Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A

สืบสาน ‘Fleur and Flame’ : รีวิว Saffron Grill บันยันทรี กรุงเทพ



ในโลกของไฟน์ไดนิ่งที่มักขับเคลื่อนด้วยเตาแก๊สและเทคโนโลยีไฟฟ้าความร้อนสูง Saffron Grill (แซฟฟรอน กริลล์) ห้องอาหารน้องใหม่ล่าสุดในตระกูล Saffron อันเลื่องชื่อของ Banyan Tree Bangkok กลับเลือกที่จะหวนคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิมด้วยการใช้ “เปลวไฟและควัน” เป็นหัวใจหลักในการปรุงอาหาร

ภายใต้แนวคิด “Fleur and Flame” (บุปผชาติและเปลวไฟ) ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารปิ้งย่างทั่วไป แต่คือการนำวัฒนธรรมการทำครัวไทยจากทั่วทุกภาคมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคสมัยใหม่บนรากฐานของความยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราที่โอบล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ไทย

เปลวไฟในเกสร: เจาะรหัสสถาปัตยกรรมและจิตวิญญาณแห่ง Saffron Grill

หากจะนิยามการมาเยือน Saffron Grill บนชั้น 52 ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ให้เห็นภาพชัดที่สุดในฐานะนักชิมผู้มีเทส ผมคงต้องหยิบคำว่า “The Choreography of Elements” หรือระบำแห่งองค์ประกอบมาอธิบาย เพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงร้านอาหารที่ตกแต่งสวยงาม แต่มันคือการออกแบบพื้นที่ (Spatial Design) ที่เล่นกับผัสสะของ “ความร้อนแรง” และ “ความอ่อนช้อย” ได้อย่างมีชั้นเชิง

Concept: Fleur and Flame เมื่อธรรมชาติสบตากับเปลวไฟ

หัวใจหลักของที่นี่คือคอนเซปต์ “Fleur and Flame” (พฤกษาและเปลวไฟ) ซึ่งเป็นการตีความอัตลักษณ์ไทยใหม่ (New Thai Identity) ที่ก้าวข้ามงานกนกหรือลายไทยประเพณี สถาปนิกเลือกใช้ Fleur แทนสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยกับพืชพรรณและงานหัตถศิลป์ ขณะที่ Flame คือพลังงานและจิตวิญญาณของการปรุงอาหารด้วยควันไฟและถ่านไม้

ภายใน (Interior Design): สุนทรียภาพแห่งความเปรียบต่าง

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ สิ่งแรกที่กระแทกสายตาคือการจัดการ Materiality หรือการใช้เลือกใช้วัสดุที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างชัดเจน

The Radiant Core (ศูนย์กลางแห่งพลัง): จุดเด่นที่สุดคือ Open Kitchen ที่ถูกออกแบบให้เป็นประติมากรรมชิ้นเอก (Centerpiece) เคาน์เตอร์ครัวทรงกลมบุด้วยหินอ่อนสีน้ำอมเหลืองที่ซ่อนไฟด้านใน (Backlit Stone) ให้ความรู้สึกเหมือนลาวาที่กำลังระอุอยู่ใต้ดิน ล้อไปกับเตาย่างทรงโดมสีดำเงาขลับและการปรุงอาหารด้วยฟืนและถ่าน (Smoke & Spice) ซึ่งถือเป็นหัวใจของครัวที่ปฏิเสธการใช้แก๊สอย่างสิ้นเชิง


The Floral Carpet (พรมดอกไม้สั่งตัด): พื้นทางเดินถูกปูด้วยพรมทอมือลายดอกไม้สีสันจัดจ้าน (Custom-made) ที่สั่งทำพิเศษ ลวดลายนี้ไม่ได้มีไว้เพียงความสวยงาม แต่เป็นตัวเชื่อมโยงทางสายตา (Visual Link) จากพื้นไปสู่แจกันดอกไม้บนโต๊ะ และส่งต่อไปยังลวดลายบน จานอาหารที่ทำจากเปลือกหอยนางรมรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเป็นรูปธรรม

Lighting & Atmosphere (แสงและเงา): การเลือกใช้แสงสว่างแบบ Low-key Lighting ช่วยสร้างมิติให้กับพื้นที่ เพดานกระจกเงาสีเข้มช่วยสะท้อนแสงไฟจากโต๊ะอาหารและวิวเมืองกรุงเทพฯ ทำให้พื้นที่ดูสูงโปร่งและลึกลับในเวลาเดียวกัน เก้าอี้กำมะหยี่สีม่วงเข้มและน้ำเงินลึก (Royal Hue) ช่วยขับเน้นความหรูหราแบบ Modern Luxury ที่ไม่ทิ้งกลิ่นอายเอเชีย

