สถาปัตยกรรมและการออกแบบเหนือระดับ ณ Vertigo Too
หากจะนิยามบรรยากาศของ Vertigo Too บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ พีทคงต้องใช้คำว่า “หรูหราอย่างมีสไตล์ท่ามกลางหมู่ดาว” ครับ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูลิฟต์ออกมา คุณจะถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างเพดานทรงโค้งสูงตระหง่านที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ผิวสัมผัสของเพดานเป็นสีดำขรึม ตัดกับแสงไฟระยิบระยับที่ฝังอยู่ภายใน ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งจิบชาอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวพร่างพราย แม้จะเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตาม การออกแบบเส้นสายที่โค้งมนรับกับกระจกบานใหญ่รอบทิศทาง ช่วยสร้างมิติการมองเห็นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่เหนือกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริงครับ

พื้นที่ภายในถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน มีความโอ่โถงแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัว เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้เป็นสไตล์คอนเทมโพรารี เน้นโทนสีเข้มที่ดูสุขุม แต่เพิ่มความสนุกด้วยหมอนอิงสีสันสดใส เช่น สีม่วงและสีชมพูฟูเชีย ซึ่งตัดกับโทนสีทองของโต๊ะอาหารได้อย่างสง่างาม ความสูงของเพดานที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรยากาศดูโปร่งสบาย แต่ยังเป็นตัวช่วยชั้นยอดในการกระจายเสียงดนตรีสดที่คลอเบาๆ ทำให้ทุกการสนทนาในบ่ายวันนั้นลื่นไหลและมีสุนทรียภาพอย่างยิ่งครับ

ภาพทัศน์แห่งมหานคร: วิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา
จุดเด่นที่สุดที่พีทต้องขอเน้นย้ำคือ “ทัศนียภาพ” ครับ กระจกบานสูงตั้งแตพื้นจรดเพดานที่วางตัวโค้งไปตามรูปทรงอาคาร เปิดโอกาสให้คุณได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่พาดผ่านหมู่ตึกสูงและย่านที่พักอาศัย ในวันที่ฟ้าใส คุณจะเห็นหมู่เมฆลอยละล่องอยู่ในระดับสายตาประหนึ่งภาพวาด แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาถูกกรองด้วยฟิล์มอย่างดี ทำให้ภายในห้องมีแสงที่นวลตา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพ Portrait คู่กับชุดน้ำชา เพื่อเก็บภาพความประทับใจไว้อวดเพื่อนในโซเชียลมีเดียครับ

รังผึ้งดีไซน์: การนำเสนอที่ร้อยเรียงเข้ากับสถานที่

การนำเสนอชุดอาฟเตอร์นูนที The Honey Bee Bloom & Buzz นั้น เชฟและทีมออกแบบได้ทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อให้เข้ากับสถานที่ครับ แทนที่จะใช้แท่นวางขนมทรงกลมทั่วไป เชฟกลับเลือกใช้ “แท่นไม้รูปทรงหกเหลี่ยม” (Hexagonal Stand) มาต่อกันจนดูเหมือนรังผึ้งตามธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุไม้โทนสีอ่อนตัดกับโต๊ะสีทองและวิวเมืองสีฟ้าครามเบื้องหลัง เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “ความเป็นเมือง” ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ ขนมแต่ละชิ้นที่วางอยู่ในแต่ละช่องของรังผึ้ง จึงดูเหมือนอัญมณีล้ำค่าที่รอการค้นหา เสริมทัพด้วยชุดเครื่องน้ำชาเซรามิกสีขาวสะอาดตาและขวดโหลน้ำผึ้งแก้วใส ยิ่งขับเน้นให้ความหวานครั้งนี้ดูหรูหราขึ้นไปอีกขั้นครับ
ความรื่นรมย์ที่สัมผัสได้: ดนตรีและจิตวิญญาณแห่ง Vertigo Too

สุดท้ายที่พีทจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “บรรยากาศทางเสียง” ครับ ในช่วงบ่ายวันหยุดเช่นนี้ จะมีนักดนตรีมาขับกล่อมด้วยเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงร้องสดๆ ที่มีความนุ่มนวล บทเพลงที่เลือกมาเป็นแนว Easy Listening ที่เข้ากับจังหวะการละเลียดขนมและการจิบสปาร์กลิงไวน์เย็นฉ่ำ พีทรู้สึกว่าเสียงดนตรีสดที่นี่ไม่ได้ดังรบกวน แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมทางอารมณ์ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคุณจะมานั่งคุยธุรกิจแบบไม่เป็นทางการ หรือมาเดทกับคนรู้ใจ บรรยากาศของ Vertigo Too จะทำหน้าที่เป็นพยานรักและมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกรุงเทพฯ แน่นอนครับ

รีวิว Afternoon Tea “The Honey Bee Bloom & Buzz” @ Vertigo Too: จิบชารับลมชมวิวกรุงเทพฯ ในธีมหอมหวานจากน้ำผึ้ง

หากจะหาบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์ที่รื่นรมย์ที่สุดในกรุงเทพฯ พีทขอยกให้การนั่งทอดน่องมองวิวเจ้าพระยาจากมุมสูงที่ Vertigo Too พร้อมละเลียดชุดน้ำชาที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีต โดยเฉพาะธีมล่าสุดที่หยิบยกความหอมหวนของน้ำผึ้งมาเป็นตัวเอก ผสมผสานกับวัตถุดิบชั้นเลิศจนเกิดเป็นรสชาติที่ “Buzz” สมชื่อจริงๆ

สถาปัตยกรรมแห่งรสชาติ: เมนูของคาว (Savoury Selection)
พีทเริ่มที่ของคาวก่อนเสมอ เพื่อเป็นการวอร์มอัพลิ้น ซึ่งเชฟที่นี่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก:
1. Iberico Ham on Cereal Toast with Honey Chestnut Cream

เมนูนี้พีทขอยกให้เป็นความลงตัวของ “ความต่างที่เข้ากัน” อย่างที่สุดครับ ตัวฐานเป็นขนมปังธัญพืช (Cereal Toast) ที่เชฟนำไปอบจนกรอบสู้ฟัน มีกลิ่นหอมจากเมล็ดธัญพืชคั่วหอมๆ ท็อปด้านบนด้วยพระเอกอย่าง Iberico Ham แฮมสัญชาติสเปนที่ขึ้นชื่อเรื่องไขมันแทรกและความเค็มละมุนจากการบ่มนานหลายเดือน แต่หมัดเด็ดที่ทำให้จานนี้ “Buzz” คือครีมเกาลัด (Chestnut Cream) ที่เนื้อเนียนกริบประดุจกำมะหยี่ มีความหวานมันตามธรรมชาติ เสริมทัพด้วยความหอมนวลของน้ำผึ้งที่เชฟหยอดลงไปเพื่อชูรสสัมผัสของแฮมให้เด่นชัดขึ้น เวลาทานพีทแนะนำให้ทานพร้อมกันในคำเดียว รสเค็มจากแฮมจะถูกโอบล้อมด้วยความหวานมันของเกาลัด เป็นประสบการณ์รสชาติที่หรูหราและซับซ้อนมากครับ
2. Prawn Tartlets with Mango Avocado Salsa & Honey Balsamic Caviar

