Das Loft ที่ครอง 1 ดาวมิชลินมาแล้ว แต่การเดินทางของเขาไม่หยุดแค่นั้น เชฟ Oliver ได้กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการพาเชฟ Juan Amador สร้างชื่อเสียงให้กับร้าน Amador คว้ารางวัล 3 ดาวมิชลินสำเร็จ การย้ายมาสู่ The Water Library เปรียบเสมือนการผจญภัยครั้งใหม่ในชีวิตของเชฟ Oliver เมื่อเขาถูกทาบทามให้มาดำรงตำแหน่ง Head Chef อย่างเต็มตัว หลังจากที่เขาได้มาร่วมงานอีเวนต์กับเชฟ Juan Amador ที่นี่ การผสมผสานความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต ทำให้ทุกจานอาหารของเชฟ Oliver เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องราวอันซับซ้อนที่ร้อยเรียงขึ้นอย่างปราณีต The Water Library นำเสนอ Tasting Menu สองแบบที่เป็นดั่งสองบทเพลงที่ต่างมีท่วงทำนองของตัวเอง Classic (4,500++)…
At a Glance ร้านอาหาร Italian การันตีความอร่อยโดยเชฟ Alessandro Frau ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากภูเก็ตมาเสิร์ฟอาหารสุดพิเศษใจกลางกรุงเทพฯ ที่ซอยสมคิด ห้องอาหารบรรยากาศ หรูหรา สดชื่นเหมือนอยู่ใต้ทะเล แต่ออกแบบให้สามารถมารับประทานได้หลากหลายโอกาสแบบไม่เป็นทางการไม่วาจะเป็นกลุ่มเพื่อน หรือ แม้แต่การมารับประทานทั้งครอบครัว มีห้องส่วนตัวที่สามารถจองได้ง่าย อาหารเยี่ยม พร้อมโอกาสดีที่จะได้เปิดประสบการณ์อาหารกับ wine italian จากแคว้นต่าง ๆ ทั่วอิตาลี สวัสดีครับ ครั้งนี้ kinandleisure.com จะพาทุกท่านไปที่ร้านอาหาร Italian Stand Alone ที่มั่นใจว่าทุกท่านที่รักอาหารอิตาเลียนจะต้องชื่นชอบ นั่นคือร้าน Acqua Ristorante ร้านสุดพิเศษที่เชฟ Alessandro Frau เป็นผู้หมายมั่นตั้งใจ นำประสบการณ์และความสำเร็จจากร้านอาหารของเชฟภูเก็ต มาให้ชาวกรุงเทพได้ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนสุดอร่อย ในบรรยากาศสุดพิเศษ ซึ่งร้านนี้ตั้งอยู่ในทำเลสุดพรีเมียมเดินทางสะดวกนั่นคือ ซอยสมคิดข้างเซนทรัลชิดลมนั่นเอง ซึ่งตัวร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ เมื่อขับรถเข้ามาทางถนนเพลินจิต สำหรับร้าน Acqua Ristorante แห่งนี้ถึงแม้ว่าจะถือว่าเป็นร้านอาหาร upscale ที่เหมาะกับโอกาสพิเศษ และมีการตกแต่งที่สวยงาม แต่สิ่งหนึ่งที่เชฟ Alessandro ต้องการคือ ความผ่อนคลายและความสุขที่จะได้มารับประทานอาหารมื้อพิเศษ ทำให้เมื่อมองจากด้านนอกก็จะเหมือนบ้านในสวนที่สวยงาม และเมื่อเข้ามาในตัวร้านก็จะให้บรรยากาศเหมือนกำลังอยู่ในร้านอาหารใต้ทะเล ด้วยการตกแต่งที่สื่อถึงเกลียวคลื่นและสายน้ำ ปะการัง และ ฟองอากาศสีทอง ซึ่งให้ความหรูหราสนุกและผ่อนคลาย สำหรับโต๊ะอาหารก็มีให้เลือกนั่งหลากหลายอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะส่วนตัว วิวสวย โซฟา หรือ ห้องส่วนตัวสองห้องที่สามารถจับจองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีขั้นต่ำ ซึ่งมีจุดเด่นคือร้านนี้จะมี space ที่ค่อนข้างกว้างขวางและจัดการกับเสียงก้องได้ดี ทำให้สามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเชฟตั้งใจให้กลุ่มเพื่อนสามารถมาฉลองกันได้หรือแม้แต่การมากินอาหารทั้งครอบครัว อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่มีทั้ง wine italian, champagne และ premium wine ต่าง ๆ ที่จะรับประกันได้ว่าไวน์ที่จะได้ชิมในมื้อนี้นั้นจะเป็นไวน์สุดพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดีแน่นอน ร้าน Acqua Bangkok มีการตกแต่งภายในที่เน้นความงามและความทันสมัย กำแพงสีขาวเป็นองค์ประกอบหลักของร้าน ทำให้บรรยากาศดูสะอาดและปลอดโปร่ง เส้นโค้งที่ปรากฏบนกำแพงและเพดานทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนคลื่นน้ำที่ไหลเบาๆ เพิ่มความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย เพดานบางส่วนทำจากโลหะเงาขรุขระที่เลียนแบบผิวน้ำ เพิ่มความระยิบระยับและสะท้อนแสงไฟอย่างสวยงาม ช่องประตูที่โค้งไปมาเหมือนฟองคลื่นช่วยสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและน่าค้นหา จุดเด่นอีกหนึ่งจุด ของร้านคือการออกแบบให้มีต้นไม้เก่าแก่อยู่กลางร้าน โดยมีการอนุรักษ์ต้นไม้เก่าไว้อย่างดี ต้นไม้กลางร้านนี้เป็นองค์ประกอบที่แสนโดดเด่นและสร้างบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นร่มรื่น…