Author: Kittin Assavavichai

อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผนึก เชลล์ชวนชิม สัญลักษณ์แห่งความอร่อยที่เข้าใจรสชาติของคนไทยอย่างยาวนานกว่า 62 ปี เปิดบิ๊กอีเวนต์ “อิมแพ็ค x เชลล์ชวนชิม” จัดเต็ม 50 ร้านเด็ดสุดฟิน เสิร์ฟความอร่อยถึง 10 วัน รวมสตรีทฟู้ดร้านดังทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-7 เม.ย.67 ณ ลานหน้า อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คาดมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน             นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่สร้างชื่อให้ประเทศไทย โดยเฉพาะร้านอาหารกลุ่มสตรีทฟู้ด (Street Food) ที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งในไทยมีสัญลักษณ์แห่งความอร่อยที่เข้าใจรสชาติของคนไทยอย่างยาวนานกว่า 62 ปี ภายใต้ชื่อ เชลล์ชวนชิม ถือเป็นเครื่องหมายที่นักชิม และผู้ชื่นชอบการรับประทานอาหารให้การยอมรับและเชื่อมั่นในร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมายนี้             ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมาย เชลล์ชวนชิม ในหลากหลายประเภท อาทิ ร้านอาหารไทย ร้านอาหารนานาชาติ ร้านอาหารจีน คาเฟ่ขนมหวาน เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคอาจจะไม่มีโอกาสสัมผัสรสชาติความอร่อยของทุกร้านได้หมด เนื่องจากมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ   ดังนั้น อิมแพ็ค เมืองทองธานี จึงได้จับมือร่วมกับ เชลล์ชวนชิม จัดงาน “อิมแพ็ค x เชลล์ชวนชิม” จัดเต็ม 50 ร้านเด็ดสุดฟิน เสิร์ฟความอร่อย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารและสร้างประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลาย รวมถึง สตรีทฟู้ด อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย  ด้วยการรวบรวมร้านเด็ดร้านดังจาก 50 ร้านทั่วประเทศ มาเสิร์ฟเมนูความอร่อย ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม -7 เมษายน 2567 ณ ลานหน้า อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน ตลอดระยะเวลา 10 วันของการจัดงาน ขณะเดียวกันการจัดงานนี้ถือเป็นอีเวนต์ที่ดีต่อโลก โดยมีแนวทางบริหารจัดการขยะ เศษอาหารที่ได้มาตรฐานและสร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมปลูกฝังพฤติกรรมการแยกขยะ ซึ่งเศษอาหารที่เหลือจากการจัดงาน จะถูกแปลงเป็นปุ๋ย ด้วยเครื่องย่อยอาหาร (Food Waste Composer) เพื่อย่อยสลายขยะอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์และนำไปใช้บำรุงต้นไม้โดยรอบพื้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีต่อไป นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่…

Read More

โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งมื้ออาหารชั้นเลิศ ที่ทางโรงแรมได้ร่วมมือกับ โรงแรมไอคอน ฮ่องกง (Hotel ICON) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านอาหารมื้อพิเศษที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยเชฟมากประสบการณ์ ณ ห้องอาหารไบยุน โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ และเทศกาลอาหารไทย ณ  ห้องอาหารเดอะมาเก็ต (The Market) โรงแรมไอคอน ฮ่องกง การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแห่งมื้ออาหารนี้เริ่มต้นด้วยเทศกาลอาหารไทย (Thai Food Influence Festival)  ซึ่งเป็นการร่วมสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษระหว่างเชฟเรณู หัวหน้าเชฟอาหารไทย จากโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ และ เชฟ แดนนี่ โฮ (Danny Ho) เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ (Executive Chef) จากโรงแรมไอคอน ฮ่องกง โดยมีการเลือกสรรเมนูอาหารไทยทางภาคเหนือหลายหลายเมนูมานำเสนอในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ห้องอาหารเดอะมาเก็ต ให้แขกทุกท่านได้ร่วมสัมผัสกลิ่นอายความเป็นไทยไปด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 ณ โรงแรมไอคอน ฮ่องกง ในส่วนของห้องอาหารไบยุน ขอนำเสนอ “4-Hand Symphony of Cantonese Flavours” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2567 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเชฟชิ คิ หว่อง (Chi Ki Wong) ที่บินลัดฟ้ามาจากห้องอาหารอะโบฟ แอนด์ บียอนด์ (Above & Beyond) โรงแรมไอคอน ฮ่องกง และเชฟไซม่อน จากห้องอาหารไบยุน โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ผู้คร่ำหวอดในการทำอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งที่จะมาร่วมรังสรรค์ชุดเมนูสุดพิเศษทั้ง 8 คอร์ส ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคนิคการทำอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งแบบต้นตำรับสอดแทรกด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยที่ลงตัว หลังสิ้นสุดโปรโมชั่น ณ กรุงเทพมหานคร เชฟหว่อง และ เชฟไซม่อน จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ตเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เมนูอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งเหนือระดับ เปิดประสบการณ์ดินเนอร์สุดพิเศษแก่ชาวภูเก็ตเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 – 28 มีนาคม 2567 ณ ห้องอาหารเวญ่า (Veya) ซึ่งโดดเด่นในการนำเสนออาหารเอเชียหลากหลายชนิด ทั้งยังให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศอีกด้วย ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำเมนูอาหารจีนมากว่า 20 ปี เชฟหว่อง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ (Executive Chef) ประจำห้องอาหาร Above & Beyond  ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง…