ภายนอก (Exterior Perspective): วิวเมืองที่ทำหน้าที่เป็นกรอบรูป

ในเชิงสถาปัตยกรรม “Views as a Material” คือเทคนิคที่ Saffron Grill นำมาใช้ได้อย่างดีเยี่ยม ผนังกระจกใสแบบ Floor-to-Ceiling โอบล้อมรอบด้าน ทำให้เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ (Bangkok Skyline) กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายใน

ในช่วงเวลา Twilight แสงสีทองของอาทิตย์อัสดงจะสาดเข้ามาปะทะกับเคาน์เตอร์หินอ่อนและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เกิดเป็นความสอดประสานของแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ (Ambient & Natural Light) ที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศจากความสว่างสดใสในช่วงเย็น สู่ความลุ่มลึกเคร่งขรึมในยามค่ำคืน

บทสรุปในมุมมองของพีท: ความยั่งยืนที่กินได้

คุณครับ… ความเก๋าของ Saffron Grill มันไม่ได้อยู่แค่ที่วิวนะ แต่มันอยู่ที่ “ความคิด” การเลือกทำงานกับเกษตรกรไทย อย่างไก่คลองไผ่ฟาร์ม หรือปลาจากนครสวรรค์ แล้วเอามาปรุงด้วยเทคนิคโบราณอย่างการ ดอง หมัก บ่ม (Curing & Dry-aging) บนเตาฟืนเนี่ย มันคือความลุ่มลึกที่หาตัวจับยาก

สถาปัตยกรรมของที่นี่จึงไม่ใช่แค่เปลือกที่หุ้มห้องเอาไว้ แต่มันคือการสร้าง “โรงละครแห่งรสชาติ” ที่เชิดชูวัตถุดิบไทยผ่านเปลวไฟและควันอย่างแท้จริง ใครที่ชอบงานดีไซน์ที่มีเรื่องราว (Storytelling Design) และความยั่งยืนที่เป็นรากฐาน (Sustainability-driven) ผมบอกเลยว่า… ที่นี่คือ “ของจริง”

สัมผัสรสชาติแห่งเปลวไฟ: เจาะลึกอรรถรสอาหารไทยร่วมสมัย

ความโดดเด่นของที่นี่คือการใช้ 3 เสาหลัก Smoke (ควันไฟ), Spice (เครื่องเทศ) และ Sustainability (ความยั่งยืน) ผ่านเทคนิคการปรุงอาหารโดยไม่ใช้แก๊ส แต่ใช้เพียงถ่าน ฟืน และภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม ผสานกับกระบวนการดอง (Pickling) และการบ่ม (Aging) จนออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์ดังนี้:

การเดินทางของรสชาติเริ่มต้นด้วย Welcome Drink & Snack ที่มีความหมายลึกซึ้ง ตัวเครื่องดื่มคือ “ข้าวหมาก” ภูมิปัญญาไทยที่ให้รสหวานหอมแบบธรรมชาติจากการหมัก หรือหากท่านไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ทางร้านมี “น้ำจี่มะม่วง” ที่ให้รสเปรี้ยวหวานสดชื่น ปลุกความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ทานคู่กับพริกทอดและข้าวตังกรุบกรอบ



1. ยำขนมจีนแซลมอนย่าง (Yum Khanom Jeen Salmon Yang) (490฿)
Grilled Pacific Salmon & Rice Noodle Salad Tossed with Thinly Sliced Thai long Bean,
Fresh & Fried Shallot, Long Coriander, and Thai Jinda Chilli in Thai Anchovy Dressing


นี่คือเมนูที่ผสานศิลปะการบริการแบบ Table-side เข้ากับรสชาติจัดจ้านของอาหารอีสานได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานจะเข็นรถมาเพื่อปรุงน้ำยำปลาร้าสูตรนัว (Thai Anchovy Dressing) ให้ชมริมโต๊ะ กลิ่นหอมของปลาร้าชั้นดีที่ผ่านการเคี่ยวจนหอมกรุ่น คลุกเคล้ากับเส้นขนมจีนสดที่เหนียวนุ่ม เพิ่มสัมผัสความกรุบกรอบจากถั่วฝักยาวซอยละเอียดและหอมแดงทอด

