Kinandleisure
    Facebook Twitter Instagram
    Trending
    • [Review] IGNIV Bangkok Winter Dinner 2025 เปิดประสบการณ์ “ศิลปะแห่งการแบ่งปัน” กับดินเนอร์ 19 คอร์สแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น ความสุข และรสชาติระดับมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ St.Regis Bangkok
    • [Review] เจาะลึกอรรถรสจากเปลวไฟ Saffron Grill, Banyan tree bangkok นิยามใหม่แห่งศิลปะการย่างด้วย ‘ฟืนและไฟไร้เตาแก๊ส’ บนยอดตึก ชั้น 53
    • [News] จิบชายามบ่าย New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden แสนน่ารัก
      ที่ Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel
    • [Review] The Silk Road ตำนานติ่มซำปั้นสด คำโต อร่อยเลิศ วัตถุดิบพรีเมียม ไร้ผงชูรส ณ The athenee Hotel, A Luxury Hotel Bangkok
    • [Review] Eat Me Restaurant การเดินทางของรสชาติระดับ Iconic แห่งมหานครกรุงเทพฯ ที่นิยามคำว่า “ไร้กาลเวลา”
    • [General] Gourmet One ผนึก Sturia ส่งตรง “IGP Caviar d’Aquitaine” คาเวียร์รักษ์โลกมาตรฐานสูงสุดจากฝรั่งเศส ด้วยรสชาติที่บริสุทธิ์และสดใหม่
    • [Review] ลัดเลาะริมเล สัมผัสไฟและกลิ่นอายทะเลที่ Rava Beach Club Beach Club ที่ใหญ่สุดในไทย อาหารสุดบรรเจิด ณ Banyan Tree Phuket
    • [News] Renaissance Bangkok Ratchaprasong เปิดตัว ‘Drag & Dazzle Sunday Brunch’ ซิกเนเจอร์บรันช์สุดตระการตา ณ Flavors
    Facebook Twitter Instagram
    Kinandleisure
    • Kin Reviews
      • Top Restaurant
      • French Cuisine
      • European Cuisine
      • German Cuisine
      • Italian Cuisine
      • Japanese Cuisine
      • Thai Cuisine
      • International Cuisine
      • Spanish Cuisine
      • tea lounge/Café & bakery
      • Chinese Cuisine
      • American Cuisine
      • Bar Drinks
      • Steak House
      • Vietnamese Cuisine
      • Korean Cuisine
      • Indian Cuisine
      • latin American
      • Steak House
    • K healthy
      • Kin Healthy
      • Healthy Living
    • Kin Articles
      • Kin General
      • Kin Cooking
      • Kin Seasonal
    • Kin Channel
    • Promo & Event
      • Kin Promo
      • Kin News
      • LifeStyle Promo & Event
    • K Travel&LifeStyle
      • Trip Review
      • Hotel Review
      • Spa & beauty
      • K Fashion
      • K Fit
      • Our Team เบื้องหลัง โฉมหน้าผู้สร้างเนื้อหา กิน ดื่ม เที่ยว โดยทีมงานคุณภาพ
    • K Living & Design
    Kinandleisure
    Home»Kin Reviews»European Cuisine»[Review] IGNIV Bangkok Winter Dinner 2025 เปิดประสบการณ์ “ศิลปะแห่งการแบ่งปัน” กับดินเนอร์ 19 คอร์สแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น ความสุข และรสชาติระดับมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ St.Regis Bangkok
    European Cuisine

    [Review] IGNIV Bangkok Winter Dinner 2025 เปิดประสบการณ์ “ศิลปะแห่งการแบ่งปัน” กับดินเนอร์ 19 คอร์สแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น ความสุข และรสชาติระดับมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ St.Regis Bangkok

    athiwat tripipitsiriwatBy athiwat tripipitsiriwatJanuary 30, 2026Updated:January 30, 2026No Comments4 Mins Read

    Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A

    โอกาสพิเศษวันนี้ ผมขอนำพาทุกท่านไปสัมผัสกับนิยามใหม่ของความอบอุ่นและการแบ่งปัน ณ IGNIV Bangkok “รัง” แห่งความรื่นรมย์ที่ผสมผสานความหรูหราแบบสวิสเข้ากับเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครได้อย่างลงตัว

    The Nest: ปรัชญาและบรรยากาศแห่งการโอบกอด

    คำว่า IGNIV (อิกนีฟ) แปลว่า “รัง” ในภาษาโรมานซ์ (Romansh) ซึ่งเป็นภาษาแม่ของเชฟผู้ก่อตั้งห้องอาหารแห่งนี้ Andreas Caminada เป็นผู้เลือกให้เป็นแรงบันดาลใจและ concept หลักของ IGNIV โดยหัวใจสำคัญของที่นี่ คือคอนเซปต์ การรับประทานร่วมกันในรังอันวิเศษและอบอุ่นเพื่อให้ Fine Dining Sharing Experience ที่มุ่งหวังให้ผู้รับประทานอาหารไม่ได้เพียงแค่ดื่มด่ำกับรสชาติ แต่ยังได้เชื่อมต่อและใช้เวลาร่วมกับคนรอบข้าง