Read More

มารี กีมาร์ ขอแนะนำเมนูต้อนรับฤดูร้อนกับข้าวแช่ตำรับ ‘มารี กีมาร์’ ๒๕๖๗ รังสรรค์โดย ‘เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์’ ที่จะนำพาทุกท่านได้สัมผัสรสชาติอันปราณีต และสัมผัสความดั้งเดิมของอาหารไทยโบราณที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ต้อนรับฤดูร้อนด้วยเมนูสุดพิเศษกับข้าวแช่ตำรับ ‘มารี กีมาร์’ ๒๕๖๗ ที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่จาก ‘เชฟปิ๊ก’ เชฟรุ่นใหม่หัวใจโบราณ ซึ่งจะนำพาทุกท่านได้สัมผัสกับรสชาติโบราณแท้ ๆ ที่หาทานได้ยาก พร้อมให้ลิ้มรสชาติอันวิจิตร ตราตรึงใจของข้าวแช่ หนึ่งในเมนูอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์ อีกทั้งยังปราณีตบรรจงในทุกขั้นตอนการทำ และการเสิร์ฟของร้านมารี กีมาร์จะเสริร์ฟให้ได้ลิ้มรสชาติทั้งหมด ๓ สำรับ ได้แก่ สำรับแรก: ‘แตงโมหน้าปลาแห้ง’ ของว่างคลายร้อนที่ขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยต้องเลือกแตงโมเนื้อดี มีรสชาติหวานเพื่อรับประทานคู่กับปลาแห้ง โดยเราคัดสรรแตงโมมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี และใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัด สิงห์บุรี นำปลามาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟู และนำขึ้นผัดให้แห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว สำรับที่สอง: ‘ชุดข้าวแช่’ ที่ประกอบด้วยเครื่องเคียง ๘ อย่าง อันได้แก่ ๑. ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานพร้อมกับกระชายอ่อนที่สลักเป็นดอกจำปาเหลืองนวล ๒. หอมแดงสอดไส้ปลา ๓.พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา ๔. พริกหยวกไส้หมูผัดกุ้งห่อไข่ อันเป็น เอกลักษณ์ของ มารี กีมาร์ ที่หมูเมื่อผัดกับกุ้ง จะมีเนื้อที่ร่วนหอม ๕. ปลาช่อนแดดเดียวฉาบ ๖. หัวไชโป๊วซอยเป็นเส้นและนำมาผัดกับน้ำมันหมูให้มีรสชาติหวานอ่อนๆ ๗. หมูฝอยกรอบทอด สด ใหม่ ๘. ไข่เค็มซุปแป้งทอด ทานแนมด้วย มะม่วงเขียวเสวย ต้นหอมกระชายอ่อน และแตงกวา สำหรับน้ำข้าวแช่ เชฟปี๊กเลือกใช้เป็น “น้ำแร่” จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ที่มีอายุเก่าแก่ นำมาต้มสุก และทิ้งไว้ให้เย็นในโอ่งดิน ก่อนนำมาลอยด้วยดอกไม้หอม ๔ ชนิด ทั้งชมนาด กระดังงาสงขลา กุหลาบมอญสีชมพู และ ดอกมะลิตูม หลังจากนั้นก็ทำการอบควันเทียนให้หอม สำหรับตัวข้าวนั้น เชฟปี๊กรังสรรค์เลือกใช้ข้าวเจ๊กเชย จากจังหวัดสระบุรี…