ส่วนไฮไลต์คือ Pacific Salmon ชิ้นโตที่ถูกย่างบนเตาถ่านจนผิวนอกเกรียมกรอบแต่เนื้อในยังคงสีชมพูระเรื่อและฉ่ำวาว

รสสัมผัสของเนื้อปลาที่ละลายในปากตัดกับความเผ็ดร้อนของพริกจินดาสดและกลิ่นหอมของผักชีฝรั่ง ทำให้เมนูนี้เป็นเมนูเริ่มต้นที่ปลุกประสาทสัมผัสได้อย่างน่าตื่นเต้น

2. กั้งดองน้ำปลาระยอง (Gang Dong Nam Pla) (350฿)
Mantis Shrimp Marinated with Rayong Fish Sauce

ความเรียบง่ายที่ทรงพลังของวัตถุดิบจากท้องทะเลตะวันออกถูกนำเสนอผ่านกั้งเนื้อใสเด้งที่ผ่านการล้างและเตรียมอย่างพิถีพิถัน ดองในน้ำปลาแท้เกรดพรีเมียมจากจังหวัดระยอง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมเค็มนวลไม่คาว รสชาติของน้ำปลาซึมลึกเข้าไปในเนื้อกั้งที่หวานธรรมชาติ ให้สัมผัสที่หนึบและสดชื่น จัดจ้านด้วยการโรยพริกขี้หนูสวนซอยและกระเทียมฝานบางๆ เพื่อตัดเลี่ยน การจัดวางบนจานสีฟ้าอ่อนทำให้นึกถึงสีของท้องทะเล

