Story : Pitsinee A. / Photo : Pol.Capt. Kittin A



วิจิตรตระการตา “The Blossom Garden” รสสดชื่น หน้าตาน่ารัก นิยามใหม่แห่งน้ำชายามบ่ายปี 2026 ณ Sindhorn Kempinski: เมื่อรสสัมผัสเหนือระดับบรรจบกับปรัชญาความยั่งยืน

หากจะกล่าวถึงประสบการณ์จิบน้ำชายามบ่ายที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมและจิตวิญญาณในกรุงเทพฯ คงไม่มีที่ไหนเกินหน้า โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในปี 2026 นี้ เชฟได้ยกระดับชุดน้ำชา “The Blossom Garden” ให้กลายเป็นงานศิลปะที่กินได้

ท่ามกลางบรรยากาศล็อบบี้ระดับรางวัลโลก ความโดดเด่นไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติ แต่คือการนำวัสดุเหลือใช้อย่างใยมะพร้าวและแกลบข้าว มาเนรมิตเป็นชุดภูเขาและต้นซากุระที่ผลิบานอย่างยั่งยืน

ในฐานะนักชิม ดิฉันขอพาทุกท่านไปเจาะลึก 11 เมนูไฮไลต์ที่อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบคำต่อคำ

ศาสตร์แห่งความสดชื่นและของว่างคาว (Savoury Masterpieces)
1. Cherry Blossom Granita: บทเพลงโหมโรงแห่งฤดูใบไม้ผลิ

เริ่มต้นด้วยการปลุกประสาทสัมผัสผ่านกรานิต้าสีชมพูอ่อนที่ละเมียดละไมดุจกลีบซากุระ เชฟใช้เทคนิคการปั่นเกล็ดน้ำแข็งแบบดั้งเดิมแต่ผสมผสานไซรัปกลิ่นซากุระนำเข้าและสตรอว์เบอร์รี่สด จนได้รสสัมผัสที่หวานหอมและเย็นชื่นใจ เพิ่มความสว่างของรสชาติด้วยเลม่อนสด กิมมิกสำคัญอยู่ที่การเสิร์ฟในดาร์กช็อกโกแลตขึ้นรูปคล้ายกะลามะพร้าว ซึ่งนอกจากจะตัดรสเปรี้ยวด้วยความขมของโกโก้แล้ว ยังสื่อถึงแนวคิดรักษ์โลกได้อย่างแยบยล เป็นเมนู Palate Cleanser ที่สมบูรณ์แบบก่อนเริ่มเข้าสู่เมนูหลัก

2. Scones and Condiments: นิยามใหม่ของความคลาสสิก

สโคนของที่นี่ไม่ใช่แค่ขนมปังอบ แต่คือการบาลานซ์ระหว่างความกรอบนอกและนุ่มชุ่มฉ่ำใน เนื้อสัมผัสกึ่งร่วนซุยแต่ยังมีความเหนียวนุ่มของเนยแท้ โดยเฉพาะ Matcha and Red Bean Scone ที่ใช้มัทฉะเกรดพิธีการผสมกับถั่วแดงกวนละเอียด ให้กลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียวชัดเจน เสิร์ฟคู่กับ Clotted Cream เนื้อข้นคล้ายกำมะหยี่ และกิมมิกที่ผมประทับใจคือ Pineapple Jelly สูตรโฮมเมดที่มีความหวานซ่อนเปรี้ยวแบบผลไม้เขตร้อน ช่วยชูรสให้สโคนมีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำซากจำเพาะเพียงแค่แยมเบอร์รี่แบบเดิมๆ

3. Matjes Hausfrauenart: มรดกเยอรมันในรูปลักษณ์ร่วมสมัย

เมนูนี้สะท้อนรากเหง้าของเคมปินสกี้ได้อย่างงดงาม ด้วยการนำ “ปลาแฮร์ริ่งหมัก” หรือ Matjes สไตล์แม่บ้านเยอรมันมาตีความใหม่ เนื้อปลาถูกหมักจนมีรสเค็มและเปรี้ยวที่นุ่มนวล คลุกเคล้ากับซาวครีมรสเข้มข้น แอปเปิ้ลสับที่ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบและความหวานสด และหอมแดงหั่นเต๋าจิ๋ว กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์มาจากใบดิล (Dill) ที่สดใหม่ เสิร์ฟมาในมันฝรั่งอบทรงกลมที่เจาะแกนกลางออก ให้สัมผัสที่มันนุ่มตัดกับความเปรี้ยวสดชื่นของไส้ได้อย่างลงตัว เป็นเมนูที่ทรงพลังในเรื่องของความละเมียดละไม