Read More

เคทีซีตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบัตรเครดิต เปิดตัว “บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล” ครั้งแรกในไทยกับนวัตกรรมความปลอดภัยขั้นกว่าทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ เอาใจสมาชิกสายออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ Digital First และ Dynamic CVV เปิดให้สมาชิกเลือกรับบัตรพลาสติกใสไม่มีหมายเลขบนหน้าบัตรและแถบแม่เหล็ก ไร้กังวลจากการถูกโจรกรรมข้อมูลสำคัญ พร้อมพัฒนาช่องทางสมัครบัตรฯ ด้วยตัวเองผ่านแอป KTC Mobile และช่องทางออนไลน์ มั่นใจสิ้นปีมีจำนวนสมาชิกถือบัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัลไม่ต่ำกว่า 100,000 ใบ นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมสมาชิกพบว่ามีการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์สูงขึ้นทุกปีและคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนจำนวนรายการใช้จ่ายออนไลน์ทั้งสิ้นประมาณ 55% ของยอดรายการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ทั้งพอร์ต และสิ่งที่เป็นกังวลที่สุดของสมาชิกคือเรื่องความปลอดภัยในการใช้บัตรฯ ที่สมาชิกต้องกรอกข้อมูลสำคัญบนหน้าบัตรฯ ให้กับร้านค้าออนไลน์ หรือเมื่อต้องยื่นบัตรฯ ให้กับร้านค้ากรณีชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อให้สมาชิกผู้ถือบัตรฯ รู้สึกปลอดภัยเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เคทีซีจึงได้เปิดตัว “บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล” (KTC DIGITAL CREDIT CARD) นวัตกรรมของความปลอดภัยขั้นกว่าครั้งแรกในประเทศไทยด้วย 3 จุดเด่น ดังนี้ 1) Digital First สมาชิกสามารถใช้จ่ายได้ทันทีหลังได้รับการอนุมัติกับการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการสแกนจ่ายด้วย QR Pay และผูกบัตรฯ กับระบบชำระเงินบนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กูเกิล เพย์ (Google Pay) หรือสวอทช์ เพย์ (Swatch Pay) เป็นต้น 2) Dynamic CVVตัวเลขหลังบัตรฯ ที่เป็นรหัสความปลอดภัย จะเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มีการร้องขอ และสามารถใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมงต่อการขอ 1 ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวนการขอ) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกเมื่อใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือผูกบัตรฯ ที่ร้านค้าออนไลน์ ด้วยเลขหลังบัตร (CVV) เพื่อยืนยันการชำระค่าสินค้าหรือบริการ 3) Numberless Card บัตรพลาสติกใสโปร่งแสง ไม่มีหมายเลขบนหน้าบัตร และไร้แถบแม่เหล็ก เพื่อเสริมความปลอดภัยเมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ที่ร้านค้าทั่วไป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวบนหน้าบัตรฯ ขณะที่นางสาวสุชชวี บรรจบดี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดดิจิทัล“เคทีซี”หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดตัว “บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล” ในครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิก ด้วยจุดเด่นความเป็น Digital First จึงสามารถตอบโจทย์สมาชิกที่นิยมใช้จ่ายออนไลน์ด้วยความปลอดภัยขั้นสุด แต่หากสมาชิกต้องการบัตรพลาสติกก็สามารถแสดงความประสงค์ขอรับบัตรฯ ผ่านแอป KTC Mobile ได้ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่โหลดแอป KTC Mobile ทั้งสิ้น ประมาณ…

