
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A

สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผม “พีท” บก.แห่ง Kinandleisure กลับมาอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นอายของมหาสมุทรและความละเมียดละไมของอัญมณีสีขาวนวล

วันนี้ผมจะพาทุกท่านดิ่งลึกลงไปสัมผัสกับชุดน้ำชายามบ่ายที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สุดของปี 2026 อย่าง “The Art of Pearl” ณ The Drawing Room โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเอาขนมมาวางเคียงเครื่องประดับ แต่มันคือการ “ถอดรหัส” จิตวิญญาณของแบรนด์ Matara (มธรา) ที่เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์ไข่มุก มาถ่ายทอดผ่านเทคนิคการทำอาหารชั้นสูงของ เชฟมาเตโอ ฟอนทานา

ทุกเมนูถูกรังสรรค์ให้สะท้อนถึงความเกลี้ยงเกลา ความกลมมน และความล้ำค่าของไข่มุก โดยเฉพาะการจัดวางบนชั้นวางสีขาวมุกตัดทองที่ดูหรูหราเหนือกาลเวลา เรามาเจาะลึกความประณีตในทุกมิติกันครับThe St. Regis Bangkok ความงามถูกถ่ายทอดผ่านความเนียนละเอียดและ “รัศมี” (Luster) ของไข่มุกมธรา

ความหรูหราที่สัมผัสได้: ความงามของเซตนี้อยู่ที่ “รายละเอียดจิ๋ว” (Micro-details) เช่น การประดับตราสัญลักษณ์ St. Regis ลงบนมูสเนื้อเนียน ม เป็นความงามที่ดู “สงบแต่ทรงพลัง” (Quiet Luxury) อย่างแท้จริง

ความสมมาตรและระเบียบแบบแผน: ชุดชาถูกจัดวางบนสแตนด์สีขาวมุกตัดด้วยขอบทองอร่าม สะท้อนถึงรสนิยมแบบ Timeless Elegance ขนมทุกชิ้นถูกปั้นแต่งให้มีความ “กลมมน” ไร้ที่ติ เพื่อล้อกับรูปทรงของไข่มุกเม็ดงาม

พาเลตต์สีแห่งอัญมณี: การใช้สี Iridescent White (ขาวมุก), Rose Gold (ชมพูทอง), และ Ruby (แดงทับทิม) ทำให้ภาพรวมของโต๊ะน้ำชาดูเหมือนตู้โชว์เครื่องประดับในย่าน Place Vendôme ขนมแต่ละชิ้นมีความมันวาวจากกลาเซ่ (Glaze) ที่สะท้อนแสงไฟใน The Drawing Room ได้อย่างระยิบระยับ
🍞 The Prelude: บทเริ่มต้นแห่งความนุ่มนวล
1. Vanilla White Chocolate Scone

นี่คือสโคนที่ถูกยกระดับให้เป็นงานคราฟต์ เชฟเลือกใช้ฝักวานิลลาแท้ที่บ่มจนหอมกรุ่นผสมลงในแป้งสูตรลับที่เน้นความนุ่มฟูแต่ยังคงความแน่นแบบผู้ดี กิมมิกที่เหนือชั้นคือการแทรก White Chocolate คุณภาพเยี่ยมลงไปในเนื้อสโคน เมื่อผ่านความร้อนในเตาอบ

ช็อกโกแลตจะละลายกลายเป็นความชุ่มฉ่ำที่แทรกซึมอยู่ทุกอณู กลิ่นหอมวานิลลาจะฟุ้งกระจายทันทีที่บิออก เสิร์ฟพร้อมแยมราสเบอร์รี่ที่คัดสรรผลไม้สดมาเคี่ยวจนได้รสเปรี้ยวแหลมเพื่อตัดรสหวานมัน และแยมซินนามอนที่ให้ความรู้สึกอุ่นๆ ละมุนจมูก ปิดท้ายด้วยครีมเคิร์ดเนื้อแน่นที่ช่วยประสานทุกรสชาติให้กลมกล่อมในคำเดียว
🌊 The Savory Symphony: มนต์เสน่ห์แห่งรสสัมผัสใต้ทะเล (เมนูคาว)
2. Grilled Scallop, Yuzu & Caviar

หอยเชลล์ไซส์ XL จากแหล่งน้ำเย็นถูกนำมาผ่านความร้อนแบบ Quick Sear เพื่อให้ผิวหน้าเกิดปฏิกิริยาไมยาร์ดจนเป็นสีน้ำตาลทองส่งกลิ่นหอมกรุ่น ในขณะที่เนื้อในยังคงความหวานเด้งราวกับเพิ่งขึ้นจากทะเล เชฟเลือกพรีเซนต์เมนูนี้บนเปลือกหอยมุกอันวิจิตร ตกแต่งด้วยซอสยูสุที่ให้ความเปรี้ยวแบบซิตรัสสดชื่นเพื่อไปช่วยดึงความหวานของเนื้อหอยให้โดดเด่นขึ้น กิมมิกสุดท้ายคือการวาง Caviar เม็ดโตไว้ด้านบน ซึ่งจะค่อยๆ ระเบิดความเค็มแบบ Umami ในปาก เป็นการเลียนแบบรูปลักษณ์ของไข่มุกในเปลือกหอยได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
3. Pineapple & Basil Gazpacho

เปิดต่อมรับรสด้วยซุปสกัดเย็น (Cold-pressed soup) ที่มอบความสดชื่นเบิกบานจากสับปะรด ผสานความหอมสมุนไพรอ่อนๆ ของเบซิล
4. Compressed Melon Dashi, Anchovies and Stracciatella Tart

เมนูนี้คือความภูมิใจของเชฟที่ใช้เทคนิควิทยาศาสตร์ทางอาหารมาสร้างเซอร์ไพรส์ โดยนำเมลอนชิ้นสวยไปเข้ากระบวนการ Compressed (อัดสุญญากาศ) ร่วมกับน้ำซุปดาชิปลาแห้งเข้มข้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเนื้อเมลอนที่มีความหนาแน่นขึ้นและอัดแน่นด้วยรสเค็มกลมกล่อมแบบญี่ปุ่นที่ผสานกับความหวานธรรมชาติของผลไม้ วางบนฐานทาร์ตกรอบที่บรรจุชีส Stracciatella เนื้อเนียนยืดและแองโชวี่ชั้นดี กลิ่นของปลาแห้งและชีสสร้างมิติของกลิ่นที่ซับซ้อนแต่ลงตัว เป็นเมนูที่ท้าทายประสาทสัมผัสและมอบความประทับใจตั้งแต่คำแรก เมลอนด้านบนกลมเหมือนหน้าผม เอ้ยเหมือนไข่มุกงดงามมากครับ
5. Crab Salad Ceviche

เชฟดึงเอาความสดของเนื้อปูม้าคัดเกรดมานำเสนอในรูปแบบ Ceviche ที่เน้นความสดชื่น เนื้อปูถูกคลุกเคล้าด้วยเครื่องปรุงที่ให้รสเปรี้ยวนำ กลิ่นหอมของท้องทะเลฟุ้งกระจายในปาก กิมมิกอยู่ที่การใช้ Orange Gel ท็อปด้านบน ซึ่งให้ความเปรี้ยวหวานและกลิ่นส้มสดช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มสีสันให้น่ารับประทาน พรีเซนต์ออกมาได้ดูสะอาดตาและหรูหราวางในกระดองปูจิ๋ว สัมผัสของเนื้อปูที่หวานฉ่ำตัดกับเจลส้มที่มีความหยุ่นนุ่ม เป็นการผสมผสานวัตถุดิบทางบกและทางน้ำที่ให้สมดุลของรสชาติ (Balance) อย่างไร้ที่ติ
6. Smoked Salmon, Crème Cheese, Watermelon Tart

การรวมตัวของวัตถุดิบที่ดูเหมือนจะต่างขั้วแต่กลับเข้ากันได้อย่างอัศจรรย์ แซลมอนรมควันที่ผ่านการรมควันด้วยไม้โอ๊คจนมีกลิ่นหอมลึกและเนื้อสัมผัสที่มันวาว ถูกจัดวางบนครีมชีสรสเข้มข้นที่ให้ความละมุนลิ้น กิมมิกสำคัญอยู่ที่ชิ้นแตงโมด้านบนที่ผ่านการคัดสรรมาให้มีความหวานฉ่ำน้ำเป็นพิเศษ เมื่อทานเข้าไป ความหวานสดชื่นของแตงโมจะเข้าไปช่วยล้างความมันของครีมชีสและปลา ทำให้รสชาติโดยรวมมีความสว่างและเบาสบาย เป็นการจบคอร์สของคาวที่รีเฟรชเพดานปากได้อย่างชาญฉลาด
🍓 The Sweet Finale: อัญมณีที่นิยามความมงคล (เมนูหวาน)
7. Raspberry Pearl (สัญลักษณ์แห่งความรัก)

มูสเค้กที่ถูกปั้นแต่งให้กลมมนราวกับไข่มุกสีชมพูชิ้นนี้คือตัวแทนของความรักและความปรารถนา ตัวมูสทำจากราสเบอร์รี่สดเนื้อเบาละเอียดจนแทบจะละลายหายไปบนลิ้น (Aether-like texture) สอดไส้ด้วยโยเกิร์ตที่ให้ความเปรี้ยวแบบละเมียดละไม วางบนฐานชอร์ตเบรดที่กรอบพอดิบพอดี การนำเสนอมีความเรียบหรูด้วยการประดับโลโก้ St. Regis ชมพูประกายสีทอง กลิ่นหอมเบอร์รี่อ่อนๆ ผสมกับความหอมของเนยจากฐานเค้ก ทำให้เมนูนี้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน
8. Cashew Nut Vanilla Cake (สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์)

นี่คือเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไข่มุกสีขาวที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ภายนอกดูเหมือนเค้กวานิลลาทรงกลมที่เคลือบด้วยไวท์ช็อกโกแลตจนเนียนกริบดุจผิวไข่มุก แต่หัวใจสำคัญคือความเซอร์ไพรส์ของ Lava Center เมื่อคุณตัดลงไป ซอสคาราเมลเค็ม (Salted Caramel) และวานิลลาจะไหลเยิ้มออกมาสร้างความตื่นตาตื่นใจ รสชาติของเม็ดมะม่วงหิมพานต์บดละเอียดในเนื้อเค้กช่วยเพิ่มความมันและ Texture ที่หนึบหนับ กลิ่นหอมของน้ำตาลไหม้และความหวานของวานิลลาคือส่วนผสมที่ทำให้คำนี้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวาน
9. Apple Pearl Sautoir (สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง)

แอปเปิ้ลทาร์ตตาแตงที่ถูกตีความใหม่ให้มีรูปลักษณ์คล้ายสร้อยคอไข่มุกสีทอง แอปเปิ้ลถูกนำไปเคี่ยวกับคาราเมลจนเข้าเนื้อ มีความหนึบและรสหวานอมเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ วางบนฐานคุกกี้ชอร์ตเบรดที่อบจนเป็นสีเหลืองทองกรุบกรอบ กลิ่นหอมของแอปเปิ้ลอบและคาราเมลให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน สัมผัสที่สลับกันระหว่างความนุ่มของเนื้อแอปเปิ้ลและความกรอบของฐานทาร์ต คือการแสดงออกถึงงานหัตถศิลป์ที่ Matara และ St. Regis ต้องการสื่อสารออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด
10. Ruby Chocolate Madeleine & 11. Nama Chocolate

ปิดท้ายด้วยสองความเข้มข้นที่แตกต่าง แมเดอลีนรูบี้ช็อกโกแลตสีทองธรรมชาติ มอบเนื้อสัมผัสที่นุ่มชุ่มฉ่ำและกลิ่นหอมผลไม้จางๆ สอดไส้ด้วยราสเบอร์รี่ที่เพิ่มความเซอร์ไพรส์ในทุกคำ

คู่มากับ Nama Chocolate ที่รังสรรค์จากดาร์กโกโก้ 70% ให้รสสัมผัสที่เนียนนุ่มดุจกำมะหยี่ กิมมิกอยู่ที่การโรย Sea Salt เม็ดจิ๋วไว้ด้านบนเพื่อดึงความหวานอมขมให้โดดเด่นและมีระดับยิ่งขึ้น เป็นการปิดจบมื้อน้ำชาที่ทิ้งความประทับใจไว้ในความทรงจำอย่างยาวนาน

บทสรุปจากพีท:

“The Art of Pearl” ไม่ใช่เพียงแค่ Afternoon Tea แต่มันคือการเดินทางไปในมหาสมุทรแห่งรสชาติที่ผสานเข้ากับงานดีไซน์ระดับไฮเอนด์ ทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกชนิดของชา TWG St. Regis Blend ที่มีกลิ่นกุหลาบและช็อกโกแลต ไปจนถึงการจัดวางอาหารที่เลียนแบบอัญมณี สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจระดับ World-class ครับ

- ราคา: 2,800++ บาท ต่อเซ็ต (สำหรับ 2 ท่าน)
- ระยะเวลา: 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569
- สถานที่: เดอะ ดรอว์อิ้ง รูม ชั้น 12 โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ
ก่อนจากลากัน พีทขอพาทุกท่านมาชม sunset ณ ที่เดิมแต่คนละช่วงเวลา ซึ่งหรู คูล เท่ เหมาะแก่การจิบคอกเทลที่มากด้วยเรื่องราวมากมาย

โดย ณ ที่แห่งนีนั้นได้ปลุกวิญญาณแห่ง St.Regis ออกมาให้เฉิดฉาย เปล่งประกาย ทรงพลัง และมีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการเล่าเรื่องราวบนเกาะแมนฮัดตั้นผ่านเครื่องดื่มที่บรรจงสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจสุดฝีมือในทุกตัว

โดยทุกแก้วล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากสถารที่ย่านต่าง ๆ บนเกาะแมนฮัดตั้น อันเป็นสถานกำเนิดแห่งแบรนด์ St. Regis บนโลกใบนี้

การจิบเครื่องดื่มที่ The St. Regis Bar กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การมานั่งบาร์ดริงก์ทั่วไป แต่มันคือการเดินทางข้ามทวีปผ่านรสชาติ เพื่อไปสัมผัสจิตวิญญาณดั้งเดิมของตระกูล Astor ณ มหานครนิวยอร์ก จุดกำเนิดของตำนาน St. Regis ที่ถูกนำมาตีความใหม่ได้อย่างเฉิดฉายและทรงพลัง

เมนูใหม่นี้ไม่ใช่แค่รายการเครื่องดื่ม แต่คือ “Portraits of Manhattan” ที่เปรียบเสมือนแกลเลอรีงานศิลปะที่ดื่มได้ โดยแต่ละแก้วได้รับแรงบันดาลใจจากย่านต่างๆ บนเกาะแมนแฮตตัน ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ดังนี้ครับ
1. Velvet Brew: จิตวิญญาณแห่ง Harlem และมนต์ขลังของดนตรีแจ๊ส
แก้วนี้คือตัวแทนของย่าน Harlem และ West Village ที่อบอวลไปด้วยเสียงเพลง “Round Midnight” ของ Thelonious Monk มันคือเครื่องดื่มที่ปลุกความมีชีวิตชีวาของย่านนี้ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความรู้สึก: รสชาติมีความ Smooth, Cacao & Coffee นำตามชื่อ Velvet Brew จริงๆ ครับ ความหวานละมุนของวานิลลาและโทนก้าบีนตัดกับความเข้มข้นของกาแฟและโกโก้ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในคลับแจ๊สใต้ดินที่นิวยอร์กยามค่ำคืน เป็นแก้วที่จิบง่ายแต่ทิ้งความประทับใจไว้อย่างลุ่มลึก

โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความนุ่มนวล ลุ่มลึก และความมีสไตล์ของยุคดนตรีแจ๊สเบ่งบาน ซึ่งมีส่วนผสมและรสสัมผัส ใช้เบสจาก Jameson Black Barrel ผสมผสานกับ Coconut, Cacao, Mae Takhrai (แม่ตะไคร้), Oat Milk, Vanilla และ Tonka Bean
เทคนิค: ใช้วิธี Milk Washed ซึ่งทำให้ตัวเครื่องดื่มมีความใสแต่ยังคงความ Creamy ของเนื้อสัมผัสไว้ได้อย่างประหลาดใจ
2. Boulevard Astor: ความหรูหราเหนือระดับแห่ง Upper East Side
หาก Velvet Brew คือความเท่แบบแจ๊ส Boulevard Astor ก็คือความสง่างามระดับสูงสุด (High Society) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Caroline Astor และยุคทอง (Gilded Age) ของแมนแฮตตัน บนย่าน Upper East Side

แรงบันดาลใจจากความหรูหราของห้องบอลรูมที่ประดับประดาด้วยโคมไฟระย้า และท่วงทำนองของ “Clair de Lune” โดย Claude Debussy
ส่วนผสมและรสสัมผัสนั้นเป็นการผสมผสานที่ทรงพลังของ Rémy Martin VSOP, Ratafia Rossi, Mancino Chinato, Cranberry และ Orange Bitter ขณะที่สีสันและสไตล์ตัวเครื่องดื่มมีสีแดงเข้มดั่งทับทิม บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและรสนิยม เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงที่ดูเพรียวบางแต่แข็งแรง

ความรู้สึกของรสชาติมีความ Rich & Elegant อย่างถึงที่สุด ความเข้มข้นของคอนยัคถูกเบรกด้วยความเปรี้ยวบางๆ ของแครนเบอร์รี่และความขมที่ซับซ้อนของสมุนไพรจาก Chinato และส้ม ทุกจิบที่กลืนลงไปให้ความรู้สึกถึงความคลาสสิกที่อยู่เหนือกาลเวลา เป็นแก้วที่สะท้อนตัวตนของ St. Regis ได้ชัดเจนที่สุด

Kin Review
Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์
รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
![[Review] อัญมณีที่กินได้: เจาะลึก “The Art of Pearl” Afternoon Tea นิยามความลักชูรีที่ St. Regis x Matara](https://www.kinandleisure.com/wp-content/uploads/2026/02/The-St-Regis-Bangkok-x-Matara-1-1024x512.jpg)