4. Yen Ta Fo Chicken Dome: นวัตกรรมรสชาติไทยฟิวชั่น

นี่คือความกล้าหาญในการนำรสชาติ “เย็นตาโฟ” มาอยู่ในรูปแบบ Fine Dining เชฟใช้แป้งพานิปุลิ (Semolina) ทอดจนพองกรอบเป็นโดมบางเฉียบ สอดไส้ด้วยสลัดไก่ที่ปรุงรสด้วยมายองเนสผสมซอสเย็นตาโฟสูตรลับที่มีความหอมของเต้าหู้ยี้และความเปรี้ยวละมุน กิมมิกอยู่ที่การท็อปด้วยเจลส้มและใบมิ้นต์ ซึ่งช่วยดึงความหอมสดชื่นขึ้นมาทันทีที่รับประทาน เมื่อเคี้ยวเข้าไป โดมจะแตกออกปล่อยรสชาติที่ซับซ้อนทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม และความกรอบกระจายเต็มคำ เป็นเมนูที่สร้างสรรค์และสนุกสนานที่สุดในเซต

5. Foie Gras Tartelette: ความหรูหราที่ผสานความสดชื่น

ทาร์ตฟัวกราส์ชิ้นนี้คือตัวแทนของความลักชูรีที่ถูกออกแบบมาให้ทานได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยน ตัวฐานทาร์ตกรอบเนยบางเบา สอดไส้ด้วยมูสฟัวกราส์ที่ผ่านการกวนจนเนียนกริบ กลิ่นหอมมันของตับเป็ดถูกยกระดับด้วยเจลลี่เลม่อนและเนื้อพีชเชื่อม (Peach Compote) กิมมิกการใช้พีชมาจับคู่กับฟัวกราส์เป็นเทคนิคคลาสสิกที่ถูกทำให้ทันสมัยขึ้นด้วยการจัดวางกลีบดอกไม้และเจลสีส้มสดใส มอบสัมผัสที่หอมหวานและชุ่มฉ่ำ ตัดความมันข้นของมูสได้อย่างมีชั้นเชิง

6. Crab Toast: สัมผัสแห่งท้องทะเลและความหวานฉ่ำของผลไม้

เนื้อปูสดหวาน (Lump Crab Meat) ถูกคัดสรรมาอย่างดี นำมาปรุงเป็นสลัดเนื้อนุ่มวางลงบนขนมปังฟักทองสีเหลืองทองที่ให้รสหวานตามธรรมชาติและความนุ่มนวล ความพิเศษอยู่ที่การใช้ “เจลสตรอว์เบอร์รี่” และซอสสตรอว์เบอร์รี่มาสร้างความเปรี้ยวหวานที่แปลกใหม่ ผสานกับซอสพอนสึ (Ponzu) ที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น กลิ่นหอมของปูสดชื่นเข้ากันได้ดีกับกลิ่นเบอร์รี่อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเมนูที่แสดงถึงการจับคู่รสชาติแบบข้ามขั้ว (Flavor Pairing) ที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ

7. Smoked Salmon Open Sandwich: คอลเลกชั่นความอร่อยบนขนมปังธัญพืช

แซนวิชเปิดหน้าชิ้นนี้เน้นการโชว์วัตถุดิบคุณภาพสูง แซลมอนรมควันเนื้อส้มสดถูกจัดวางอย่างประณีต ออนท๊อปด้วยไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ที่ช่วยเพิ่ม Texture การแตกตัวของรสเค็มในปาก ความครีเอทีฟอยู่ที่ “ครีมไข่แดง” (Egg Cream) ที่บีบเป็นทรงดอกไม้ให้ความรสมันเข้มข้น และเจลแตงกวาที่ให้ความสดชื่นเย็นๆ กลิ่นควันจางๆ ของปลาผสมกับความกรุบของธัญพืชบนขนมปังฟักทอง ทำให้เมนูนี้มีความซับซ้อนของสัมผัส (Texture) ที่น่าประทับใจในทุกคำ

สุนทรียศาสตร์แห่งของหวาน (Exquisite Sweets)
8. Blackberry Canelé: งานคราฟต์จากอัลมอนด์และเบอร์รี่

คานาเล่ชิ้นนี้ไม่ใช่คานาเล่ธรรมดา แต่เป็นเค้กอัลมอนด์ที่เชฟรังสรรค์ให้มีความนุ่มแน่นเป็นพิเศษ เคลือบด้วยครีมแบล็คเบอร์รี่ (Blackberry Cremeux) สีม่วงเข้มมันวาวดุจอัญมณี กลิ่นหอมของแบล็คเบอร์รี่มีความเข้มข้นของผลไม้แท้ๆ กิมมิกสำคัญคือการใช้ “เจลใบชิโสะแดง” ซึ่งให้กลิ่นหอมสมุนไพรจางๆ ช่วยตัดความหวานและเพิ่มมิติของกลิ่นที่น่าหลงใหล ตกแต่งด้วยแผ่นทองคำเปลวและกลีบดอกไม้ มอบความหรูหราที่มาพร้อมกับรสชาติที่ล้ำลึก