Read More

การผจญภัยครั้งใหม่ของการร่วมมือทางอาหารกำลังจะเกิดขึ้น ขอเชิญคุณมาเปิดประสบการณ์การรับประทาน 4 Hands Dinner 5-คอร์สรังสรรค์โดยเชฟจิมมี่ จากห้องอาหารชาร์ และเชฟอลัน บีฉวง เอ็กเซคคูทีฟจากห้องอาหารยู่ เหย เป่า ที่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้ การร่วมมือสุดพิเศษนี้จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ – วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2567 ที่ห้องอาหารชาร์ โรงแรมอินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ ค้นพบศาสตร์การทำอาหารที่จะพาคุณไปพบกับรสชาติอันแปลกใหม่ที่ไม่คาดคิดแต่ลงตัวจากวัตถุดิบที่คุณคุ้นเคย ระหว่างการผสมผสานอาหารจีนสไตล์โมเดิร์น เข้าถึงง่ายของเชฟอลัน บีฉวง และอาหารละตินสุดครีเอทีฟในสไตล์ของเชฟจิมมี่ พร้อมกับการถ่ายทอดเรื่องราว และประสบการณ์เดินทางรอบโลกของเชฟทั้ง 2 ท่านที่จะแฝงอยู่ในอาหาร 5-คอร์สนี้ ภายใต้คอนเซป “Borderless Flavours” เริ่มต้นคอร์สด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยจากเชฟจิมมี่กับเมนู Tiradito อาหารสัญชาติเปรู เนื้อปลาแซลม่อนสดสไลด์บาง ทานคู่กับซอสรสเปรี้ยว แซมด้วยพริกเจลาปิโน และซอสส้มรสเผ็ด ตัดรสชาติด้วยข้าวโพดย่างรสหวาน ต่อด้วยสลัดเป็ดสไตล์ “Chino-Latino” ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อมต่อของอาหารสไตล์ละติน และอาหารจีน ด้วยการปรุงเมนูเป็ดใน 2 สไตล์ ผักร็อคเก็ต ลูกพรุน ลูกแพร ถั่ววอลนัท และซอสฮอยซินของจีน ปิดท้ายด้วยช็อกโกแลตเชฟวิ่ง ที่จะทำเมนูนี้ให้เหมือนกับซอสดั่งเดิมของเม็กซิกันอย่าง “Mole Poblano” ต่อด้วยอาหารโดยเชฟอลัน บีฉวง ที่จะเสิร์ฟอาหารจีนมาในสไตล์โมเดิร์นในแบบฉบับของเชฟ เริ่มด้วยซี่โครงหมูนำไปคาราเมลไลซ์ ทานคู่กับถั่วลิสง และเซเลอรี่ฝานจนบาง สำหรับอาหารจานหลัก สามารถเลือกได้ระหว่างปลาหิมะอบ เสิร์ฟคู่กับซอสซาชา ซึ่งเป็นเมนูที่เราต่างคุ้นเคยของอาหารจีน แต่ขั้นตอนการทำในสไตล์ตะวันตก หรือเมนูเนื้อริบอายย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสพริกฮวาเจียว รสชาติเผ็ดเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ ผสมผสานกับบีฟจูส์ และไวน์แดง ตบท้ายด้วยเมนูของหวานจากฝีมือเชฟทั้ง 2 ท่าน ด้วยการผสมผสานโรลงาดำ สไตล์ฮ่องกง ทานคู่กับแทนเจอรีน เคิร์ด เมนูซิกเนเจอร์ของห้องอาหาร ชาร์ ผสมผสานรสชาติเปรี้ยว และหวานได้อย่างลงตัว เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การทานอาหาร 4 Hands Dinner เซต 5-คอร์ส ในราคา 3,500++ บาทสำหรับ 2 ท่าน…

Read More

โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ขอเชิญทุกท่านร่วมฉลองวันสตรีสากล 2567 กับงาน Women in Hospitality เพื่อร่วมสนับสนุนสตรีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2567 โดยจะนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจำนวน 30 % บริจาคให้แก่ มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมฉลองวันสตรีสากล พบการรวมตัวกันของบาร์เทนเดอร์หญิงชั้นนำจากหลากหลายประเทศในเอเชียที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาประจำที่บาร์ และอีกหนึ่งไฮไลท์ในการฉลองในครั้งนี้ คือ Women In Gastronomy มื้ออาหารค่ำสุดพิเศษจากเชฟหญิงมากฝีมือ 4 ท่าน ระดับมิชลินสตาร์ ที่มาร่วมกันรังสรรค์เมนูสุดพิเศษ บนเรือแซฟฟรอน ครูซ  เรืออันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ซึ่งทุกท่านจะได้ลิ้มรสฝีมืออาหารจากเชฟซากิ (Chef Saki) เชฟมิสลินหนึ่งดาว จากร้านนาวา (Nawa) เชฟส้ม     เซเลบริตี้เชฟจากร้าน Som’s Table เชฟซาช่า (Chef Sasha) จากร้านไฮบริด (Hybrid) และเชฟเรณู (Renu) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของห้องอาหารไทยแซฟฟรอน ห้องอาหารไทยซิกเนเจอร์ ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ  มื้ออาหารค่ำ 8 คอร์ส (Tasting menu) จะเสิรฟ์คู่กับสาเก ที่คัดสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาเก (Sake Expert) นาโอโกะ (Naoko) จาก บีบี แอนด์ บี (BB&B) เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร นอกจากประสบการณ์ด้านอาหารแล้วนั้น ในงาน Women in Hospitality 2567 นี้ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ขอนำเสนอ Women in Mixology ที่บาร์เทนเดอร์หญิงจากบาร์ชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย จะมาวาดลวดลายและโชว์ฝีมือการทำเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่มูนบาร์ บนรูฟท๊อปชั้น 61 ระหว่างวันที่ 1-8 มีนาคม 2567 เริ่มต้นด้วย ชาตาบี บาซู (Shatabi Basu)  บาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกของอินเดีย ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มค็อกเทลไม่เหมือนใคร ตามด้วยค่ำคืนกับไวน์ เพนโฟลด์ (Penfolds) ในวันที่ 2 มีนาคม พร้อมเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจากดีเจหญิงที่จะมาสร้างความบันเทิงตลอดค่ำคืน โดยตลอด 8 วัน ท่านจะได้พบกับไลน์อัพบาร์เทนเดอร์หญิงชั้นนำมากมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองวันสตรีสากล สนับสนุนสตรีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ณ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ 0 2679 1200 หรือ [email protected] ดาวน์โหลดรูปและข้อมูล: Women in Hospitality 2024 รายละเอียดงาน : https://bit.ly/WomenInHospitality2024 ไลน์อัพ • 29 กุมภาพันธ์ —Masterclass จาก ชาตาบี บาซู (Shatabi Basu) ที่ เวอร์ทิโก้ ทู โดย Spirit of Asia • 1 มีนาคม — ชาตาบี บาซู (Shatabi Basu) ที่ มูนบาร์ โดย Inspirador • 2 มีนาคม — ไวน์ เพนโฟลด์ (Penfolds) ที่ แซฟฟรอน สกาย การ์เด้น • 3 มีนาคม — โมอาร์ ชัดชา (Moa Chadcha) ที่ มูนบาร์ โดย Jameson • 4 มีนาคม — น้ำ เสาวนีย์ (Nam Saowanee) ที่ มูนบาร์ โดย EcoSpirits • 5 มีนาคม — พี หลิว (Pei…