มาถึงเมนูที่ดูสดใสเหมือนสวนดอกไม้ยามบ่ายกันบ้างครับ เชฟรังสรรค์ตัวทาร์ตมาได้บางกรอบ สีเหลืองทองสวยงาม ภายในบรรจุเนื้อกุ้งลวกสุกกำลังดี เนื้อเด้งกรุบแสดงถึงความสดใหม่ของวัตถุดิบ ตัดรสด้วย Mango Avocado Salsa ที่มีความเปรี้ยวหวานจากมะม่วงสุกและความมันนวลของอะโวคาโด ช่วยปลุกต่อมรับรสให้ตื่นตัว แต่ที่พีทประทับใจที่สุดคือการนำน้ำผึ้งไปหมักกับบัลซามิกแล้วใช้เทคนิค Molecular รังสรรค์ออกมาเป็นเม็ดคาเวียร์สีดำขลับ (Honey Balsamic Caviar) ที่พอฟันกระทบปุ๊บ รสเปรี้ยวอมหวานเข้มข้นจะระเบิดออกมาทันที ช่วยลดความคาวของอาหารทะเลและเพิ่มมิติความสนุกในการกินได้ดีเยี่ยม การจัดจานยังมีดอกไม้กินได้มาประดับ ยิ่งทำให้คำนี้ดูเลอค่าสมกับบรรยากาศ Luxury Lifestyle จริงๆ ครับ
3. Smoked Duck Skewer glazed with Longan Honey

จานนี้พีทต้องขอชมเรื่องกลิ่นก่อนเลยครับ ทันทีที่พนักงานยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมจากการรมควันไม้อ่อนๆ ของอกเป็ด (Smoked Duck) มันเตะจมูกอย่างจัง เชฟหั่นเนื้อเป็ดมาในความหนาที่เคี้ยวสนุก ไม่เหนียวและไม่บางจนเสียรสชาติ ความอัจฉริยะคือการใช้ “น้ำผึ้งดอกลำไย” ที่มีคาแรกเตอร์หวานลึกและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์มาเคลือบ (Glaze) ลงบนผิวเป็ด ทำให้เกิดเลเยอร์ความหวานที่เข้าไปรัดตัวกับความเค็มหอมของการรมควันได้อย่างแนบเนียน เสริมรสสัมผัสด้วยมะเขือเทศอบแห้ง (Sundried Tomato) ที่ให้ความเปรี้ยวแหลมตัดเลี่ยน และใบโหระพาที่เพิ่มกลิ่นอโรมาไทยๆ เข้าไปเล็กน้อย เป็นการผสมผสานรสชาติแบบตะวันออกและตะวันตกที่พีทว่ามันเฉียบขาดมากครับ
4. Honey Butter Chicken Bao Bun

ถ้าใครชอบความนุ่มฟูสไตล์เอเชีย พีทขอนำเสนอ “เบาบัน” ชิ้นนี้ครับ ตัวแป้งซาลาเปาทรงกลมถูกนำไปผ่านความร้อนจนผิวนอกมีความตึงตึงเล็กน้อยแต่เนื้อในยังนุ่มเหมือนหมอน ไส้ด้านในเป็นไก่ทอดชิ้นโตที่คลุกเคล้ามากับ Honey Butter หรือเนยน้ำผึ้งรสเข้มข้น ความมันของเนยแท้ผสมกับความหวานละมุนของน้ำผึ้งสร้างรสสัมผัสที่ฉ่ำวาว (Juicy)

ในทุกคำที่กัดลงไป เชฟตัดเลี่ยนด้วยผักดองและกะหล่ำปลีซอยที่ให้ความกรุบกรอบ สัมผัสถึงความใส่ใจในเรื่อง Textures ของอาหารที่มีทั้งความนุ่ม มัน กรอบ และหวานเค็มสลับกันไปมา เป็นเมนูของคาวที่ทานแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ และสะท้อนธีม Honey Bee ออกมาได้อย่างซื่อตรงที่สุดครับ
5. Crispy Summer Roll with Brie Cheese, Peach & Honey Pickled Chili