    เมื่อก้าวเข้าสู่ร้าน คุณจะพบกับงานดีไซน์ของ Patricia Urquiola นักออกแบบชื่อดังชาวสเปนที่เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น “รังไหม” ที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว ผ่านการใช้ไม้ ผ้าทอมือ แจกัน และเฟอร์นิเจอร์บรอนซ์ที่สอดแทรกรายละเอียดทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างประณีต ผนังของร้านยังประดับด้วยผลงานศิลปะจากคอลเลกชันส่วนตัวของเชฟ Andreas ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดของ Vivian Suter หรือผลงานป๊อปอาร์ตของ Keiichi Tanami

    จุดที่น่าสนใจที่สุดคือป้ายไฟนีออนสีน้ำเงินคำว่า “FAKE” ที่ตั้งเด่นอยู่ปลายเคาน์เตอร์ครัว ป้ายนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทั้งทีมงานและแขกผู้มาเยือนละทิ้งความลวงหลอกในโลกภายนอก แล้วมาสัมผัสกับความจริงใจ (Authentic Experience) และความสุขที่แท้จริง


    The Visionaries: จากสวิตเซอร์แลนด์สู่ใจกลางกรุงเทพฯ

    ร้านนี้คือสาขาแรกนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ภายใต้การดูแลของ Head Chef Arne Riehn เชฟหนุ่มผู้ที่เริ่มต้นจากการเป็น Sous Chef และ Pastry Chef ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมในปัจจุบัน เชฟ Arne มีความโดดเด่นในการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับเมนูอาหารสวิสแบบร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์


    Winter Menu: การเดินทางผ่านรสชาติ 19 คอร์ส

    ประสบการณ์อาหารมื้อนี้ประกอบด้วยเมนูทั้งหมดรวม 19 รายการ ซึ่งแต่ละจานถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อต้อนรับฤดูหนาวตามมรดกทางวัฒนธรรมยุโรปของ IGNIV

    1. Amuse Bouche & Welcome Experience

    เริ่มต้นประสบการณ์ที่บริเวณบาร์และเคาน์เตอร์ครัว เพื่อดื่มด่ำกับเครื่องดื่มและทานของว่างพร้อมพูดคุยกับทีมเชฟ

    House Champagne – Leclerc Briant Extra Brut: แชมเปญที่ผลิตจากองุ่นสามชนิด ได้แก่ Pinot Noir, Chardonnay และ Pinot Meunier รสชาติโดดเด่นด้วยกลิ่นเฮเซลนัทคั่ว (Roasted Hazelnut) จากการบ่มในถังโอ๊ก ให้สัมผัสที่สดชื่นและเตรียมต่อมรับรสได้เป็นอย่างดี

    Amuse Bouche

    สำหรับ amuse bouche ของ winter set menu นี้ประกอบด้วย 4 เมนูเสิร์ฟบนจานแก้วที่คัดสรรมาอย่างดี พิเศษสำหรับแขกของ IGNIV โดยเฉพาะ โดนจะเริ่มไต่ระดับรสชาติจานจานแรกทีมีคาร์เวียร์และวนไปตามเข็มนาฬิกา

    • Beignet (เบนเย่): ฺเบนเย่ หรือ ขนมปังทอดสไตล์ฝรั่งเศส แปลตรงตัวได้ว่า Fritter หรือของทอด สำหรับใน amuse mouche จะเป็นแป้งทอดก้อนกลมเนื้อนุ่มทอปด้วยคาร์เวียร์ มอบรสสัมผัสที่เค็มมันและหรูหรา
    • Jicama (มันแกว): สอดไส้ด้วยพริกหวานสีแดงในน้ำมัน (Red Capsica in Oil) ตกแต่งด้านบนด้วยงาขี้ม่อน (Perilla Seed) และซอสซัฟฟรอนมายองเนส (Saffron Mayo)
    • White Asparagus (หน่อไม้ฝรั่งขาว): หน่อไม้ฝรั่งขาวคัดพิเศษ นำไปซูวีกับน้ำสต๊อกดาชิเพื่อให้ได้ความนุ่มและรสกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมมายองเนสทรัฟเฟิลและทรัฟเฟิลฝานสด
    • Smoked Mackerel (ปลาแมคเคอเรลรมควัน): เนื้อปลาแมคเคอเรลรมควันห่อด้วยหัวไชเท้าฝานบาง (Compressed Daikon) มีรสเผ็ดเล็กน้อยจากพริกฮาลาปินโญดอง (Pickled Jalapeno) และกลิ่นหอมจากโหระพาใบเล็ก (Shrubby Basil) ชิ้นนี้จะทิ้งรสชาติเข้มข้นให้เราตื่นเต้นก่อนจะไปสู่คอร์สหลัก เรียกได้ว่า ทั้ง 4 คำนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเรียกน้ำย่อยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “โชว์ของ” และบอกเล่าเรื่องราวของฤดูกาลผ่านวัตถุดิบระดับโลกและท้องถิ่นที่ถูกคัดสรรมาอย่าง “ละเอียดยิบ” ในแบบฉบับของ IGNIV ครับ