Read More

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ จับมือพาร์ทเนอร์กับ ‘คิรินาทู’แบรนด์น้ำหอมไทยสัญชาติฝรั่งเศสจะมาสร้างประสบการณ์การรับประทานอาฟเตอร์นูนทีแบบแปลกใหม่ไม่เหมือนใครกับชุด ‘คิรินาทู อาฟเตอร์นูนที’ออกแบบโดยเชฟแฟรงส์ อิสเทลและคิรินาทู ที่จะพาทุกท่านเพลิดเพลินไปกับความสวยงามผ่านสัมผัสทั้งห้า ได้แก่รูปลักษณ์ ผิวและรสสัมผัส เสียง และกลิ่นหอมหวานของน้ำหอม (Eau de toilette) จากแบรนด์คิรินาทูที่ออกแบบให้กับโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ แห่งเดียวเท่านั้นดื่มด่ำกับไปกับความเอร็ดอร่อยหอมหวานของชุดอาฟเตอร์นูนทีสไตล์ฝรั่งเศสเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแฟรงส์ที่ต้องการนำเสนอการรับประทานพร้อมเพรียงกับการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าไปกับอาฟเตอร์นูนทีชุดนี้ได้อย่างลงตัว พร้อมกับชื่นชมน้ำหอมกลิ่น ‘โลตัส เบลอ’ (Lotus Bleu) หรือดอกบัวสีน้ำเงิน ซึ่งถือว่าเป็นดอกบัวที่หาได้ยาก และมีความหมายที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่หรือการรู้แจ้ง และเข้าใจตนเองในวัฒนธรรมของชาวตะวันตกซึ่งคิรินาทูได้ทำการออกแบบกลิ่นน้ำหอมนี้อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอนประสบการณ์การรับประทานชุดน้ำชายามบ่าย ‘คิรินาทู อาฟเตอร์นูนที’ เริ่มต้นด้วยการมาถึงที่ 1897 เลาจน์ที่ประสาทสัมผัสของแขกทุกท่านได้พบกับล็อบบี้ที่สวยงามของโรงแรมฯพร้อมกับการได้ยินเสียงพิณจากมาดามหวังที่จะบรรเลงขับกล่อมให้การมาเยือนของทุกท่านอบอวลไปด้วยความพิเศษในทุกวันอังคาร ถึง วันอาทิตย์จากนั้นเริ่มต้นด้วยเลือกชาจากตัวเลือกชากว่าสิบรายการจากแบรนด์รอนเนอเฟลด์ (Ronnefeldt) โดยคุณกิ่ง นิภาพรหาญวิชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการชงชาของโรงแรมฯเชฟแฟรงส์ต้องการให้ประสาทสัมผัสของท่านตื่นเต้นไปกับการสัมผัสรสชาติและผิวสัมผัสผ่านการรับประทานเมนูอาหารคาวและหวาน นำเสนอผ่านวัตถุดิบหลักหลากชนิดที่ล้วนแล้วแต่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ ‘หญ้าฝรั่น’(ทาร์ตกุ้งเผาซอสหญ้าฝรั่นกระเทียม) ‘ขิง’ (บริยอชทูน่าเจลรสถั่วเหลืองเลมอนและขิงทอด) ‘ลูกแพร์’(เอแคลร์หัวหอมครีมชีส ท็อปด้วยลูกแพร์โรสแมรี) ‘คาราเมล’ (ครัวซองก์แซลมอนรมควันน้าปลาคาราเมล) และ‘รัม’ (เป็ดหมักเหล้ารัม ราดด้วยเจลเชอร์รี่พริกไทยดำ) จากนั้นรับประทานสโคนสามรสชาติ ได้แก่ วนิลลา มะกรูดและหญ้าฝรั่น เสิร์ฟพร้อมกับแยมสตรอว์เบอร์รี่สไตล์โฮมเมด ให้รสชาติหวานสดชื่นหรือเลือกรับประทานคู่กับเคิร์ดรสเลมอน และคล็อตเต็ดครีมสูตรอังกฤษยอดนิยม นำเสนอขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสจำนวนห้าชนิดผ่านรูปลักษณ์ที่ทันสมัยแต่ละชิ้นได้รับการออกแบบอย่างปราณีตตามแบบฉบับการทำขนมแบบฝรั่งเศสซึ่งแน่นอนว่าเชฟแฟรงส์ยังคงให้ความสำคัญกับวัตถุดิบหลักห้าชนิดที่มีกลิ่นหอมเช่นเคย ได้แก่ ‘เชอร์รี่’(มินิเค้กเชอร์รี่แบบฝรั่งเศส) ‘แอปเปิ้ล’ (ทาร์ตคุ้กกี้แอปเปิ้ลครีม) ‘แอพริคอต’ (โอเปร่าเค้กรสแอพริคอตและเลมอน)‘มะเดื่อฝรั่งเศส’ (เครปสไตล์ฝรั่งเศสไส้แยมมะเดื่อ) และ ‘เบอร์รี่ป่า’(เค้กช็อกโกแลตเบอร์รี่ป่ากับวนิลลาครีมรมควัน) ปิดท้ายด้วยแครมบรูว์เลรสเชอร์รี่ นำเสนอคำว่า ‘Cerise’ที่มีความหมายว่าแบ่งปันในภาษาฝรั่งเศส หรือ ‘Sharing’ ในภาษาอังกฤษที่เชฟแฟรงส์ต้องการที่จะสื่อความหมายว่าการแบ่งปันความสุขย่อมเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งเช่นกันชุดน้ำชายามบ่าย ‘คิรินาทู อาฟเตอร์นูนที’ ให้บริการทุกวันตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา13.00 ถึง 17.00 น. ณ 1897 เลาจน์ บริเวณชั้นล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ในราคา 1,590++บาทต่อเซ็ต รวมเครื่องดื่มชารอนเนอเฟลด์ (Ronnefeldt) หรือเลือกรับกาแฟสำหรับหนึ่งท่าน นอกจากนี้แขกทุกท่านที่มารับประทานชุดน้ำชาจะได้รับของที่ระลึกเป็นขวดน้ำหอมกลิ่น ‘โลตัส เบลอ’ แบบพกพาขนาด…

