สวัสดีครับมิตรรักนักกินทุกท่าน วันนี้ “พีท” ขอพาทุกท่านข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะญี่ปุ่น ปักหมุดกันที่ย่านนัมบะ เมืองโอซาก้า เพื่อมาลิ้มลองมื้ออาหารที่สุดยอดทั้งในแง่วัตถุดิบและศิลปะการปรุง ณ ร้าน Minami ซึ่งตั้งสง่าอยู่บนโรงแรม Swissôtel Nankai Osaka ความพิเศษของที่นี่คือคอนเซปต์ “Farm to Table” ที่หยิบเอาวัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากฟาร์มท้องถิ่นในเขต Senshu มาบรรเลงความอร่อยบนเตาเหล็ก Teppanyaki ในราคาคอร์สเริ่มต้นเพียง ¥21,000 (แถมใช้สิทธิ์ Accor Plus ลดได้ถึง 30% อีกด้วย!) หยุดเรียกโชว์ควงตะหลิวว่า Teppanyaki! เผยความจริงของศาสตร์แห่งเตาเหล็ก ณ Minami (Swissôtel Nankai Osaka) ถ้าคุณยังติดภาพว่า Teppanyaki คือการที่เชฟมาโยนไข่ ควงตะหลิว หรือเคาะมีดปังๆ เพื่อความบันเทิง พี่พีทขออนุญาตบอกตรงๆ เลยว่าคุณเข้าใจผิดมาตลอด! สิ่งนั้นเขาเรียกว่า “Hibachi” สไตล์ตะวันตกครับ แต่ Teppanyaki ของจริง ที่คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจ และที่พี่พีทได้มาสัมผัสที่ร้าน Minami คือเรื่องของ “วัตถุดิบ + ฤดูกาล + Precision (ความแม่นยำ)” ล้วนๆ มันคือศาสตร์แห่งการใช้ความร้อนจากแผ่นเหล็กดึงศักยภาพสูงสุดของวัตถุดิบออกมาในเสี้ยววินาทีที่พอเหมาะที่สุด และที่นี่คือหนึ่งในประสบการณ์ “ของจริง” ที่สุดที่คุณจะหาได้ในโอซาก้า ภายใต้คอนเซปต์ Farm to Table ที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่นเขต Senshu มาเรียงร้อยเป็นคอร์สสุดพรีเมียม สุนทรียะแห่งการออกแบบ: เมื่อความสงบพบความหรูหราเหนือสถานีนัมบะ ก่อนจะพูดถึงอาหาร พี่พีทขอชมการออกแบบภายในของ Minami สักนิดครับ ทันทีที่ก้าวเข้ามา คุณจะลืมความวุ่นวายของสถานีนัมบะไปปลิดทิ้ง ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ Modern Japanese ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใช้เส้นสายของไม้โทนสีเข้มตัดกับแสงไฟที่จัดวางอย่างพอเหมาะ (Ambient Lighting) ไฮไลท์คือเคาน์เตอร์หินแกรนิตสีเข้มยาวเหยียดที่โอบล้อมเตาเหล็กเงาวับ สะท้อนถึงความสะอาดสะอ้านและความเป็นมืออาชีพ การจัดที่นั่งเน้นความเป็นส่วนตัวและระยะห่างที่พอดี ทำให้เราได้จดจ่อกับท่วงท่าของเชฟที่สงบนิ่งแต่เฉียบคม ราวกับกำลังชมการร่ายรำที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เป็นบรรยากาศแบบ Luxury ที่ไม่ต้องตะโกนแต่สัมผัสได้ถึงความแพงในทุกรายละเอียด 1. Appetizers: Salmon…
Author: athiwat tripipitsiriwat
ในฐานะที่ kinandleisure ผ่านการลิ้มลองอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining)มาอย่างยาวนาน เราใจดีถึงความรู้สึกลังเลและคำถามที่ว่า “มันคุ้มค่าจริงหรือที่จะจ่ายเงินแพง ๆ เพื่ออาหารที่กินแล้วก็หมดไป?” ซึ่งเป็นโจทย์ของพวกเรามาตลอดเวลาที่นำเสนอสิ่งต่าง ๆ แต่วันนี้ เราอยากแนะนำทุกท่านกับคอร์สเมนูที่จะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปในสุนทรียศาสตร์แห่งรสชาติที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันราวกับงานศิลปะชิ้นเอก ที่ร้าน Chai Jia Chai 蔡家菜 (ไช่ เจีย ไช่) ร้านอาหารที่ไม่ได้ขายเพียงแค่อิ่ม แต่ขาย “จิตวิญญาณ” และ “มรดก” ของบรรพบุรุษผ่านรสมือของเชฟ Tsai Shih Wei (เชฟ ไช่ ซื่อ เหว่ย) บุรุษผู้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้อาหารจีน: ทำความรู้จัก Chef Tsai Shih Wei ก่อนที่เราจะไปสัมผัสกับอาหาร เราต้องทำความรู้จักกับเชฟก่อน ชื่อร้าน Chai Jia Chai นั้นแปลตรงตัวได้ว่า “อาหารบ้านไช่” หรือ “อาหารสไตล์ไช่” ซึ่งเป็นตัวแทนของ Chef Tsai Shih Wei (เชฟ ไช่ ซื่อ เหว่ย) ผู้เป็นทั้งเจ้าของและ Executive Chef เชฟ Tsai เกิดและเติบโตที่ไต้หวัน ซึมซับความรักและความประณีตในการทำอาหารมาจากคุณแม่ผู้เข้มงวดในเรื่องวัตถุดิบและรสชาติ จากจุดเริ่มต้นในครัวที่บ้าน เชฟได้ไปสั่งสมประสบการณ์อันยาวนานกว่า 25 ปี ในห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ (Michelin-starred) ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ นานจิง โปแลนด์ ออสเตรเลีย และไทย เส้นทางของเชฟไม่ใช่แค่การทำอาหารให้อร่อย แต่คือการผสานวัฒนธรรมตะวันออกเข้ากับเทคนิคตะวันตกอย่างลงตัว ดีกรีของเขาไม่ธรรมดา เพราะเชฟ Tsai คือผู้คว้าแชมป์จากรายการ Iron Chef Thailand 2023 และพาร้านคว้ารางวัลสุดยอดร้านอาหารมาแล้วมากมาย ล่าสุดความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้ร้านได้รับรางวัล Two Diamonds จาก 2026 Black Pearl Restaurant Guide ซึ่งผู้ที่คลุกคลีในวงการย่อมทราบดีว่า นี่คือ…
ข้าวแช่ ณ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok 2026 สำรับฤดูร้อนที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ดับร้อน” แต่บอกเล่าภาษาอาหารไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ กลวิธีปรุง ไปจนถึงจังหวะการกินอย่างประณีต บทความโดย พีท อธิวัฒน์ ข้าวแช่เป็นอาหารที่มีสถานะพิเศษในวัฒนธรรมการกินแบบไทย ไม่ใช่เพียงสำรับข้าวในน้ำเย็น หากเป็น “อาหารฤดูร้อน” ที่สะท้อนความละเอียดลออของครัวไทยในระดับสูงสุด จานหนึ่งต้องอาศัยความเข้าใจทั้งเรื่องอุณหภูมิ กลิ่น เครื่องแนม รสสัมผัส จังหวะการจัดวาง และลำดับการกินที่ถูกออกแบบมาอย่างมีกลไก ข้าวแช่จึงไม่ใช่อาหารสำหรับความอิ่มอย่างเดียว แต่เป็นอาหารสำหรับการรับรู้ ในปี 2026 ห้องอาหารเฟลอริช โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นำเสนอ KHAO CHAE At Sindhorn Kempinski ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2026 เวลา 12.00 – 15.00 น. ราคา 990++ ต่อชุด และเมื่อมองจากสำรับที่จัดวางตรงหน้า จะเห็นชัดว่าที่นี่ไม่ได้ตีความข้าวแช่ในฐานะเมนูตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยกมันขึ้นเป็นงานครัวที่ต้องการการเล่าเรื่องอย่างครบวงจร ตั้งแต่รสชาติของเครื่องเคียง ไปจนถึงภาษาภาพของสำรับที่เรียบหรูแบบโรงแรมระดับลักชัวรี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของสำรับนี้ไม่ใช่การปรุงให้ “จัดจ้าน” จนกลบรสน้ำอบข้าว แต่เป็นการคุมสมดุลของทุกองค์ประกอบให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน ข้าวแช่ที่ดีต้องไม่ใช่ชุดอาหารที่แข่งกันดัง หากเป็นวงออร์เคสตราที่แต่ละชิ้นมีหน้าที่เฉพาะ แล้วรวมกันเกิดเป็นประสบการณ์ที่มีชั้นเชิง ข้าวแช่: อาหารฤดูร้อนที่มีรากลึกกว่าความอร่อย ต้นกำเนิดของข้าวแช่มักถูกโยงกับวัฒนธรรมมอญ ก่อนจะถูกกลืนและพัฒนาในราชสำนักไทยจนกลายเป็นสำรับชั้นสูง ข้าวแช่ในความเข้าใจแบบร่วมสมัยอาจถูกมองว่าเป็นอาหารกินเล่นหน้าร้อน