เมนูนี้สะท้อนถึงวิถีการถนอมอาหารของชาวประมงไทยที่ถูกนำมาปรับโฉมให้มีความประณีตระดับไฟน์ไดนิ่ง รสสัมผัสเย็นฉ่ำของกั้งดองเมื่อทานคู่กับสมุนไพรสดคือความลงตัวที่หาตัวจับยาก
3. ส้มตำหลวงพระบาง (SOM TAM LUANG PRABANG) (300฿)
Luang Prabang-Style Papaya Salad with Fermented Shrimp Paste
ความเรียบง่ายที่ทรงพลังของเมนูตำนานจากลุ่มแม่น้ำโขงถูกนำเสนออย่างละเมียดละไม เส้นมะละกอถูกฝานเป็นแผ่นบางกว้างตามแบบฉบับหลวงพระบางแท้ๆ เพื่อให้ซึมซับรสชาติของน้ำปลาร้าและกะปิหอมๆ ได้ทุกอณูสัมผัส รสชาติความนัวที่กลมกล่อมไม่ได้มีเพียงความเผ็ด แต่ยังมีความหวานปะแล่มและเปรี้ยวสดชื่นที่ช่วยเบรกความมันของเมนูย่างอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี สัมผัสความกรอบของมะละกอตัดกับความเข้มข้นของเครื่องปรุงที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี เมนูนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมเมื่อนำมาตีความใหม่ก็สามารถให้รสชาติที่ตราตรึงใจได้ยาวนาน
4. แกงเลียงผักหวานไข่มดแดง (Liang Phak Waan) (450฿)
Sweet Leaves Soup with Ant Larvae
เมนูที่รวบรวมเอา “ขุมทรัพย์จากป่าไทย” มาไว้ในชามเดียว น้ำแกงเลียงสีนวลที่หอมกรุ่นจากการโขลกพริกไทยสด หอมแดง และกะปิแท้ ให้ความเผ็ดร้อนที่ช่วยขับลมและบำรุงร่างกาย ผักหวานป่าสดๆ ถูกคัดเฉพาะยอดอ่อนที่ให้รสหวานกรอบและสีเขียวสดใส และที่พลาดไม่ได้คือ “ไข่มดแดง” ขนาดคัดไซส์ที่ให้ความเข้มข้น (Creamy) และสัมผัสที่แตกเปาะในปากเมื่อกัดลงไป เป็นมิติของรสชาติที่สลับซับซ้อนระหว่างความเผ็ดร้อนของน้ำแกงและความมันนวลของไข่มดแดง เมนูนี้ปรุงในภาชนะเคลือบแบบย้อนยุคที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานอาหารรสมือแม่ในแบบฉบับที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นจานหรู
5. คอหมูย่างรมควันไม้ลำไย (Kor Moo Yang) (650฿)
Smoked Longan Charcoal-Grilled Pork Neck with Sweet & Spicy Tamarind Glaze
สัมผัสประสบการณ์แห่ง “ควันไฟ” (Smoke) อย่างเต็มรูปแบบด้วยเมนูคอหมูย่างที่มาพร้อมกับการพรีเซนต์อันน่าตื่นตา พนักงานจะนำจานที่มีฝาครอบดินเผาทรงสูงมาวาง เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของ ควันไม้ลำไย จะพวยพุ่งออกมาคลุมไปทั่วโต๊ะ เนื้อคอหมูถูกคัดเลือกส่วนที่มีมันแทรกแบบลายหินอ่อน ย่างด้วยถ่านไม้จนผิวนอกมีความเกรียม (Charred) หอมกลิ่นไหม้นิดๆ แต่เนื้อในยังคงนุ่มนวลและชุ่มฉ่ำ เคลือบด้วยน้ำจิ้มแจ่วมะขามรสเปรี้ยวหวานเผ็ดที่เคี่ยวจนข้นเหนียว รสชาติของหมูที่หวานธรรมชาติผสานกับความหอมของควันฟืนทำให้จานนี้เป็นนิยามใหม่ของคอหมูย่างที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก
6. ไก่ตะไคร้อบโอ่ง (Gai Takrai Ob Ong) (850฿)
Clay-Pot Smoked Klong Phai Farm Chicken Marinated in Lemongrass & Thai Spices
ใช้ไก่อายุ 21 วัน
เมนูซิกเนเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวบ้านภาคกลางและอีสาน โดยเลือกใช้ไก่สายพันธุ์พิเศษจาก คลองไผ่ฟาร์ม จ.นครราชสีมา ที่มีอายุเพียง 21 วัน เพื่อให้ได้เนื้อที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไก่ถูกหมักด้วยตะไคร้สดและเครื่องเทศไทยจนเข้าเนื้อ ก่อนจะนำไปอบในโอ่งดินเผาที่กักเก็บความร้อนและกลิ่นหอมไว้อย่างดี พนักงานจะทำการโชว์เทคนิคการจุดไฟบนปากโอ่งเพื่อสร้างกลิ่นหอมและอุณหภูมิสุดท้ายก่อนเสิร์ฟ เมื่อคีบไก่ออกมาจะพบกับหนังที่บางกรอบและเนื้อที่สุกพอดีอย่างน่าอัศจรรย์ ทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสูตรเฉพาะและผักสดพื้นบ้าน เป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการปรุงพื้นบ้านเข้ากับวัตถุดิบเชิงพาณิชย์ที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) อย่างแท้จริง