Read More

โรกส์  : Rogues  A hidden gem on the 2nd floor of InterContinental Bangkok Sukhumvit, Rogues embodies its name, drawing in both mischief-makers and outcasts. Its discreet entrance leads to an exclusive area reminiscent of the speakeasy era, complete with smooth jazz from a vintage jukebox, and an ambiance accentuated by wood, copper, and golden art deco elements. บาร์ที่ซ่อนตัวอยู่บนพื้นที่ชั้น 2 ของ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สุขุมวิท พร้อมเปิดต้อนรับผู้มีหัวใจซุกซนตามชื่อของบาร์ ให้ก้าวเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศและประสบการณ์ของความเป็นสปีกอีซี่บาร์ เคล้าเสียงดนตรีแจ๊ซสุดเร่าร้อนผ่านลำโพงวินเทจ เปี่ยมด้วยเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหาด้วยการตกแต่งจากไม้ ทองแดง แทรกด้วยสีทองสไตล์ยุคอาร์ต เดโค  เครื่องดื่มค็อกเทลทุกแก้วได้รับการรังสรรค์เพื่อกระตุ้นต่อมรับรสชาติที่แปลกใหม่ นำไปสู่การสร้างบทสนทนาอย่างลื่นไหล Rogues ให้บริการค็อกเทลที่รังสรรค์อย่างเชี่ยวชาญเพื่อเริ่มการสนทนาและท้าทายต่อมรับรส ควบคู่ไปกับของว่างในบาร์ที่หลากหลาย พร้อมดนตรีแจ๊สแสดงสดทุกวันศุกร์และวันเสาร์ โรกส์ชวนชิมซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่โดดเด่น อาทิ Rogues Negroni ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรัมสายพันธ์ไทยและส่วนผสมแบบดั้งเดิม เป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมท้องถิ่นและชูรสเด่นของรัมไทย ผสมผสานจิน คัมปารี แล้ว ราดด้วยโฟมเวอร์มุต จิบพร้อมกลิ่นหอมของข้าวและเชิดชูมรดกอันยาวนานของไทย Chaos Libre เครื่องดื่มเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตโจรสลัด ชวนให้นึกถึงภาพการต่อสู้ด้วยดาบ ดินปืน และจิตวิญญาณแห่งการกบฏ ประกอบด้วยรัม ผสมกับวานิลลา น้ำเชื่อมโคล่าโฮมเมด น้ำมะนาว พร้อมดอกเกลือ มอบรสชาติของประสบการณ์ของโจรสลัดที่ผจญภัยและสับสนอลหม่าน พร้อมเปิดในวันที่…