9. Cheesecake: สัมผัสสีชมพูละมุนและเสน่ห์ของยูซุ

ชีสเค้กเนื้อเนียนนุ่มดุจปุยเมฆมาในเฉดสีชมพูอ่อนหวาน สอดไส้ด้วยราสเบอร์รี่กงฟี (Confit) ที่ให้รสเปรี้ยวแหลมซ่อนอยู่ด้านใน ความฉลาดของเชฟคือการท็อปด้านบนด้วยเจลลี่ยูซุทรงโดมใส กลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของส้มยูซุช่วยทำให้ชีสเค้กชิ้นนี้มีน้ำหนักรสชาติที่เบาสบาย ทานแล้วสดชื่น ไม่หนักจนเกินไป ฐานล่างเป็นบิสกิตกรุบกรอบที่ช่วยเพิ่มมิติการเคี้ยว เป็นชีสเค้กเวอร์ชั่นปี 2026 ที่มีความทันสมัยและสวยงามระดับสิบ

10. Black Forest Cherry Macaron: ตำนานป่าดำในลูกแก้วใสกิ๊ง

มาการองชิ้นนี้ถูกนำเสนอมาในลูกแก้วใสแขวนบนต้นซากุระ สร้างบรรยากาศราวกับเทพนิยาย ตัวฝามาการองมีความกรอบบางและหนึบใน สอดไส้ดาร์คช็อกโกแลตกานาซที่ผสม Kirsch (เหล้าเชอร์รี่) จนได้กลิ่นหอมกรุ่นตามแบบฉบับ Black Forest แท้ๆ กิมมิกอยู่ที่เจลเชอร์รี่โมเรลโล (Morello Cherry) ที่เข้มข้นและเปรี้ยวจัดจ้าน ท็อปด้วยทองคำแผ่นและเจลสีม่วงแดง เป็นความเข้มข้นของดาร์คช็อกโกแลตที่ตัดกับเชอร์รี่ได้อย่างคลาสสิกแต่ท้าทาย

11. Coconut Roll: ความละเมียดละไมของมะพร้าวไทยในรูปแบบใหม่

ปิดท้ายด้วยเมนูที่สะท้อนถึงความเป็นไทยและความละเมียดละไม เชฟใช้เค้กมะพร้าวเนื้อนุ่มเบาสอดไส้ด้วยครีมมะพร้าวข้น (Coconut Cream) ที่มีความมันและหอมระดับพรีเมี่ยม ออนท๊อปด้วยมูสมะพร้าวสูตรพิเศษที่เนียนนุ่มจนแทบละลายในปาก กิมมิกที่ทำให้เมนูนี้โดดเด่นคือ เจลลี่ลิ้นจี่ผสมมะนาว และผิวมะนาวขูดด้านบน กลิ่นหอมหวานของลิ้นจี่และความเปรี้ยวของมะนาวช่วยชูให้รสสัมผัสมะพร้าวมีความสดใสและไม่เลี่ยน เป็นการจบคอร์สน้ำชาที่ประทับใจด้วยความหอมสดชื่น

ชุดน้ำชา The Blossom Garden ณ สินธร เคมปินสกี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทานขนม แต่เป็นการเดินทางผ่านรสชาติและนวัตกรรมการปรุงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกแหล่งที่มาของวัตถุดิบ จนถึงการนำเสนอผ่านต้นซากุระและควันจากดรายไอซ์ เป็นประสบการณ์ที่คนรัก Afternoon Tea ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง และก่อนจากกัน เราขอแนะนำว่าชาที่สั่งคู่ในชุดนี้แนะนำให้สั่งชาที่ออกเปรี้ยวหวานเพื่อให้เข้ากันดียิ่งขึ้นกับอาหารและขนมในชุดอย่าง her tea หรือ can-can
- ราคา: 2,900++ บาท สำหรับ 2 ท่าน
- สถานที่: ล็อบบี้ เลานจ์ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
- เวลา: 13:00 – 18:00 น. ทุกวัน

#AfternoonTeaBangkok #SindhornKempinski #TheBlossomGarden #SustainableLuxury #ReviewFood #BangkokDining #TeaTime2026 #SindhornKempinskiReview
Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์
รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด