Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วันนี้ kinandleisure ของมาทุกท่านกลับมายังประเทศที่มีอาหารอันละเมียดละไมที่สุดแห่งหนึ่งนั่นคือ ประเทศญี่ปุ่นนั่นเองครับ โดยจะขอสำเสนอ Seasonal Kaiseki ประจำฤดูของห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม Okura Prestige Bangkok ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักชิมที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบครับ ในโลกของศิลปะอาหารญี่ปุ่นชั้นสูง (Fine Dining) คงไม่มีสิ่งใดที่จะสะท้อนความงดงามของการเปลี่ยนผ่านแห่งกาลเวลาได้ดีไปกว่าปรัชญาของ “ไคเซกิ” (Kaiseki) อีกแล้วครับ ห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) ห้องอาหารญี่ปุ่นระดับตำนานที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจากมิชลิน ไกด์ ประจำโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ศิลปะแบบ Kaiseki (ไคเซกิ) ของ โรงแรม Okura นั้น โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาลจากญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด ผสานเครื่องปรุงเกรดพรีเมียม และเทคนิคการปรุงชั้นเลิศที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นชุดอาหารพิเศษที่ใครได้ลิ้มลองต่างก็ต้องคิดถึงและอยากหวนกลับมาสัมผัสอีกครั้ง สำหรับสำรับที่เราจะมาเจาะลึกกันในวันนี้คือ “Kisaragi Kaiseki” (如月 会席) คำว่า Kisaragi (如月) หมายถึง “เดือนกุมภาพันธ์” ในปฏิทินดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีรากศัพท์มาจากการต้องสวมใส่เสื้อผ้าทับซ้อนกันหลายชั้นเพื่อรับมือกับความหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาว ดังนั้น ปรัชญาของคอร์สนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ “วัตถุดิบที่มอบความอบอุ่นแก่ร่างกาย” และดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบในช่วงฤดูหนาวก่อนผลิบานเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะปลาทะเลที่สะสมชั้นไขมันเอาไว้จนได้สัดส่วนที่ละลายในปากอย่างลงตัวที่สุดครับ KISARAGI KAISEKI: ความลงตัวของวสันตฤดู 1. Sakizuke (先付) – เมนูเรียกน้ำย่อยจานแรก เมนู: Goma tofu, crab, starchy soy, okra Sakizuke คืออาหารจานเล็กที่เสิร์ฟเป็นสิ่งแรก เปรียบเสมือนการกล่าว “ยินดีต้อนรับ” เพื่อเปิดต่อมรับรส ในคอร์สนี้เริ่มต้นอย่างอ่อนโยนด้วย Goma Tofu (เต้าหู้งา) ซึ่งไม่ได้ทำจากถั่วเหลือง แต่กวนจากเนื้องาบดและแป้งคุซุ (Kudzu) ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่ม หนึบ และหอมกลิ่นงาคั่วตลบอบอวล ท็อปด้วย เนื้อปูฤดูหนาว…
Author: athiwat tripipitsiriwat
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผม “พีท” บก.แห่ง Kinandleisure กลับมาอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นอายของมหาสมุทรและความละเมียดละไมของอัญมณีสีขาวนวล วันนี้ผมจะพาทุกท่านดิ่งลึกลงไปสัมผัสกับชุดน้ำชายามบ่ายที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สุดของปี 2026 อย่าง “The Art of Pearl” ณ The Drawing Room โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเอาขนมมาวางเคียงเครื่องประดับ แต่มันคือการ “ถอดรหัส” จิตวิญญาณของแบรนด์ Matara (มธรา) ที่เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์ไข่มุก มาถ่ายทอดผ่านเทคนิคการทำอาหารชั้นสูงของ เชฟมาเตโอ ฟอนทานา ทุกเมนูถูกรังสรรค์ให้สะท้อนถึงความเกลี้ยงเกลา ความกลมมน และความล้ำค่าของไข่มุก โดยเฉพาะการจัดวางบนชั้นวางสีขาวมุกตัดทองที่ดูหรูหราเหนือกาลเวลา เรามาเจาะลึกความประณีตในทุกมิติกันครับThe St. Regis Bangkok ความงามถูกถ่ายทอดผ่านความเนียนละเอียดและ “รัศมี” (Luster) ของไข่มุกมธรา ความหรูหราที่สัมผัสได้: ความงามของเซตนี้อยู่ที่ “รายละเอียดจิ๋ว” (Micro-details) เช่น การประดับตราสัญลักษณ์ St. Regis ลงบนมูสเนื้อเนียน ม เป็นความงามที่ดู “สงบแต่ทรงพลัง” (Quiet Luxury) อย่างแท้จริง ความสมมาตรและระเบียบแบบแผน: ชุดชาถูกจัดวางบนสแตนด์สีขาวมุกตัดด้วยขอบทองอร่าม สะท้อนถึงรสนิยมแบบ Timeless Elegance ขนมทุกชิ้นถูกปั้นแต่งให้มีความ “กลมมน” ไร้ที่ติ เพื่อล้อกับรูปทรงของไข่มุกเม็ดงาม พาเลตต์สีแห่งอัญมณี: การใช้สี Iridescent White (ขาวมุก), Rose Gold (ชมพูทอง), และ Ruby (แดงทับทิม) ทำให้ภาพรวมของโต๊ะน้ำชาดูเหมือนตู้โชว์เครื่องประดับในย่าน Place Vendôme ขนมแต่ละชิ้นมีความมันวาวจากกลาเซ่ (Glaze) ที่สะท้อนแสงไฟใน The Drawing Room ได้อย่างระยิบระยับ 🍞 The Prelude: บทเริ่มต้นแห่งความนุ่มนวล 1. Vanilla White Chocolate Scone นี่คือสโคนที่ถูกยกระดับให้เป็นงานคราฟต์ เชฟเลือกใช้ฝักวานิลลาแท้ที่บ่มจนหอมกรุ่นผสมลงในแป้งสูตรลับที่เน้นความนุ่มฟูแต่ยังคงความแน่นแบบผู้ดี กิมมิกที่เหนือชั้นคือการแทรก White Chocolate…
สถาปัตยกรรมและการออกแบบเหนือระดับ ณ Vertigo Too หากจะนิยามบรรยากาศของ Vertigo Too บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ พีทคงต้องใช้คำว่า “หรูหราอย่างมีสไตล์ท่ามกลางหมู่ดาว” ครับ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูลิฟต์ออกมา คุณจะถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างเพดานทรงโค้งสูงตระหง่านที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ผิวสัมผัสของเพดานเป็นสีดำขรึม ตัดกับแสงไฟระยิบระยับที่ฝังอยู่ภายใน ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งจิบชาอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวพร่างพราย แม้จะเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตาม การออกแบบเส้นสายที่โค้งมนรับกับกระจกบานใหญ่รอบทิศทาง ช่วยสร้างมิติการมองเห็นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่เหนือกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน มีความโอ่โถงแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัว เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้เป็นสไตล์คอนเทมโพรารี เน้นโทนสีเข้มที่ดูสุขุม แต่เพิ่มความสนุกด้วยหมอนอิงสีสันสดใส เช่น สีม่วงและสีชมพูฟูเชีย ซึ่งตัดกับโทนสีทองของโต๊ะอาหารได้อย่างสง่างาม ความสูงของเพดานที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรยากาศดูโปร่งสบาย แต่ยังเป็นตัวช่วยชั้นยอดในการกระจายเสียงดนตรีสดที่คลอเบาๆ ทำให้ทุกการสนทนาในบ่ายวันนั้นลื่นไหลและมีสุนทรียภาพอย่างยิ่งครับ ภาพทัศน์แห่งมหานคร: วิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา จุดเด่นที่สุดที่พีทต้องขอเน้นย้ำคือ “ทัศนียภาพ” ครับ กระจกบานสูงตั้งแตพื้นจรดเพดานที่วางตัวโค้งไปตามรูปทรงอาคาร เปิดโอกาสให้คุณได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่พาดผ่านหมู่ตึกสูงและย่านที่พักอาศัย ในวันที่ฟ้าใส คุณจะเห็นหมู่เมฆลอยละล่องอยู่ในระดับสายตาประหนึ่งภาพวาด แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาถูกกรองด้วยฟิล์มอย่างดี ทำให้ภายในห้องมีแสงที่นวลตา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพ Portrait คู่กับชุดน้ำชา เพื่อเก็บภาพความประทับใจไว้อวดเพื่อนในโซเชียลมีเดียครับ รังผึ้งดีไซน์: การนำเสนอที่ร้อยเรียงเข้ากับสถานที่ การนำเสนอชุดอาฟเตอร์นูนที The Honey Bee Bloom & Buzz นั้น เชฟและทีมออกแบบได้ทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อให้เข้ากับสถานที่ครับ แทนที่จะใช้แท่นวางขนมทรงกลมทั่วไป เชฟกลับเลือกใช้ “แท่นไม้รูปทรงหกเหลี่ยม” (Hexagonal Stand) มาต่อกันจนดูเหมือนรังผึ้งตามธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุไม้โทนสีอ่อนตัดกับโต๊ะสีทองและวิวเมืองสีฟ้าครามเบื้องหลัง เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “ความเป็นเมือง” ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ ขนมแต่ละชิ้นที่วางอยู่ในแต่ละช่องของรังผึ้ง จึงดูเหมือนอัญมณีล้ำค่าที่รอการค้นหา เสริมทัพด้วยชุดเครื่องน้ำชาเซรามิกสีขาวสะอาดตาและขวดโหลน้ำผึ้งแก้วใส ยิ่งขับเน้นให้ความหวานครั้งนี้ดูหรูหราขึ้นไปอีกขั้นครับ ความรื่นรมย์ที่สัมผัสได้: ดนตรีและจิตวิญญาณแห่ง Vertigo Too สุดท้ายที่พีทจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “บรรยากาศทางเสียง” ครับ ในช่วงบ่ายวันหยุดเช่นนี้ จะมีนักดนตรีมาขับกล่อมด้วยเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงร้องสดๆ ที่มีความนุ่มนวล บทเพลงที่เลือกมาเป็นแนว Easy Listening ที่เข้ากับจังหวะการละเลียดขนมและการจิบสปาร์กลิงไวน์เย็นฉ่ำ พีทรู้สึกว่าเสียงดนตรีสดที่นี่ไม่ได้ดังรบกวน แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมทางอารมณ์ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคุณจะมานั่งคุยธุรกิจแบบไม่เป็นทางการ หรือมาเดทกับคนรู้ใจ บรรยากาศของ Vertigo Too…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A โอกาสพิเศษวันนี้ ผมขอนำพาทุกท่านไปสัมผัสกับนิยามใหม่ของความอบอุ่นและการแบ่งปัน ณ IGNIV Bangkok “รัง” แห่งความรื่นรมย์ที่ผสมผสานความหรูหราแบบสวิสเข้ากับเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครได้อย่างลงตัว The Nest: ปรัชญาและบรรยากาศแห่งการโอบกอด คำว่า IGNIV (อิกนีฟ) แปลว่า “รัง” ในภาษาโรมานซ์ (Romansh) ซึ่งเป็นภาษาแม่ของเชฟผู้ก่อตั้งห้องอาหารแห่งนี้ Andreas Caminada เป็นผู้เลือกให้เป็นแรงบันดาลใจและ concept หลักของ IGNIV โดยหัวใจสำคัญของที่นี่ คือคอนเซปต์ การรับประทานร่วมกันในรังอันวิเศษและอบอุ่นเพื่อให้ Fine Dining Sharing Experience ที่มุ่งหวังให้ผู้รับประทานอาหารไม่ได้เพียงแค่ดื่มด่ำกับรสชาติ แต่ยังได้เชื่อมต่อและใช้เวลาร่วมกับคนรอบข้าง เมื่อก้าวเข้าสู่ร้าน คุณจะพบกับงานดีไซน์ของ Patricia Urquiola นักออกแบบชื่อดังชาวสเปนที่เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น “รังไหม” ที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว ผ่านการใช้ไม้ ผ้าทอมือ แจกัน และเฟอร์นิเจอร์บรอนซ์ที่สอดแทรกรายละเอียดทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างประณีต ผนังของร้านยังประดับด้วยผลงานศิลปะจากคอลเลกชันส่วนตัวของเชฟ Andreas ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดของ Vivian Suter หรือผลงานป๊อปอาร์ตของ Keiichi Tanami จุดที่น่าสนใจที่สุดคือป้ายไฟนีออนสีน้ำเงินคำว่า “FAKE” ที่ตั้งเด่นอยู่ปลายเคาน์เตอร์ครัว ป้ายนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทั้งทีมงานและแขกผู้มาเยือนละทิ้งความลวงหลอกในโลกภายนอก แล้วมาสัมผัสกับความจริงใจ (Authentic Experience) และความสุขที่แท้จริง The Visionaries: จากสวิตเซอร์แลนด์สู่ใจกลางกรุงเทพฯ ร้านนี้คือสาขาแรกนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ภายใต้การดูแลของ Head Chef Arne Riehn เชฟหนุ่มผู้ที่เริ่มต้นจากการเป็น Sous Chef และ Pastry Chef ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมในปัจจุบัน เชฟ Arne มีความโดดเด่นในการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับเมนูอาหารสวิสแบบร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ Winter Menu: การเดินทางผ่านรสชาติ 19 คอร์ส ประสบการณ์อาหารมื้อนี้ประกอบด้วยเมนูทั้งหมดรวม…
สวัสดีครับ Kin and Leisureขอพาทุกท่านก้าวเข้าสู่โลกแห่งสุนทรียรสที่ผสมผสานศิลปะการทำอาหารจีนกวางตุ้งเข้ากับความหรูหราเหนือระดับ วันนี้เราจะพาท่านกลับไปเยือนหมุดหมายสำคัญที่นักชิมระดับ Top Tier ต่างยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “The Best Dim Sum” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ The Silk Road ณ โรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok ครับ 🏛 The Silk Road: ตำนานติ่มซำปั้นสด ไร้ผงชูรส ที่โลกต้องจารึก คอนเซปต์ของที่นี่ชัดเจนและแข็งแกร่งเสมอมา คือ “ปั้นสด ลูกใหญ่ และไม่ใส่ผงชูรส” (No MSG) เป็นการชูรสชาติวัตถุดิบธรรมชาติให้เปล่งประกาย ซึ่งหาได้ยากและเป็นการพิสูจน์ฝีมือของเชฟและห้องอาหารอย่างแท้จริง รวมไปถึงความใส่ใจในคุณภาพ และ ความจริงใจในการเสิร์ฟเฉพาะวัตถุดิบคุณภาพสูง Atmosphere: Modern Oriental Art Deco ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา บรรยากาศของ Modern Oriental ผสานกลิ่นอาย Art Deco จะโอบล้อมคุณไว้ การใช้โทนสีดำ เงิน และทอง สื่อถึงความมั่งคั่งและสุขุม นิ่งลึกแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด แสงไฟที่จัดวางอย่างประณีตตกกระทบลงบนเครื่องกระเบื้องชั้นดี (Fine Bone China) ส่งเสียงกังวานแผ่วเบายามตะเกียบกระทบจาน บรรยากาศที่นี่ให้ความรู้สึก “Exclusive but Accessible” ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาธุรกิจพันล้าน หรือมื้ออบอุ่นของครอบครัว การบริการของพนักงานที่นี่คือศิลปะอีกแขนง ทั้งรอยยิ้มที่จริงใจ ความรู้ใจ และความคล่องแคล่วตามแบบฉบับภัตตาคารจีนชั้นเลิศ ทำให้มื้ออาหารนี้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทาน 🥢 The Masterpiece Menu: เจาะลึกรสสัมผัสแห่งติ่มซำระดับพรีเมียม ความโดดเด่นของที่นี่คือ “Craftsmanship” หรือการปั้นสดด้วยมือคำต่อคำ วัตถุดิบทุกชนิดถูกคัดสรรมาอย่างเข้มงวดเพื่อชูรสชาติธรรมชาติ (Natural Umami) โดยปราศจากผงชูรส ซึ่งเราจะขอพาทุกท่านไปเจาะลึกความอร่อยของแต่ละจานกันครับ 🥟 The Steamed Jewels: อัญมณีแห่งการนึ่ง ฮะเก๋าคาร์เวียร์…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A หากจะกล่าวถึง “สถาบัน” แห่งอาหารร่วมสมัยในกรุงเทพฯ ที่ยืนหยัดผ่านความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์มานานนับทศวรรษ Eat Me Restaurant คือชื่อแรกๆ ที่เหล่านักกินและ Connoisseur ทั่วโลกนึกถึง นี่คือพื้นที่ที่ผสมผสานความจัดจ้านของวัตถุดิบระดับพรีเมียม เข้ากับศิลปะการปรุงที่เหนือความคาดหมาย ภายใต้การนำของ Chef Tim Butler ผู้ยึดถือปรัชญา “Ingredient First” หรือการยกเอาความสดใหม่และจิตวิญญาณของวัตถุดิบตามฤดูกาลมาเป็นตัวเอกของจาน วันนี้เราจะพาทุกท่านร่วมดื่มด่ำกับประสบการณ์ Dining 3 ชั้น ใจกลางซอยคอนแวนต์ ที่ซึ่งความหรูหรามาบรรจบกับความผ่อนคลาย และอาหารทุกจานคือบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม สัมผัสแรกเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ Eat Me Restaurant คือการต้อนรับด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยสไตล์ ตัวอาคารสีคอนกรีตเปลือย (Concrete Finish) ถูกลดทอนความแข็งกระด้างลงด้วยสวนแนวตั้งและแมกไม้เขียวขจีที่ห้อยระย้าลงมา ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Hidden Gem ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านสีลม Interior Design: อบอุ่น ทันสมัย และเต็มไปด้วยเรื่องราว ภายในร้านมีการออกแบบที่โดดเด่นด้วยสไตล์ Industrial Chic ที่เน้นความดิบของวัสดุแต่ใส่ความหรูหราผ่านการจัดแสง (Lighting Design) อย่างพิถีพิถัน: The Murals & Art: จิตวิญญาณบนฝาผนัง ไฮไลท์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือภาพวาดฝาผนังขนาดใหญ่ (Mural Art) ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตเกษตรกรรมและเกษตรกรไทยด้วยลายเส้นที่มีสีสันสดใสและทรงพลัง ภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่ง แต่ช่วยสร้างบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร และสะท้อนถึงการให้เกียรติวัตถุดิบจากท้องถิ่นซึ่งเป็นหัวใจหลักของทางร้าน The Bar: ความลึกลับที่น่าหลงใหล โซนบาร์ถูกออกแบบให้มีความเข้มขรึมและเป็นส่วนตัว ผนังหินขัด (Terrazzo) สีเข้มตัดกับแสงไฟวอร์มไวท์ที่ส่องสว่างบนชั้นวางเครื่องดื่มหลากหลายชนิด สร้างบรรยากาศแบบกึ่งเลานจ์ที่เหมาะสำหรับการจิบเครื่องดื่มก่อนหรือหลังมื้ออาหาร Dining Area: ความเรียบง่ายที่หรูหรา การจัดที่นั่งเน้นความโปร่งสบาย ใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเรียบเท่ เช่น เก้าอี้หนังสีเข้มและโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีเทาสะอาดตา ทุกโต๊ะจะมีการประดับด้วยเทียนเล่มเล็กๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและผ่อนคลาย Architectural Harmony งานออกแบบของ Eat Me คือการบาลานซ์ที่ลงตัวระหว่าง “ความดิบ” ของสถาปัตยกรรมแบบปูนเปลือย…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A หากจะเอ่ยถึงสรวงสวรรค์ของการพักผ่อนที่ภูเก็ต ชื่อของ Banyan Tree Phuket มักจะอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ แต่วันนี้ Kinandleisure.com จะพาทุกท่านขยับออกมาสัมผัสสายลมโชยชายหาดที่ Rava Beach Club กับมื้อค่ำสไตล์ Dinner A La Carte และ Sunday Brunch ที่เน้นศาสตร์แห่งเปลวไฟ (Wood-fired) และการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงอย่างถึงรสถึงชาติ จะเด็ดดวงแค่ไหน ตามพีทมาพิสูจน์กันครับ RAVA Beach Club: สถาปัตยกรรมแห่ง “เสียงสะท้อน” และนิยามใหม่ของสุนทรียศาสตร์ริมหาดบางเทา เมื่อเรากล่าวถึงปรากฏการณ์ใหม่บนชายหาดบางเทาที่เขย่าวงการไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีในพริบตา คงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ RAVA Beach Club ภายใต้อาณาจักร Banyan Tree Phuket ที่นี่ไม่ใช่แค่บีชคลับที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยระยะทางกว่า 180 เมตร แต่มันคือ “งานประติมากรรมที่หายใจได้” ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซปต์ของชื่อ RAVA ที่แปลว่า เสียงสะท้อนและการสั่นพ้อง ผมขอนำทุกท่านไปสำรวจ “ภาษาออกแบบ” ที่แยบคาย ผ่านมุมมองของผมที่หลงใหลในความละเมียดละไมของงานคราฟต์ Exterior Architecture: เส้นสายที่ลื่นไหล และการโอบกอดของท้องทะเล สถาปัตยกรรมภายนอกของ RAVA ไม่ได้เน้นการตะโกนบอกความหรูหราด้วยความแข็งกระด้าง แต่เลือกใช้ “Organic Form” หรือรูปทรงสระสลวยที่เลียนแบบเส้นสายของธรรมชาติ ตัวอาคารโดดเด่นด้วยหลังคาทรงสูงที่ดูเบาหวิวคล้ายปีกนกที่กำลังสยายโอบรับลมทะเล The Infinite Length: การวางผังอาคารตามแนวขนานกับชายฝั่ง 180 เมตร ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของขนาด แต่เป็นการออกแบบเพื่อ “Maximize Sea View” ให้แขกทุกตารางนิ้วได้รับสุนทรียภาพจากเกลียวคลื่นอย่างเท่าเทียม Materiality: ผมสังเกตเห็นการเลือกใช้โทนสีธรรมชาติ (Earth Tone) ผสานกับวัสดุอย่างไม้และงานหินที่ให้ผิวสัมผัส (Texture) อันซับซ้อน ตัดกับสีสันของร่มสีม่วงเอกลักษณ์ของ Banyan Tree และร่มสีเขียวมะกอกที่ดูสุขุม ทำให้ภาพรวมดูมีชีวิตชีวาแต่ไม่ขัดเขินกับภูมิทัศน์รอบข้าง…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A หากจะเอ่ยถึงพิกัดติ่มซำระดับ “ตัวจบ” ในย่านราชประสงค์ ชื่อของ Feiya (เฟยยา) โรงแรม Renaissance Bangkok Ratchaprasong มักจะลอยเข้ามาในหัวเป็นอันดับต้นๆ เสมอครับ ล่าสุดพีทได้ข่าวว่าเขาเปลี่ยนเชฟใหม่ พร้อมขบวนเมนูที่ปรับโฉมให้ร่วมสมัยแต่ยังคงความเก๋าแบบกวางตุ้งแท้ๆ วันนี้พีทเลยขออาสาพาไปพิสูจน์ “All-You-Can-Eat Dim Sum” มื้อสุดสัปดาห์ ในราคา 1,288++ บาท ว่าจะสมคำร่ำลือขนาดไหน! พระเอกขี่ม้าขาว: เป็ดปักกิ่งย่างไม้ลิ้นจี่ (Signature Roasted Peking Duck) หากจะเอ่ยถึงเมนูที่เป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” กู้ศักดิ์ศรีและเป็นหน้าเป็นตาให้กับมื้ออาหารจีนระดับกวางตุ้งร่วมสมัย ผมคงต้องขอยกตำแหน่งนี้ให้แก่ “เป็ดปักกิ่งย่างไม้ลิ้นจี่” ครับ นี่ไม่ใช่เพียงแค่เมนูเป็ดปักกิ่งทั่วไปที่คุณพบได้ตามภัตตาคารในย่านเยาวราช แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมาผ่านความร้อนและกลิ่นหอมของพรรณไม้ ศาสตร์แห่งฟืนและไฟ: ความลับของไม้ลิ้นจี่ หัวใจสำคัญที่ทำให้เป็ดจานนี้มีเอกลักษณ์ (Signature) อยู่ที่การเลือกใช้ “ไม้ลิ้นจี่” ในกระบวนการย่างแบบดั้งเดิม ในเชิงวิทยาศาสตร์อาหาร ไม้ลิ้นจี่เป็นไม้เนื้อแข็งที่ให้ความร้อนคงที่และสม่ำเสมอ แต่ในเชิงสุนทรียภาพ กลิ่นควันจากไม้ลิ้นจี่จะมีความ “หอมหวาน” และ “นุ่มนวล” กว่าไม้ฟืนชนิดอื่น ซึ่งจะซึมลึกเข้าสู่ใต้ผิวเป็ดในขณะที่ความร้อนกำลังรีดไขมันส่วนเกินออก จนเหลือเพียงหนังที่บางเฉียบและตึงเปรี๊ยะ สุนทรีย์ข้างโต๊ะ: การร่ายรำของคมมีด ทันทีที่พนักงานลากรถเข็นไม้เข้ามาประชิดโต๊ะ กลิ่นอายความหอมของควันไม้จะฟุ้งกระจายเป็นการโหมโรง ภาพที่เห็นคือเป็ดตัวเขื่องสีน้ำตาลทองเงาวับดุจชุบด้วยน้ำผึ้ง พนักงานจะเริ่มบรรจงแร่หนังเป็ดอย่างเชี่ยวชาญ เสียงใบมีดสัมผัสกับความกรอบของหนังเป็ดนั้นดัง “เปรี๊ยะ” สั้นๆ เป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะได้สัมผัสกับของดีเข้าให้แล้ว สัมผัสรสชาติ: เมื่อความกรอบบรรจบกับความหอม การรับประทานเป็ดปักกิ่งที่นี่เปรียบเสมือนการปรุงงานศิลปะชิ้นเล็กๆ ด้วยตัวเอง: แป้งนิ่ม: แผ่นแป้งที่นึ่งมาอย่างพอดี ไม่หนาจนกลบรสสัมผัส หนังเป็ด: แร่มาแบบไร้มันติด (Paper-thin) เมื่อวางลงบนแป้งแล้วราดด้วยซอสสูตรลับที่มีความเค็มหวานนวลๆ เครื่องเคียงที่คาดไม่ถึง: นอกจากต้นหอมและแตงกวาสดกรอบ ที่นี่เขามี “เนื้อลิ้นจี่หมัก” วางเคียงมาให้ด้วย! เมื่อกัดเข้าไปคำแรก ความ “กรุบ” ของหนังเป็ดจะแตกกระจายในปาก ตามมาด้วยความหวานฉ่ำของเนื้อลิ้นจี่ที่ช่วยชูรสควันไม้ให้เด่นชัดขึ้น เป็นมิติของรสชาติ (Complex Flavor) ที่หาตัวจับยากจริงๆ ครับ…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วันนี้ kinandleisure ขอพาคุณผู้อ่านมุ่งหน้าสู่ชั้น 5 ของโครงการ Central Park เพื่อเปิดประตูสู่ Xian Yuan (เซียนหยวน) ร้านอาหารจีนกวางตุ้งน้องใหม่ที่กำลังมาแรง และถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ ภายใต้การบริหารของคุณ พอล กาญจภาส (ผู้เบื้องหลังความสำเร็จของ Hei Yin) Xian Yuan ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่คือการประกาศนิยามใหม่ในคอนเซป “Redefining Cantonese Cuisine” ที่ผสานรากเหง้าดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัย เหมาะสำหรับทั้งกลุ่ม fooddie หนุ่มสาว ที่มองหา Business Lunch ที่มีเทสต์ และ คนรักครอบครัวที่ต้องการ Family Dining แบบพิเศษไม่จำเจ และซ้ำซาก โดยที่สำคัญอร่อย และราคาที่เรียกได้ว่าย่อมเยาว์ที่สุดในย่านเมื่อเทียบกับคุณภาพโดยเฉพาะเมนูติ่มซำที่น่ากินทุกจาน 🌿 THE AMBIENCE: เมื่อศิลปะบรรจบกับวิวสวนลุมพินี ทันทีที่ก้าวเข้ามา สัมผัสแรกคือความสงบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกสมกับชื่อร้าน “Xian Yuan” ที่แปลว่า “สวนแห่งสรวงสวรรค์” (Garden of Immortals) การออกแบบตกแต่ง (Interior Design) เลือกใช้โทนสีที่สื่อถึงความมั่งคั่งแต่ทว่ายังคงอบอุ่น ให้รู้สึกไม่ต้องเกร็ง ผสานเส้นสาย Modern Chinese เข้ากับวัสดุธรรมชาติ เน้นลวดลายที่แสดงถึงสัตว์วิเศษในสรวงสรรค์เช่น กิเลน มังกร และนกฟินิกส์ สิ่งที่ผมประทับใจคือ Detail เล็กๆ น้อยๆ อย่างจานชามพอร์ซเลนที่สั่งทำพิเศษ และลวดลายผ้าบุเก้าอี้ที่สะท้อนความละเมียดละไม โดยผมแนะนำให้จองตรงโต๊ะริมกระจก เพราะคุณจะได้เสพวิวพาโนรามาของสวนลุมพินีและย่านสีลม เป็น Backdrop ที่ Perfect สำหรับการเจรจาธุรกิจหรือเดทพิเศษ นอกจากห้องอาหารหลักที่สวยงามแล้ว Xian Yuan ยังมีห้องส่วนตัวที่ตั้งชื่อตามสัตว์มงคลไม่ว่าจะเป็น White Tiger, Phoenix, Guardian Lion,…
รสสัมผัสแห่งเหมันต์: วิจิตรศิลป์แห่ง “Holiday Afternoon Tea” ณ The Lounge, Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River โดย: Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A เมื่อโค้งน้ำเจ้าพระยาถูกฉาบด้วยแสงสีทองละมุนของแดดยามบ่ายในเดือนธันวาคม คงไม่มีสิ่งใดจะรื่นรมย์ไปกว่าการได้เอนกายลงบนโซฟาหนานุ่มภายใน The Lounge ของ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศล็อบบี้ที่นี่ถูกออกแบบมาให้โปร่งสบายด้วยเพดานสูงตระหง่านและผนังกระจกที่เปิดรับวิวแม่น้ำแบบพาโนรามา มองทะลุผ่านแมกไม้สวนน้ำกลางโรงแรม ผสานกับพื้นที่นั่งเล่นทั้งโซนอินดอร์ที่หรูหราแต่เรียบและไม่ตะโกน และเอาต์ดอร์ที่รับลมธรรมชาติได้อย่างลงตัว ในฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองปี 2568 นี้ ทีมเชฟขนมหวานระดับมาสเตอร์ของโฟร์ซีซั่นส์ได้รังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ “Holiday Afternoon Tea” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การจิบชาและทานขนม แต่คือการเดินทางผ่านรสชาติ (Gastronomic Journey) ที่ร้อยเรียงเรื่องราวของเทศกาลคริสต์มาสผ่านวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก บทโหมโรงแห่งความสดชื่น: Welcome Drinks & Amuse-Bouche การเริ่มต้นมื้อพิเศษยามบ่าย ณ ที่แห่งนี้ เปรียบเสมือนการเปิดม่านการแสดงอันวิจิตร: Welcome Drink: Cranberry Cloud Bliss เปิดตัวด้วยเครื่องดื่มต้อนรับสีแดงสดใสที่สะท้อนเฉดสีแห่งความสุข น้ำแครนเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวานโดดเด่นช่วยปลุกความสดชื่นในทันทีที่สัมผัสปลายลิ้น ท็อปด้วยวิปครีมเนื้อฟูเบาเนียนละเอียดประดับด้วยเนื้อแครนเบอร์รี่อบแห้ง ให้สัมผัสที่ตัดกันระหว่างความเย็นฉ่ำของน้ำผลไม้และความนุ่มละมุนของครีมสด Champagne Delamotte Brut สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความหรูหรา แชมเปญ Delamotte Brut ที่เสิร์ฟเย็นจัดให้พรายฟองที่ละเอียดละออและกลิ่นหอมของผลไม้สีขาว ช่วยชูรสชาติของอาหารคาวได้เป็นอย่างดี Amuse-Bouche: Young Coconut Panna Cotta with Cashew Milk and Kristal Caviar นี่คือเมนูเรียกน้ำย่อยที่นำเสนอได้อย่างตระการตา เสิร์ฟมาในถ้วยหินอ่อนสองชั้นที่ซ้อนกันอย่างประณีต โดยฐานด้านล่างบรรจุน้ำแข็งแห้งไว้ เมื่อพนักงานรินน้ำลงไป ควันสีขาวจะพวยพุ่งขึ้นมาโอบล้อมถ้วยหินอ่อน สร้างบรรยากาศลึกลับและเย็นเยือกราวกับอยู่ท่ามกลางหุบเขาหิมะ ตัวพานนาคอตต้ามะพร้าวอ่อนเนื้อเด้งสู้ลิ้นให้ความมันจากนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ตัดรสด้วยความเค็มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kristal Caviar ที่วางประดับอยู่ด้านบนพร้อมดอกไม้จิ๋ว…