Read More

ต้อนรับศักราชใหม่กับชุดน้ำชายามบ่ายประจำฤดูกาล ‘Sense of Tsubaki Afternoon Tea’ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอมอบประสบการณ์อันน่าหลงใหล สัมผัสกลิ่นอายของฤดูหนาวผ่านชุดน้ำชายามบ่าย เมื่อฤดูกาลอันแสนวิเศษมาถึง การจิบชายามบ่ายอันน่ารื่นรมย์นี้จะกลายเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลความรักและความอบอุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ ขอเชิญดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งความโรแมนติกกับ ‘Sense of Tsubaki Afternoon Tea’ ในราคาเซ็ตละ 1,950++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2567 เป็นต้นไป สัญลักษณ์สำคัญของชุดน้ำชายามบ่ายฤดูกาลนี้คือดอกซึบากิหรือดอกคามิเลีย ซึ่งมีเฉดสีแดงชมพูอันน่าหลงใหล เช่นเดียวกับดอกกุหลาบ ดอกไม้ที่งดงามบานสะพรั่งและมีความหมายพิเศษ จึงทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความผูกพัน บรรยากาศอันเงียบสงบและโรแมนติก ช่วยให้คู่รักได้ใช้เวลาส่วนตัว หลีกหนีจากความเร่งรีบและวุ่นวาย ‘Sense of Tsubaki Afternoon Tea’ ไม่เพียงแต่ดึงดูดต่อมรับรสเท่านั้น แต่ยังสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็นด้วยสีสันอันสดใส ไฮไลท์อาหารคาวได้แก่ ทาร์ตบรีชีสและแครนเบอร์รี่ แซนวิชแซลมอนนอร์เวย์พร้อมคาเวียร์ มันฝรั่งโรสตีพร้อมครีมทรัฟเฟิล ขนมหวานรับประทานคู่กับชาก็น่ารับประทานไม่แพ้กัน อาทิ ซูเฟล่ส้มซึดาจิ ฮอกไกโดชีสเค้กโรยด้วยพิสตาชิโอ มูสเชอร์รี่และช็อคโกแลต ทาร์ตคาราเมลผสมเฮเซลนัท และที่ขาดไม่ได้คือมาการองพิมพ์ลายดอกซึบากิอันเป็นเอกลักษณ์ประจำฤดูกาล เฉลิมฉลองวันพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความรัก เติมเต็มความหวานยามบ่ายพร้อมกับคนที่คุณรักด้วย ‘Sense of Tsubaki Afternoon Tea’ พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึงเวลา 17:00 น. ในราคาเซ็ตละ 1,950++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ณ ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 หรือ email: [email protected]…