7. ชุดผักดองรวมรส (Signature Pickle Set)
หัวใจสำคัญของความยั่งยืน (Sustainability) ถูกถ่ายทอดผ่านจานเครื่องเคียงผักดองหลากสีสัน ซึ่งเป็นการลดขยะอาหาร (Food Waste) โดยนำผักตามฤดูกาลมาสร้างสรรค์ใหม่ ในชุดประกอบด้วยความลุ่มลึกของ กิมจิไทยดองน้ำซาวข้าว ที่ให้รสเปรี้ยวสะอาด, ขนุนอ่อนดองพริกแกง ที่ให้สัมผัสเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์และรสเผ็ดอ่อนๆ, มะเขือเทศแฟนซีดองกับข่าอ่อน ที่ระเบิดความสดชื่นในปาก ไปจนถึง บีทรูทดองกับมะขาม และ กระเจี๊ยบดองสไตล์ภาคใต้ ผักแต่ละชนิดถูกดองด้วยเทคนิคที่แตกต่างกันเพื่อดึงรสชาติเฉพาะตัวออกมา เป็นเครื่องเคียงที่ช่วยตัดเลี่ยนจากเมนูย่างและเพิ่มมิติ “Probiotic” ที่ดีต่อสุขภาพให้กับมื้ออาหารได้อย่างชาญฉลาด
Master of Skewers & The Premium Charcoal Grill
สืบเนื่องจากมหากาพย์ความอร่อยที่ Saffron Grill โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ หลังจากที่เราได้ดื่มด่ำกับเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว ครั้งนี้ผมจะขอพาทุกท่านดิ่งลึกไปยังรายละเอียดของเมนูย่างเสียบไม้ วัตถุดิบพรีเมียมระดับประเทศ และบทส่งท้ายด้วยของหวานที่ปรุงขึ้นจากเตาถ่าน ซึ่งแต่ละจานนั้นมีเรื่องราวและเทคนิคการปรุงที่ไม่ธรรมดาในสไตล์ “พีทอ้วนชวนชิม” ดังนี้ครับ
8. กุ้งแชบ้วยย่างเกลือชมพูและส้มซ่า (Goong Chae Buay Skewer) (290฿)
Grilled Giant Prawn Skewer seasoned with Pink Salt and finished with Sour Orange Zest
เมนูปิ้งย่างเสียบไม้ที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความประณีตในการปรุง กุ้งแชบ้วยตัวโตเนื้อแน่นถูกย่างบนเปลวไฟแรงเพื่อให้เปลือกมีกลิ่นหอมและเนื้อเด้งสู้ฟัน เชฟเลือกปรุงรสด้วย เกลือชมพูฮิมาลัย เพื่อดึงรสหวานตามธรรมชาติของกุ้งออกมาให้มากที่สุด และทีเด็ดอยู่ที่การขูด ผิวส้มซ่า (Sour Orange Zest) ลงไปในขั้นตอนสุดท้าย กลิ่นหอมระเหยของส้มซ่าซึ่งเป็นสมุนไพรไทยโบราณที่หายาก จะช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมสดชื่นแบบ Citrus ที่นุ่มนวลกว่ามะนาวทั่วไป ทำให้กุ้งย่างจานนี้มีเสน่ห์ลุ่มลึกแบบตำรับชาววังที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน
9. เนื้อปลาดุกย่างกับน้ำปลาหวานและผักกูด (PLA DUK YANG) (200฿)
Catfish Skew
เมนูปิ้งย่างเสียบไม้ที่แสดงถึงความประณีตในการเลือกใช้วัตถุดิบและการคุมไฟ เนื้อปลาดุกถูกคัดสรรมาอย่างดี ย่างด้วยฟืนจนผิวนอกเหลืองทองและส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจโดยไม่มีกลิ่นคาวกวนใจ ทานคู่กับ น้ำปลาหวาน สูตรเข้มข้นที่ให้รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน อย่างสมดุล โรยด้วยหอมเจียวและพริกทอด เสิร์ฟเคียงกับ ผักกูด ลวกที่ยังคงความสดกรอบ ความมันของเนื้อปลาดุกย่างเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยมกับความหวานนำของน้ำปลาหวานและสัมผัสกรุบๆ ของผักกูด เป็นรสชาติไทยแท้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย
10. นมหมูย่าง (NOM MOO – 89฿)