ปิดท้ายพาร์ทของคาวด้วยเมนูที่ดูเรียบง่ายแต่ “ไม่ธรรมดา” ครับ ตัวแป้งปอเปี๊ยะถูกทอดมาจนกรอบกริ๊บ ไส้ด้านในเป็นการจับคู่ที่เหนือความคาดหมายระหว่าง Brie Cheese ที่มีรสสัมผัสนุ่มครีมมี่และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ กับ “พีชสด” (Fresh Peach) ที่ให้ความหวานฉ่ำและกลิ่นหอมหวานละมุน แต่สิ่งที่พีทต้องยกนิ้วให้คือ “พริกดองน้ำผึ้ง” (Honey Pickled Chili) ที่เชฟใส่เข้ามาเพื่อตัดความเลี่ยนของชีส รสชาติจะมีความเผ็ดนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ และมีกลิ่นน้ำผึ้งอบอวลอยู่ปลายลิ้น เป็นการรวมตัวของรสชาติหวาน มัน และเผ็ดปลาย ที่ทำออกมาได้สมดุลมาก การจัดนำเสนอก็ดูเรียบหรู วางมาบนจานสีเทาหม่นที่ขับให้สีของอาหารดูโดดเด่น เป็นคำที่สรุปจบพาร์ทของคาวได้สวยงามจริงๆ ครับ
สุนทรียศาสตร์แห่งความหวาน: เมนูของหวาน (Sweet Selection)
เมื่อเข้าสู่พาร์ทของหวาน เชฟนำเสนอผ่านชั้นวางรูปทรง “รังผึ้ง” (Honeycomb) ที่สวยงามจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายรูปเก็บไว้:
6. Yoghurt Honeycomb Mousse

เมื่อมาถึงของหวาน พีทแนะนำให้เริ่มที่ชิ้นสีเหลืองสดใสที่มีรังผึ้งประดับครับ เมนูนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับความบริสุทธิ์ของน้ำผึ้ง ตัวมูสโยเกิร์ตทำออกมาได้เนื้อสัมผัสเบาบางดุจปุยเมฆ มีความเปรี้ยวอ่อนๆ เพื่อไม่ให้รสหวานเกินไป ใจกลางซ่อนเซอร์ไพรส์ด้วยเยลลี่น้ำผึ้งสดที่เข้มข้นและสปอนจ์น้ำตาลทรายแดง (Brown Sugar Sponge)

ที่ให้ความหนึบกำลังดี ท็อปด้านบนด้วย Honeycomb Tuile แผ่นน้ำตาลรูปทรงรังผึ้งที่เชฟต้องใช้ฝีมืออย่างมากในการรังสรรค์ให้บางและกรอบ รสชาติรวมๆ คือความสดชื่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้จากน้ำผึ้ง เป็นการจำลองรังผึ้งมาไว้ในจานได้อย่างน่าอัศจรรย์และดีต่อใจมากครับ
7. Rich Chocolate Mousse with Salted Caramel

สำหรับคอช็อกโกแลต พีทบอกเลยว่าจานนี้คือ “นิพพาน” ครับ เชฟเลือกใช้ Dark Chocolate เกรดพรีเมียมมาทำเป็นมูสเนื้อเข้มข้น รสสัมผัสแน่นแต่ละลายในปาก ด้านบนประดับด้วยน้ำตาลปั้นเป็นรูป “น้องผึ้ง” ตัวจิ๋วที่ดูน่ารักจนแทบไม่กล้าทาน แต่ความเด็ดดวงอยู่ที่การสอดไส้ Salted Caramel หรือคาราเมลเกลือที่ไหลเยิ้มออกมาเมื่อเราตัดชิ้นมูส

ความเค็มเพียงนิดเดียวช่วยดึงรสความขมและความหอมของช็อกโกแลตให้พุ่งทะยานขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมี Chocolate Sable หรือคุกกี้สไตล์ฝรั่งเศสที่ฐาน ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบในคำเดียวกัน เป็นของหวานที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและหนักแน่น สมกับบรรยากาศหรูหราของ Vertigo Too ครับ
8. Strawberry Lime Mousse