แต่ในทางประวัติศาสตร์ ข้าวแช่คือเครื่องสะท้อน “วิธีคิด” ของครัวไทยที่ให้ความสำคัญกับการแปรสภาพวัตถุดิบอย่างประณีต หัวใจอยู่ที่ข้าวหอมมะลิซึ่งหุงให้เม็ดสวย นุ่มแต่ไม่เละ แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นที่อบด้วยกลิ่นมะลิอย่างพอดี น้ำไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นองค์ประกอบของกลิ่นและอุณหภูมิ ข้าวไม่ควรลอยแช่นานจนเสียสัมผัส เม็ดข้าวต้องเย็น สะอาด เบา และมีกลิ่นหอมที่ชวนให้นึกถึงฤดูร้อนแบบไทยในความทรงจำ สำหรับสำรับของ Sindhorn Kempinski ภาพรวมที่เห็นในรูปถ่ายบอกชัดว่านี่คือข้าวแช่ที่ให้ความสำคัญกับงานจัดวางอย่างมาก ใช้ภาชนะเซรามิกสีเขียวโทนเดียวกันเกือบทั้งชุด สร้างความนิ่ง ความสงบ และความต่อเนื่องทางสายตา สีเขียวของถ้วยและจานตัดกับสีขาวของข้าวแช่ สีทองน้ำตาลของเครื่องทอด เครื่องผัด และเครื่องหวานเค็มอย่างมีวินัย เมื่อมองจากด้านบน…
ดื่มด่ำศิลปะแห่งรสชาติ ณ Singular: อัญมณีแห่งการกินดื่มในอ้อมกอดปราสาทนิโจ สวัสดียามสายครับเหล่านักกินและมิตรสหายผู้รักในสุนทรียภาพแห่งอาหาร วันนี้ kinandleisure ขอพาทุกท่านเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังมหานครแห่งวัฒนธรรมอย่าง เกียวโต (Kyoto) จุดหมายปลายทางที่ใครหลายคนถวิลหา แต่ครั้งนี้เราจะไม่ได้พาไปเดินเบียดเสียดในย่านกิออนนะ เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสประสบการณ์ Fine Dining ระดับเหนือชั้นที่ห้องอาหาร Singular ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใน Garrya Hotel Nijo Castle Kyoto โรงแรมดีไซน์ร่วมสมัยที่ตั้งอยู่เคียงข้างมรดกโลกอย่างปราสาทนิโจ เพียงก้าวแรกที่เดินเข้ามา ลุงบอกเลยว่าความวุ่นวายของโลกภายนอกถูกตัดขาดทิ้งไว้ข้างหลังทันที วิวสวนญี่ปุ่นที่เงียบสงบและงดงามประดุจภาพวาดสะกดสายตาเราไว้ ก่อนจะเริ่มต้นการเดินทางด้วย Welcome Drink อย่างชา Signature Garrya Jasmine + Chamomile ที่ส่งกลิ่นหอมผ่อนคลายล้างความเหนื่อยล้า เตรียมลิ้นให้พร้อมรับสัมผัสจากคอร์สอาหาร Calendrier (カランドリエ) เมนูประจำฤดูหนาวที่เชฟบรรจงรังสรรค์โดยชูวัตถุดิบชั้นเลิศของเกียวโต ผสานเทคนิคการปรุงแบบ French-Japanese Fusion ที่ลุงขอบอกว่า “มันคือความลงตัวที่หาตัวจับยาก” เจาะลึกรายละเอียด Tasting Menu “Calendrier” 1. Onigiri Rice Ball: 高知仁井田香り米のからすみ餅 เปิดประเดิมด้วยเมนูที่ดูเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกอย่าง “Onigiri Rice Ball” เชฟเลือกใช้ข้าวหอม KOCHI NIIDA จากจังหวัดโคจิ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำมาทำเป็นโมจินมถั่วเหลือง (Soymilk Mochi) เนื้อสัมผัสนุ่มเหนียวหนึบกำลังดี ด้านในสอดไส้ด้วย Bottarga หรือไข่ปลาเค็มตากแห้งที่ให้รสเค็มมันและกลิ่นอายทะเลที่เข้มข้น ท็อปด้วยน้ำมันมะกอกเกรดพรีเมียม และไข่ปลาที่ช่วยชูรสสัมผัส การจัดจานมาในสไตล์มินิมอล วางบนสาหร่ายโนริแผ่นสวย แซมด้วยดอกไม้จิ๋วสีม่วงเพิ่มความอ่อนช้อย รสชาติแรกที่สัมผัสคือความหอมของข้าว ตามด้วยความละมุนของโมจิ และปิดท้ายด้วยรสอูมามิจาก Bottarga ที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งปาก เป็นการเปิดมื้อที่เรียกน้ำย่อยได้ยอดเยี่ยม Laurent-Perrier La Cuvée Champagne Brut เริ่มต้นมื้อด้วยความสดใสจากแชมเปญระดับตำนานอย่าง Laurent-Perrier La Cuvée ตัวนี้ลุงพีทบอกเลยว่าคือความคลาสสิกที่ไร้กาลเวลา ด้วยสัดส่วนของ Chardonnay ที่สูงกว่าครึ่ง ทำให้ได้ความสะอาด สดชื่น และพรายฟองที่ละเอียดละออ กลิ่นสัมผัสแรกคือดอกไม้สีขาวและผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus)…