นี่คือเมนูที่พิสูจน์ว่า “ของอร่อยมักซ่อนอยู่ในส่วนที่คาดไม่ถึง” Grilled Pork Brisket Skewer หรือนมหมูย่างชิ้นนี้ ถูกคัดสรรส่วนที่มีความนุ่มและมันแทรกในสัดส่วนที่พอเหมาะ เชฟนำไปหมักด้วยเครื่องปรุงตำรับไทยก่อนจะย่างบนไฟอ่อนๆ จนไขมันเริ่มแตกตัวและส่งกลิ่นหอมไหม้ของถ่านไม้ สัมผัสแรกคือความนุ่มที่สู้ฟันเบาๆ (Chewy) รสชาติหวานนำจากความสดของวัตถุดิบและเค็มตามจากเครื่องหมัก การจัดวางมาในรูปแบบเสียบไม้พอดีคำ ทำให้ความร้อนจากเปลวไฟเข้าถึงเนื้อในอย่างทั่วถึง เป็นความเรียบง่ายที่ให้รสสัมผัสหรูหราเกินราคาไปมาก
11. แก้มวัวย่าง (GAEM WUA)
สำหรับคนรักเนื้อ Slow-Grilled Beef Cheek Skewer คือบทพิสูจน์ของความอดทน แก้มวัวเป็นส่วนที่มีพังผืดแทรกซึมอยู่มาก เชฟจึงต้องใช้เทคนิคการย่างแบบช้าๆ (Slow-Grilled) เพื่อให้คอลลาเจนเหล่านั้นหลอมละลายจนเนื้อนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว แต่ยังคงความแน่นของเส้นใยเนื้อวัวไว้อย่างมีเสน่ห์ กลิ่นควันไฟซึมลึกเข้าไปในทุกอณูเนื้อ ให้รสชาติที่เข้มข้นและหนักแน่น (Robust) กว่าส่วนอื่นๆ เสิร์ฟมาแบบเสียบไม้ที่พ่นสีสันของเครื่องเทศมาอย่างพอดิบพอดี เป็นคำที่รวมเอา “กาลเวลา” และ “เปลวไฟ” เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
12. เนื้อสันนอกวากิวโคราช หมักน้ำพริกตาแดง (Striploin Wagyu) (1,690 ฿)
Thai Wagyu Beef from Nakhon Ratchasima Province, Marbling Score 6-7, Smooth, tender, balanced firmness with buttery marbling.
จานนี้คือ “อัญมณีแห่งที่ราบสูง” อย่างแท้จริง เนื้อวากิวไทยจากจังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพ ด้วย Marbling Score สูงถึง 6-7 ให้สัมผัสที่เนียนนุ่มดุจเนย (Buttery) แต่ยังมีความแน่น (Firmness) ที่พอเหมาะ เชฟยกระดับมิติของรสชาติด้วยการหมักเครื่อง น้ำพริกตาแดงสูตรคุณยายจากนครสวรรค์ (Grandma Chilli-Marination) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาในการดึงความหวานของเนื้อออกมาผ่านความเผ็ดร้อนและเปรี้ยวนวล เมื่อนำลงย่างบนเตาฟืน กลิ่นพริกแกงและไขมันวากิวที่โดนไฟจะสร้างความหอมที่รุนแรงและเย้ายวนใจ จัดเสิร์ฟมาในขนาด 200 กรัมที่พอเหมาะสำหรับการแบ่งปันความสุขบนโต๊ะอาหาร
13. ปลาสร้อยนกเขาย่าง (PLA SOY NOK KHAO) (650 ฿)
Painted Sweetlip
Painted Sweetlip หรือปลาสร้อยนกเขา ปลาทะเลน้ำลึกที่มีลวดลายสวยงามและเป็นที่ต้องการของนักกินปลา ตัวปลามีเนื้อสัมผัสที่แน่น ขาวบริสุทธิ์ และมีความหวานตามธรรมชาติอย่างสูง เชฟใช้วิธีการย่างแบบดั้งเดิมที่เน้นการคุมอุณหภูมิควันไฟเพื่อไม่ให้เนื้อปลาสูญเสียความชุ่มฉ่ำ (Juiciness) หนังปลาถูกย่างจนกรอบและมีกลิ่นหอมจากถ่านไม้ ขณะที่เนื้อด้านในยังคงความเด้งและสดประหนึ่งเพิ่งขึ้นจากเรือประมงไทย เป็นเมนูที่สะท้อนถึงแนวคิดความยั่งยืนและการเลือกใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นได้อย่างสง่างาม
Sweet Finale: ของหวานจากภูมิปัญญาและเปลวไฟ
14. หม้อแกงฟักทอง (MO KAENG FAK THONG) (290 ฿)
Charcoal-Baked Pumpkin Custard with Crispy Shallot Crumble and Roasted Coconut Ice Cream