มาถึงโดมสีแดงฉ่ำวาวที่สะดุดตาที่สุดในเซ็ตครับ เชฟใช้เทคนิคการเคลือบผิว (Glazing) ได้เนียนกริบประดุจกระจก ตัวมูสหลักคือ Strawberry Lime ที่มีความเปรี้ยวจากมะนาวมาตัดความหวานของสตรอว์เบอร์รีได้อย่างเฉียบขาด ด้านในซ่อนสตรอว์เบอร์รีตุ๋น (Strawberry Compote) ที่ให้รสสัมผัสของเนื้อผลไม้แท้ๆ เสริมความละมุนด้วยไวท์ช็อกโกแลตวิปกานาช (White Chocolate Whipped Ganache) ที่ช่วยเพิ่มความครีมมี่แต่ไม่เลี่ยนจนเกินไป เป็นคำที่ให้ความสดชื่นแบบ Berry-focused ที่สมบูรณ์แบบมาก การตกแต่งด้วยใบไม้สีเขียวด้านบนทำให้ดูเหมือนผลไม้ป่าลูกเล็กๆ ที่รอให้เรามาค้นพบรสชาติที่ซ่อนอยู่ครับ
9. Matcha Yuzu

จานนี้คือการนำ “ขั้วตรงข้าม” ของรสชาติมาเจอกันได้อย่างมีศิลปะครับ พีทสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเกียวโตผ่านมัทฉะเข้มข้นที่เชฟคัดเกรดมาอย่างดี ตัวมูสชาเขียวมีรสขมที่เป็นเอกลักษณ์ (Umami) ตัดรสด้วยความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ ส้มยูซุ (Yuzu) ที่ผสมกับน้ำผึ้งเพื่อให้นุ่มนวลลง การจัดวางมาในรูปทรงเจดีย์สีเขียว มีคุกกี้ชาเขียวรูปดอกไม้ประดับด้านข้าง แสดงถึงความละเมียดละไมสไตล์ญี่ปุ่น รสชาติในปากจะสลับกันระหว่างความขมของชา ความเปรี้ยวของส้ม และความหอมหวานของน้ำผึ้ง เป็นการปิดท้ายช่วงบ่ายที่ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและผ่อนคลายไปพร้อมๆ กันครับ

จากใจ “พีท”

การรีวิวในครั้งนี้ พีทสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเชฟที่ต้องการให้ “น้ำผึ้ง” ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบ แต่เป็น “หัวใจ” ที่ร้อยเรียงทุกเมนูเข้าด้วยกัน บนความสูงชั้น 60 นี้ รสชาติอาฟเตอร์นูนที The Honey Bee Bloom & Buzz จึงไม่ใช่แค่การทานขนมหวาน แต่เป็นการดื่มด่ำกับงานศิลปะทางรสชาติที่พรั่งพรูไปด้วยเรื่องราวของธรรมชาติครับ

The Honey Bee Bloom & Buzz ไม่ใช่แค่การทานขนม แต่มันคืองานศิลปะที่กินได้ เชฟดึงเอาคาแรกเตอร์ของ “น้ำผึ้ง” ออกมานำเสนอได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นซอสเคลือบ, เม็ดคาเวียร์ หรือแม้แต่ส่วนประกอบหลักในมูส ผสมผสานกับบรรยากาศสุดโรแมนติกของ Vertigo Too ที่มองเห็นกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา บอกเลยว่า 1,690 บาทสุทธิ สำหรับ 2 ท่าน เป็นราคาที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม:

- สถานที่: ห้องอาหาร Vertigo Too ชั้น 60 โรงแรม Banyan Tree Bangkok
- เวลา: ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ (13.00 – 16.00 น.)
- ราคา: 1,690 บาทสุทธิ/เซ็ต (สำหรับ 2 ท่าน)
- การจอง: 02-679-1200

สำหรับวันนี้ พีทขอลาไปจิบชาต่อก่อนนะครับ ใครที่ตามไปชิมแล้วประทับใจเมนูไหน อย่าลืมมาเล่าให้ฟังกันบ้างหละ

Keywords: Afternoon Tea Bangkok, Vertigo Too Review, Banyan Tree Bangkok, Honey Bee Afternoon Tea, รีวิวอาฟเตอร์นูนที, ที่เที่ยวกรุงเทพ เสาร์อาทิตย์