ศิลปะแห่งรสชาติที่ผสานจิตวิญญาณฝรั่งเศสและความละเมียดแบบญี่ปุ่น: ลุงพีทพาชิม “Henri Charpentier” แฟล็กชิพสโตร์แห่งใหม่ ณ Central Park สวัสดียามบ่ายครับมิตรรักนักกินทั้งหลาย วันนี้ “ลุงพีท” ขอสลัดผ้ากันเปื้อนในครัว ออกมานั่งละเลียดความรื่นรมย์ในบรรยากาศใจกลางกรุงที่กำลังถูกเนรมิตให้เป็นปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ใช่แล้วครับ ลุงกำลังพูดถึง Central Park โครงการระดับแลนด์มาร์คตรงหัวมุมถนนสีลม-พระราม 4 ที่ใครหลายคนเฝ้ารอ แต่สิ่งที่ดึงดูดจมูกไวสัมผัสของลุงให้เดินดิ่งเข้าไปหา ไม่ใช่กลิ่นปูนหรือกลิ่นตึกใหม่ หากแต่เป็นกลิ่นหอมกรุ่นของ “เนยหมัก” และ “อัลมอนด์คั่ว” ที่ลอยละล่องออกมาจากร้านที่มีชื่ออันทรงเกียรติอย่าง “Henri Charpentier” (อองรี ชาร์ปองติเย่) แบรนด์ขนมหวานระดับตำนานจากเมืองอาชิยะ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีต้นกำเนิดมาจากความหลงใหลในขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสของ Chef Naokuni Arita ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านขนมครับ แต่มันคือ “โรงละครแห่งรสชาติ” ที่เชฟอาริตะตั้งใจส่งมอบความสุขผ่านเทคนิคการอบแบบฝรั่งเศสขนานแท้ ผสานเข้ากับความละเอียดลออ (Attention to detail) แบบฉบับญี่ปุ่น จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการเบเกอรี่ วันนี้ลุงพีทจะพาไปเจาะลึกว่าทำไมขนมของที่นี่ถึงได้ชื่อว่า “สมบูรณ์แบบ” จน AI ยังต้องขอเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์! Savory: อุ่นเครื่องด้วยเมนูคาวที่กรุ่นกลิ่นอายปารีเซียง Galette Complète (เครปอกไก่ ไข่ และเห็ดทรัฟเฟิล) เริ่มต้นด้วยเมนูคาวที่จัดจานมาได้สวยงามราวกับภาพวาดอิมเพรสชันนิสต์ ตัวเครปหรือกาล็อต (Galette) ถูกอบจนขอบมีความกรอบสีเหลืองทอง เนื้อแป้งมีความเหนียวนุ่มและหอมกลิ่นเนยชัดเจน ตรงกลางวาง ไข่ดาว (Sunny side up) ที่ไข่แดงเยิ้มกำลังดี โรยด้วยเห็ดแชมปิญองสไลด์ที่ผัดจนเข้าเนื้อ สิ่งที่เตะจมูกลุงพีททันทีที่ยกมาวางคือกลิ่น Truffle Oil ที่เข้มข้นแต่ไม่กลบกลิ่นอื่น ในจานยังเคียงมาด้วยสลัดผักหลากสีสัน ทั้งกะหล่ำม่วงซอย มะเขือเทศเชอร์รี่รสหวานฉ่ำ ผักกาดคอสสดกรอบ และที่ลุงชอบมากคือการใส่ ถั่ววอลนัท (ถั่วสมอง) และเนื้อส้มสดลงไป ช่วยเพิ่มมิติความมันและรสเปรี้ยวตัดเลี่ยนได้ดีเยี่ยม ความพรีเมียมอยู่ที่การจัดวางที่สมดุล ทั้งโปรตีนจากอกไก่เนื้อนุ่มและสารอาหารจากผักสด เป็นเมนู Light Meal ที่เปิดต่อมรับรสได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ Sweets: มนตราแห่งความหวานที่โลกต้องจารึก 1. Financier (ฟินองซิเย่) – Original & Matcha…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A หากจะนิยามความหมายของมื้ออาหารที่ “สมบูรณ์แบบ” ในยุค 2026 การฝากท้องไว้กับรสชาติแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป วันนี้เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสความเหนือระดับภายใต้คอนเซ็ปต์ “Redefining Cantonese Cuisine” ณ Xian Yuan (เซียนหยวน) ร้านอาหารกวางตุ้งพรีเมียมแห่งใหม่ล่าสุดที่ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้น 5 ของโครงการ Central Park ศูนย์กลางค้าติดกับปอดแห่งใหญ่ใจกลางกรุงย่านสีลม–พระราม 4 คำว่า Xian Yuan สื่อถึง “ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์” ซึ่งเพียงก้าวแรกที่สัมผัส คุณจะพบกับการตกแต่งสไตล์ Modern Chinese Zen ที่ถ่ายทอดความสงบแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา พื้นที่กว่า 900 ตารางเมตรถูกเนรมิตให้โปร่งโล่งด้วยกระจกบานสูงที่เผยให้เห็นวิวสีเขียวขจีของสวนลุมพินี ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แห่งศิลปะและการใช้ชีวิตที่มีระดับ ไม่ว่าจะเป็นมื้อธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ หรือมื้อค่ำสุดส่วนตัวใน Private Dining Rooms ทั้ง 7 ห้องที่รองรับแขกได้ตั้งแต่ 8 ถึง 50 ท่าน เจาะลึกมรรคาแห่งรสชาติ: มหาอำนาจความอร่อย 8 เมนูไฮไลท์ 1. เป็ดปักกิ่งย่างไม้แอปเปิ้ล (Peking Duck Roasted with Apple Wood) 1988 บาท นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซที่เชฟใช้เป็ดเชอรี่คัดขนาดพิเศษน้ำหนักแม่นยำ 3.2 กิโลกรัม นำมาผ่านกรรมวิธีเตรียมผิวแบบโบราณก่อนจะย่างด้วย “ไม้แอปเปิ้ล” รมควันจนหนังกรอบตึงเป็นสีน้ำตาลทองเงางาม เชฟจะเข็นรถเข็นมาแร่โชว์ข้างโต๊ะ (Tableside Service) ให้เห็นถึงทักษะการใช้มีดที่แม่นยำ หนังเป็ดนั้นบางกรอบไร้มัน และมีความหอมหวานของกลิ่นไม้แอปเปิ้ลจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ความอัจฉริยะอยู่ที่การนำเสนอ น้ำจิ้ม 3 สไตล์ ได้แก่ น้ำจิ้มสูตรดั้งเดิมที่เข้มข้น, แอปเปิ้ลผัดเนยที่ให้ความหอมละมุน และแยมแอปเปิ้ลเขียวโฮมเมดที่มอบรสเปรี้ยวตัดเลี่ยนได้อย่างมหัศจรรย์ 1.1 ซุปเกี้ยมฉ่าย: เนื้อเป็ดที่เหลือนำไปปรุงเป็นซุปเกี้ยมฉ่ายรสเลิศ น้ำซุปมีสีขาวนวลจากการเคี่ยวจนหัวน้ำซุปเข้มข้น หวานหอมกลิ่นผักกาดดองคุณภาพดี ใส่เห็ดและผักต่างๆ ช่วยให้ซดคล่องคอสดชื่น…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วันนี้ kinandleisure ของมาทุกท่านกลับมายังประเทศที่มีอาหารอันละเมียดละไมที่สุดแห่งหนึ่งนั่นคือ ประเทศญี่ปุ่นนั่นเองครับ โดยจะขอสำเสนอ Seasonal Kaiseki ประจำฤดูของห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม Okura Prestige Bangkok ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักชิมที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบครับ ในโลกของศิลปะอาหารญี่ปุ่นชั้นสูง (Fine Dining) คงไม่มีสิ่งใดที่จะสะท้อนความงดงามของการเปลี่ยนผ่านแห่งกาลเวลาได้ดีไปกว่าปรัชญาของ “ไคเซกิ” (Kaiseki) อีกแล้วครับ ห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) ห้องอาหารญี่ปุ่นระดับตำนานที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจากมิชลิน ไกด์ ประจำโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ศิลปะแบบ Kaiseki (ไคเซกิ) ของ โรงแรม Okura นั้น โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาลจากญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด ผสานเครื่องปรุงเกรดพรีเมียม และเทคนิคการปรุงชั้นเลิศที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นชุดอาหารพิเศษที่ใครได้ลิ้มลองต่างก็ต้องคิดถึงและอยากหวนกลับมาสัมผัสอีกครั้ง