ลบภาพจำของขนมหม้อแกงแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะที่นี่คือ Charcoal-Baked Pumpkin Custard คัสตาร์ดฟักทองที่อบด้วยความร้อนจากถ่านไม้ ทำให้หน้าขนมมีความเกรียมและหอมกลิ่นไหม้นิดๆ เนื้อขนมเนียนละเอียดและมีความหวานมันจากกะทิสด ท็อปด้วย Crispy Shallot Crumble ที่ให้รสสัมผัสกรุบกรอบและกลิ่นหอมของหอมเจียว เสิร์ฟเคียงกับ ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว (Roasted Coconut Ice Cream) ที่ช่วยชูรสชาติของฟักทองให้โดดเด่น เป็นการจับคู่รสสัมผัสร้อนและเย็นที่ลงตัวที่สุด
15. ขนมครกกับไอศกรีมถั่วตัด (KHANOM KROK) (290 ฿)
Thai Coconut Pancakes with Salted Caramel Peanut Ice Cream and Mulberry Sauce
นี่คือการเปลี่ยนเมนูสตรีทฟู้ดให้กลายเป็นงานศิลปะ ขนมครกกะทิสดที่ทำขึ้นใหม่แบบจานต่อจาน ผิวนอกกรอบและไส้ในไหลเยิ้ม (Lava texture) ทานคู่กับไอศกรีม Salted Caramel Peanut หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “ไอศกรีมถั่วตัด” ที่ให้รสชาติหวานเค็มตัดกันอย่างลงตัว เพิ่มความสดชื่นด้วย ซอสมัลเบอร์รี่ (Mulberry Sauce) รสเปรี้ยวอมหวานที่ช่วยลดความเข้มข้นของกะทิ ทำให้ขนมจานนี้ทานได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยน เป็นความลุ่มลึกที่แฝงอยู่ในความคุ้นเคย
16. ข้าวโพดเทียนย่างน้ำผึ้งดอกลำไย (KHAO POD THIAN YANG) (250 ฿)
Grilled Glutinous Corn with Longan Flower Honeycomb and Toasted Corn Ice Cream
ข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมืองที่เด่นเรื่องความเหนียวนุ่ม (Glutinous Corn) นำไปย่างจนเมล็ดข้าวโพดส่งกลิ่นหอมและมีรอยเกรียมจากไฟ (Charred) เคลือบด้วยน้ำผึ้งดอกลำไยจากทางเหนือที่ให้กลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ ทานคู่กับ ไอศกรีมข้าวโพดย่าง (Toasted Corn Ice Cream) ที่เชฟใส่ใจถึงขั้นนำข้าวโพดไปย่างก่อนจะนำมาทำไอศกรีม เพื่อให้ได้รสสัมผัส Smoky ที่ชัดเจน เมนูนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทยอย่างแท้จริง
17. ไอศกรีมโอเลี้ยงและขนมเบื้อง (I-TIM O LIANG) (95 ฿)
Thai Traditional Coffee Ice Cream
บทสรุปสุดท้ายที่คลาสสิกที่สุด ไอศกรีมรสโอเลี้ยงที่ให้ความเข้มข้นของกาแฟไทยและความหอมของเมล็ดคั่ว มีความหวานที่พอเหมาะช่วยปลุกให้ตื่นตาตื่นใจ ความพิเศษอยู่ที่การเสิร์ฟคู่กับ ขนมเบื้องไส้หวานชิ้นมินิ ที่วางท็อปมาด้านบน ความกรอบของแป้งขนมเบื้องและฝอยทองชิ้นเล็กๆ ช่วยเพิ่มมิติให้กับการทานไอศกรีมได้เป็นอย่างดี เป็นคำสุดท้ายที่ปิดมื้ออาหารที่ Saffron Grill ได้อย่างน่าประทับใจและทิ้งความคิดถึงไว้ในใจของนักชิมทุกท่าน
เปิดประตูสู่ ‘กำแพงเพชร’ และมนต์ขลังแห่งแดนเหนือ: เจาะลึก Signature Cocktails & Mocktails ณ Saffron Grill
สืบเนื่องจากการเดินทางผ่านรสชาติของอาหารคาวและหวานที่ Saffron Grill ครั้งนี้ผมจะขอพาทุกท่านเข้าสู่โลกของเครื่องดื่มที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีจริตและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการนำเอาวัตถุดิบไทยมาตีความใหม่ผ่านศาสตร์แห่ง Mixology ที่ยังคงยึดโยงกับแนวคิด Fleur and Flame ได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือ 4 เครื่องดื่มที่ผมคัดมาแล้วว่า “ต้องลอง” ครับ
Spirit of the Flame: เครื่องดื่มที่มีจิตวิญญาณและตำนาน
ปราการ (PARKAAN – 520฿)
PARKAAN
Parkaan Peat Malt, Campari, Tamarind