Read More

จิม ทอมป์สัน เผยโซนร้านอาหารสุดอลังการที่ “ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน” โฉมใหม่ เดินหน้าเติมเต็มที่สุดแห่งอาณาจักรไลฟ์สไตล์ กิน-ดื่ม-เที่ยว-ช้อป ครบวงจร จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ชื่อดังของเมืองไทย เปิดตัวโซนร้านอาหารโฉมใหม่สุดยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นครั้งแรกภายใต้คอนเซ็ปต์ “Another New Chapter Begins: A Culinary Journey at Jim Thompson, A Thai Restaurant” พร้อมกลับมาสร้างตำนานบทใหม่อีกครั้ง ชวนลูกค้าดื่มด่ำกับเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ผสานความคิดสร้างสรรค์กับรสชาติแห่งความเป็นไทยได้อย่างลงตัว โดยการเปิดตัวในแบบซอฟต์โอเพนนิ่งของโซนร้านอาหารโฉมใหม่ในครั้งนี้ พร้อมให้ทุกคนได้พบกับ ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน ในรูปแบบใหม่ที่ยิ่งใหญ่และงดงามกว่าเคย แถมยังสร้างเซอร์ไพรส์กับการเผยโฉมบาร์ใหม่ไวบ์ดีอย่าง “The OSS Bar” เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มแสนวิเศษตลอดทั้งช่วงกลางวันและยามค่ำคืน เมนูที่เสิร์ฟใน “ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน” ล้วนใส่ใจกับการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีจากท้องถิ่นเพื่อซัพพอร์ตชุมชน พร้อมรังสรรค์เป็นจานพิเศษที่สะท้อนถึงความรักที่จิม ทอมป์สันมีต่ออาหารไทย ที่ร้านนำเสนออาหารไทยรสชาติดั้งเดิม อาหารไทยสไตล์โมเดิร์น และเมนูเพื่อการลิ้มลอง (Degustation Menu) ที่เชฟภูมิใจรังสรรค์เป็นพิเศษ ทุกจานล้วนเปิดประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเป็นแขกร่วมโต๊ะกับ จิม ทอมป์สัน แขกยังจะได้เพลิดเพลินกับค็อกเทลหลากหลายรสชาติได้ในบาร์ใหม่สุดฮิป The OSS Bar ที่ชื่ออินสไปร์มาจากหน่วยสืบราชการของสหรัฐฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ละแก้วสร้างสรรค์โดยมิกซ์โซโลจิสต์ชั้นนำ ให้แขกทุกคนได้เอ็นจอยท่ามกลางบรรยากาศงดงามแสนสงบบนระเบียงริมคลอง โซนร้านอาหารแห่งนี้ได้รับการออกแบบคอนเซ็ปต์โดย NEXT Hospitality Group และได้บริษัทดีไซน์ชื่อดังอย่าง HBA ดูแลงานดีไซน์อันงดงาม ด้วยแนวคิดในการนำเอาผลิตภัณฑ์ผ้าตกแต่งสุดยูนีคของธุรกิจตกแต่งบ้านของจิม ทอมป์สัน กว่า 70 แบบมาครีเอตสเปซสุดตระการตา นับเป็นการยกย่องจิม ทอมป์สัน ในฐานะเจ้าบ้านที่ในอดีตเคยเปิดบ้านต้อนรับเหล่าคนสำคัญมากมายทั้งนักเขียน นักการทูต และเหล่าเซเลบริตี้ โดยธรรมเนียมการรับแขกอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยมิตรไมตรีของจิม ทอมป์สัน ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านการตกแต่งที่ทันสมัยและงานศิลป์อันงดงามที่ประดับประดาอยู่ในทุก ๆ ชั้น ที่โซนร้านอาหารโฉมใหม่นี้จะเปิดประสบการณ์การลิ้มรสที่หลากหลายรสชาติตลอดทั้งวัน แขกที่ชมพิพิธภัณฑ์เสร็จสามารถแวะรับประทานมื้อเที่ยงแสนอร่อยท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของสวนริมบ่อปลาคาร์ป ส่วนช่วงเย็นก็ดื่มด่ำกับเมนูอาหารแนวโปรเกรสซีฟไทยอันน่าตื่นเต้นที่เอ็นจอยคู่กับไวน์รสเลิศ หรือจะพักเหนื่อยมาจิบน้ำชายามบ่ายพร้อมวิวบ้านไทยและสวนสวยของจิม ทอมป์สัน ก็ได้เช่นกัน ทุกองค์ประกอบของโซนร้านอาหารใหม่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์และศิลปะแห่งการต้อนรับแขกของจิม ทอมป์สัน เพื่อสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้แขกผู้มาเยือนทุกคน การเผยลุคใหม่ของ “ร้านอาหารไทย จิม ทอมป์สัน” ถือเป็นการปรับโฉมสุดยิ่งใหญ่ของแบรนด์ นับเป็นการผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจแฟชั่นและสินค้าตกแต่งบ้านของแบรนด์มาสร้างเอกลัษณ์ให้ธุรกิจอาหาร และถ่ายทอดความเป็นแบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ของ จิม ทอมป์สัน ได้เป็นอย่างดี โดย แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน ได้เล่าถึงการเปิดบริการในครั้งนี้ว่า “ธุรกิจร้านอาหารของจิม ทอมป์สัน พร้อมเข้ามาเติมเต็มการเป็นที่สุดแห่งไลฟ์สไตล์เดสติเนชันของ “Jim Thompson Heritage Quarter” การเปิดโซนร้านอาหารใหม่นี้เป็นการออกเดินทางสู่ถนนเส้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความน่าตื่นเต้น และบริการที่เหนือระดับ ทั้งยังตอกย้ำความตั้งใจของเราในการรักษาขนบธรรมเนียมของไทย ซึ่งเป็นคุณค่าที่หล่อเลี้ยงจิม ทอมป์สัน ให้กลายเป็นแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจวบจนทุกวันนี้” จวน…

Read More