สำหรับสำรับที่เราจะมาเจาะลึกกันในวันนี้คือ “Kisaragi Kaiseki” (如月 会席) คำว่า Kisaragi (如月) หมายถึง “เดือนกุมภาพันธ์” ในปฏิทินดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีรากศัพท์มาจากการต้องสวมใส่เสื้อผ้าทับซ้อนกันหลายชั้นเพื่อรับมือกับความหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาว ดังนั้น ปรัชญาของคอร์สนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ “วัตถุดิบที่มอบความอบอุ่นแก่ร่างกาย” และดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบในช่วงฤดูหนาวก่อนผลิบานเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะปลาทะเลที่สะสมชั้นไขมันเอาไว้จนได้สัดส่วนที่ละลายในปากอย่างลงตัวที่สุดครับ KISARAGI KAISEKI: ความลงตัวของวสันตฤดู 1. Sakizuke (先付) – เมนูเรียกน้ำย่อยจานแรก เมนู: Goma tofu, crab, starchy soy, okra Sakizuke คืออาหารจานเล็กที่เสิร์ฟเป็นสิ่งแรก เปรียบเสมือนการกล่าว “ยินดีต้อนรับ” เพื่อเปิดต่อมรับรส ในคอร์สนี้เริ่มต้นอย่างอ่อนโยนด้วย Goma Tofu (เต้าหู้งา) ซึ่งไม่ได้ทำจากถั่วเหลือง แต่กวนจากเนื้องาบดและแป้งคุซุ (Kudzu) ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่ม หนึบ และหอมกลิ่นงาคั่วตลบอบอวล ท็อปด้วย เนื้อปูฤดูหนาว…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผม “พีท” บก.แห่ง Kinandleisure กลับมาอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นอายของมหาสมุทรและความละเมียดละไมของอัญมณีสีขาวนวล วันนี้ผมจะพาทุกท่านดิ่งลึกลงไปสัมผัสกับชุดน้ำชายามบ่ายที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สุดของปี 2026 อย่าง “The Art of Pearl” ณ The Drawing Room โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเอาขนมมาวางเคียงเครื่องประดับ แต่มันคือการ “ถอดรหัส” จิตวิญญาณของแบรนด์ Matara (มธรา) ที่เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์ไข่มุก มาถ่ายทอดผ่านเทคนิคการทำอาหารชั้นสูงของ เชฟมาเตโอ ฟอนทานา ทุกเมนูถูกรังสรรค์ให้สะท้อนถึงความเกลี้ยงเกลา ความกลมมน และความล้ำค่าของไข่มุก โดยเฉพาะการจัดวางบนชั้นวางสีขาวมุกตัดทองที่ดูหรูหราเหนือกาลเวลา เรามาเจาะลึกความประณีตในทุกมิติกันครับThe St. Regis Bangkok ความงามถูกถ่ายทอดผ่านความเนียนละเอียดและ “รัศมี” (Luster) ของไข่มุกมธรา ความหรูหราที่สัมผัสได้: ความงามของเซตนี้อยู่ที่ “รายละเอียดจิ๋ว” (Micro-details) เช่น การประดับตราสัญลักษณ์ St. Regis ลงบนมูสเนื้อเนียน ม เป็นความงามที่ดู “สงบแต่ทรงพลัง” (Quiet Luxury) อย่างแท้จริง ความสมมาตรและระเบียบแบบแผน: ชุดชาถูกจัดวางบนสแตนด์สีขาวมุกตัดด้วยขอบทองอร่าม สะท้อนถึงรสนิยมแบบ Timeless Elegance ขนมทุกชิ้นถูกปั้นแต่งให้มีความ “กลมมน” ไร้ที่ติ เพื่อล้อกับรูปทรงของไข่มุกเม็ดงาม พาเลตต์สีแห่งอัญมณี: การใช้สี Iridescent White (ขาวมุก), Rose Gold (ชมพูทอง), และ Ruby (แดงทับทิม) ทำให้ภาพรวมของโต๊ะน้ำชาดูเหมือนตู้โชว์เครื่องประดับในย่าน Place Vendôme ขนมแต่ละชิ้นมีความมันวาวจากกลาเซ่ (Glaze) ที่สะท้อนแสงไฟใน The Drawing Room ได้อย่างระยิบระยับ 🍞 The Prelude: บทเริ่มต้นแห่งความนุ่มนวล 1. Vanilla White Chocolate Scone นี่คือสโคนที่ถูกยกระดับให้เป็นงานคราฟต์ เชฟเลือกใช้ฝักวานิลลาแท้ที่บ่มจนหอมกรุ่นผสมลงในแป้งสูตรลับที่เน้นความนุ่มฟูแต่ยังคงความแน่นแบบผู้ดี กิมมิกที่เหนือชั้นคือการแทรก White Chocolate…
สถาปัตยกรรมและการออกแบบเหนือระดับ ณ Vertigo Too หากจะนิยามบรรยากาศของ Vertigo Too บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ พีทคงต้องใช้คำว่า “หรูหราอย่างมีสไตล์ท่ามกลางหมู่ดาว” ครับ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูลิฟต์ออกมา คุณจะถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างเพดานทรงโค้งสูงตระหง่านที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ผิวสัมผัสของเพดานเป็นสีดำขรึม ตัดกับแสงไฟระยิบระยับที่ฝังอยู่ภายใน ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งจิบชาอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวพร่างพราย แม้จะเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตาม การออกแบบเส้นสายที่โค้งมนรับกับกระจกบานใหญ่รอบทิศทาง ช่วยสร้างมิติการมองเห็นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่เหนือกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน มีความโอ่โถงแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัว เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้เป็นสไตล์คอนเทมโพรารี เน้นโทนสีเข้มที่ดูสุขุม แต่เพิ่มความสนุกด้วยหมอนอิงสีสันสดใส เช่น สีม่วงและสีชมพูฟูเชีย ซึ่งตัดกับโทนสีทองของโต๊ะอาหารได้อย่างสง่างาม ความสูงของเพดานที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรยากาศดูโปร่งสบาย แต่ยังเป็นตัวช่วยชั้นยอดในการกระจายเสียงดนตรีสดที่คลอเบาๆ ทำให้ทุกการสนทนาในบ่ายวันนั้นลื่นไหลและมีสุนทรียภาพอย่างยิ่งครับ ภาพทัศน์แห่งมหานคร: วิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา จุดเด่นที่สุดที่พีทต้องขอเน้นย้ำคือ “ทัศนียภาพ” ครับ กระจกบานสูงตั้งแตพื้นจรดเพดานที่วางตัวโค้งไปตามรูปทรงอาคาร เปิดโอกาสให้คุณได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่พาดผ่านหมู่ตึกสูงและย่านที่พักอาศัย ในวันที่ฟ้าใส คุณจะเห็นหมู่เมฆลอยละล่องอยู่ในระดับสายตาประหนึ่งภาพวาด แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาถูกกรองด้วยฟิล์มอย่างดี ทำให้ภายในห้องมีแสงที่นวลตา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพ Portrait คู่กับชุดน้ำชา เพื่อเก็บภาพความประทับใจไว้อวดเพื่อนในโซเชียลมีเดียครับ รังผึ้งดีไซน์: การนำเสนอที่ร้อยเรียงเข้ากับสถานที่ การนำเสนอชุดอาฟเตอร์นูนที The Honey Bee Bloom & Buzz นั้น เชฟและทีมออกแบบได้ทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อให้เข้ากับสถานที่ครับ แทนที่จะใช้แท่นวางขนมทรงกลมทั่วไป เชฟกลับเลือกใช้ “แท่นไม้รูปทรงหกเหลี่ยม” (Hexagonal Stand) มาต่อกันจนดูเหมือนรังผึ้งตามธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุไม้โทนสีอ่อนตัดกับโต๊ะสีทองและวิวเมืองสีฟ้าครามเบื้องหลัง เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “ความเป็นเมือง” ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ ขนมแต่ละชิ้นที่วางอยู่ในแต่ละช่องของรังผึ้ง จึงดูเหมือนอัญมณีล้ำค่าที่รอการค้นหา เสริมทัพด้วยชุดเครื่องน้ำชาเซรามิกสีขาวสะอาดตาและขวดโหลน้ำผึ้งแก้วใส ยิ่งขับเน้นให้ความหวานครั้งนี้ดูหรูหราขึ้นไปอีกขั้นครับ ความรื่นรมย์ที่สัมผัสได้: ดนตรีและจิตวิญญาณแห่ง Vertigo Too สุดท้ายที่พีทจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “บรรยากาศทางเสียง” ครับ ในช่วงบ่ายวันหยุดเช่นนี้ จะมีนักดนตรีมาขับกล่อมด้วยเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงร้องสดๆ ที่มีความนุ่มนวล บทเพลงที่เลือกมาเป็นแนว Easy Listening ที่เข้ากับจังหวะการละเลียดขนมและการจิบสปาร์กลิงไวน์เย็นฉ่ำ พีทรู้สึกว่าเสียงดนตรีสดที่นี่ไม่ได้ดังรบกวน แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมทางอารมณ์ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคุณจะมานั่งคุยธุรกิจแบบไม่เป็นทางการ หรือมาเดทกับคนรู้ใจ บรรยากาศของ Vertigo Too…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A โอกาสพิเศษวันนี้ ผมขอนำพาทุกท่านไปสัมผัสกับนิยามใหม่ของความอบอุ่นและการแบ่งปัน ณ IGNIV Bangkok “รัง” แห่งความรื่นรมย์ที่ผสมผสานความหรูหราแบบสวิสเข้ากับเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครได้อย่างลงตัว The Nest: ปรัชญาและบรรยากาศแห่งการโอบกอด คำว่า IGNIV (อิกนีฟ) แปลว่า “รัง” ในภาษาโรมานซ์ (Romansh) ซึ่งเป็นภาษาแม่ของเชฟผู้ก่อตั้งห้องอาหารแห่งนี้ Andreas Caminada เป็นผู้เลือกให้เป็นแรงบันดาลใจและ concept หลักของ IGNIV โดยหัวใจสำคัญของที่นี่ คือคอนเซปต์ การรับประทานร่วมกันในรังอันวิเศษและอบอุ่นเพื่อให้ Fine Dining Sharing Experience ที่มุ่งหวังให้ผู้รับประทานอาหารไม่ได้เพียงแค่ดื่มด่ำกับรสชาติ แต่ยังได้เชื่อมต่อและใช้เวลาร่วมกับคนรอบข้าง เมื่อก้าวเข้าสู่ร้าน คุณจะพบกับงานดีไซน์ของ Patricia Urquiola นักออกแบบชื่อดังชาวสเปนที่เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น “รังไหม” ที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว ผ่านการใช้ไม้ ผ้าทอมือ แจกัน และเฟอร์นิเจอร์บรอนซ์ที่สอดแทรกรายละเอียดทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างประณีต ผนังของร้านยังประดับด้วยผลงานศิลปะจากคอลเลกชันส่วนตัวของเชฟ Andreas ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดของ Vivian Suter หรือผลงานป๊อปอาร์ตของ Keiichi Tanami จุดที่น่าสนใจที่สุดคือป้ายไฟนีออนสีน้ำเงินคำว่า “FAKE” ที่ตั้งเด่นอยู่ปลายเคาน์เตอร์ครัว ป้ายนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทั้งทีมงานและแขกผู้มาเยือนละทิ้งความลวงหลอกในโลกภายนอก แล้วมาสัมผัสกับความจริงใจ (Authentic Experience) และความสุขที่แท้จริง The Visionaries: จากสวิตเซอร์แลนด์สู่ใจกลางกรุงเทพฯ ร้านนี้คือสาขาแรกนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ภายใต้การดูแลของ Head Chef Arne Riehn เชฟหนุ่มผู้ที่เริ่มต้นจากการเป็น Sous Chef และ Pastry Chef ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมในปัจจุบัน เชฟ Arne มีความโดดเด่นในการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับเมนูอาหารสวิสแบบร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ Winter Menu: การเดินทางผ่านรสชาติ 19 คอร์ส ประสบการณ์อาหารมื้อนี้ประกอบด้วยเมนูทั้งหมดรวม…