นี่คือเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เมืองกำแพงเพชร” หรือเมืองแห่งกำแพงเพชรที่แข็งแกร่งดุจเพชรในอดีต PARKAAN คือการคารวะแด่เหล่านักรบผู้กล้าหาญและการสู้รบอันดุเดือดที่หน้าประตูเมือง ตัวเครื่องดื่มเลือกใช้ Parkaan Peat Malt ที่ให้กลิ่นควันจางๆ สื่อถึงกองไฟในค่ายทหาร ผสานกับความขมที่มีเสน่ห์ของ Campari และความเปรี้ยวหวานที่มีมิติของ Tamarind (มะขาม) รสชาติของเครื่องดื่มแก้วนี้จึงมีความลุ่มลึก สุขุม และทิ้งรสสัมผัสที่อบอุ่นเหมือนถ่านไฟที่ยังคุกรุ่น (Glowing Embers) เป็นการจิบที่ทำให้เราหวนนึกถึงความแข็งแกร่งและการปกป้องอาณาจักรด้วยจิตวิญญาณอันไม่ย่อท้อ
โฮ๊ะ (HO – 450฿)
HO
Craft Northern Thai Vodka, Tamarind, Cherry Tomato, Kaffir Lime, Star Gooseberry
เครื่องดื่มที่รวมเอา “สีสัน” และ “ความหลากหลาย” ของวัฒนธรรมภาคเหนือมาไว้ในแก้วเดียว ชื่อ HO (โฮ๊ะ) สื่อถึงการผสมผสานสิ่งดีๆ เข้าด้วยกัน โดยมีเบสเป็น Craft Northern Thai Vodka วอดก้าฝีมือคนไทยที่นุ่มนวลและสะอาดสะอ้าน เพิ่มความสนุกด้วยรสสัมผัสจาก Tamarind (มะขาม), Cherry Tomato (มะเขือเทศราชินี) ที่ให้ความอูมามิเบาๆ และความหอมสดชื่นจาก Kaffir Lime (ผิวมะกรูด) ปิดท้ายด้วยความเปรี้ยวสะดุ้งของ Star Gooseberry (มะยม) เป็นแก้วที่มีความเปรี้ยวหวานนำแต่แฝงด้วยความสมุนไพรสดชื่น เหมาะสำหรับดื่มคู่กับเมนูย่างที่มีรสจัดจ้านเพื่อสร้างความสมดุลในปาก
The Art of Mocktails: เมื่อผักและผลไม้กลายเป็นสุนทรียภาพไร้แอลกอฮอล์
ดารา ทอง (DARA TONG – 295฿)
ม็อกเทลแก้วนี้คือการท้าทายขนบของเครื่องดื่มอย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำ Grilled Napa Cabbage Steak หรือผักกาดขาวย่างไฟจนหอมกรุ่นมาเป็นตัวชูโรง กลิ่นไหม้ของผักที่โดนไฟ (Smoky Cabbage) ถูกสกัดออกมาอย่างละเมียดละไม ผสมผสานกับ House Blend Chili Powder สูตรพิเศษของทางร้านที่ให้ความเผ็ดร้อนติดปลายลิ้นเพียงบางเบา เปรียบเสมือนแสงสีทองดุจดาราที่ส่องประกายบนโต๊ะอาหาร รสชาติมีความซับซ้อน (Complex) และมีความเป็น Savory Drink ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เป็นเมนูที่สะท้อนเสาหลักเรื่อง Smoke และ Spice ได้อย่างชัดเจนที่สุด
แสงแรก (SAENG RAEK – 280฿)
ปิดท้ายด้วยความสดชื่นดุจการเริ่มต้นใหม่ในยามเช้า SAENG RAEK คือม็อกเทลที่รวมเอาความหวานหอมจาก Homemade Pomegranate (ทับทิมที่คั้นเองสดๆ) มาเจอกับความสะอาดบริสุทธิ์ของ Coconut Water (น้ำมะพร้าว) เพิ่มความเปรี้ยวที่สว่างไสวด้วย Lime (มะนาว) และไฮไลต์คือความหอมกรุ่นจาก Roasted Coconut (มะพร้าวคั่ว) ที่ถูกนำมาตกแต่งและปรุงรสให้มีกลิ่นอายของเปลวไฟเบาๆ เครื่องดื่มแก้วนี้ให้ความรู้สึกที่สดใส มีชีวิตชีวา และนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มล้างปากที่ช่วยเติมเต็มมื้ออาหารที่ Saffron Grill ให้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
บทสรุปจากพีทอ้วนชวนชิม
Saffron Grill ณ บันยันทรี กรุงเทพ คือหมุดหมายใหม่ของนักกินที่ต้องการมากกว่าแค่รสชาติ แต่คือการเสพศิลปะการปรุงอาหารที่เคารพต่อรากเหง้าและสิ่งแวดล้อม ทุกจานคือการเดินทางของเปลวไฟที่มอดไหม้อย่างมีความหมาย และควันที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวของเกษตรกรไทย หากคุณกำลังมองหามื้ออาหารที่ “ถึงใจ” ในรสชาติและ “ตราตรึง” ในการนำเสนอ Saffron Grill คือคำตอบที่คุณต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง
สำรองที่นั่งเพื่อสัมผัสประสบการณ์ Fleur and Flame:
- โทร: +66 (0) 2679-1200
- อีเมล: [email protected]
saffron grill banyan tree bangkok