    2. Appetizers: มนต์เสน่ห์แห่งสีสันและรสชาติ

    หลังจากดื่มด่ำกับแชมเปญและ amuse bouche ต้อนรับสุดพิเศษแล้วเราก็จะได้รับเชิญให้ย้ายมาที่ห้องอาหารหลัก โดยคอนเซป Sharing Fine Dining ของ IGNIV คือ อาหารทุกคอร์สจะถูกนำเสนอมาเป็นชุดเพื่อแชร์กัน โดยเริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยทั้งหมด 8 คอร์ส แบ่งเป็นสองชุด

    ชุดที่หนึ่ง: รสชาติที่ไต่ระดับความสดชื่น

    • Langoustine – Carrot – Kimchi: กุ้งลางกูสทีนเนื้อหวานเซียร์จนได้ที่ เสิร์ฟพร้อมแผ่น chips ทำจากสแกลลอปอบกรอบ (Scallop Chips) ความพิเศษอยู่ที่การใช้ แครอท ในหลายรูปแบบเพื่อมอบความหวานธรรมชาติ และไฮไลท์คือ ซอสกิมจิ ที่ผ่านการปรุงให้มีรสเปรี้ยวเผ็ดนวลๆ แบบละมุน ไม่จัดจ้านจนเกินไป เพื่อส่งเสริมรสหวานของกุ้งลางกูสทีนครับ
    • Tomato – Parsnip – Fennel: มะเขือเทศกึ่งอบแห้ง (Semidried Tomato) เคียงคู่กับเฟนเนลย่างเพิ่มมิติด้วย Parsnip (พาร์สนิป) ที่ให้รสหวานและกลิ่นดินจางๆ เสริมทัพด้วย Mexican Cucumber (แตงโมเม็กซิกัน) ลูกจิ๋วที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่นเหมือนมะนาวผสมแตงกวา เป็นจานที่ช่วยล้างเพดานปากได้ดีเยี่ยม
    • Trout – White Turmeric – Red Chili: ปลาเทราต์ดอง (Pickled Trout) ที่ให้รสเปรี้ยวเค็มตัดกับซอสที่ทำจากขมิ้นขาวและพริกแดง เชฟใช้ความเผ็ดร้อนแบบไทยจาก พริกแดง มาสร้างสีสัน และที่ผมประทับใจมากคือการใช้ ขมิ้นขาว (White Turmeric) มาทำซอส ซึ่งขมิ้นขาวจะมีกลิ่นหอมสดชื่นและไม่ขมเท่าขมิ้นชัน มอบรสชาติที่ซับซ้อนและมีกลิ่นอายสมุนไพรเอเชียที่โดดเด่น
    • Kampachi – Leek – Ma Fueang: ปลากัมปาจิสด เสิร์ฟพร้อมเจลมะเฟืองที่ให้รสเปรี้ยวหอม เพิ่มความซับซ้อนด้วยน้ำมันต้นหอมและน้ำมันพริกแดง จุดเด่นคือ Ma Fueang Gel (เจลมะเฟือง) วัตถุดิบท้องถิ่นไทยที่ให้รสเปรี้ยวแหลมและหอมเป็นเอกลักษณ์ ตัดกับความหวานนุ่มของปลา เสริมความหอมด้วย Chive Oil (น้ำมันต้นหอม) และเพิ่มรสสัมผัสด้วย Leek (ต้นกระเทียม) ที่ปรุงจนนุ่ม
    • นอกจาก appetizers แล้วร้านจะเสิร์ฟอาหารคู่กับ Complimentary Bread: ขนมปังบาเกตคลาสสิกสูตรเฉพาะ และ Mushroom Brioche ที่หอมกลิ่นเห็ด ทานคู่กับ Yogurt Butter (เนยผสมโยเกิร์ตตีจนฟูเบา)

    ชุดที่สอง: ธีม “Beetroot” สีแดงเข้มสวยงาม

    • Sweetbread – Beetroot – Green Curry: จานนี้เชฟนำเสนอ อัญมณีชิ้นหนึ่งของวงการอาหารหรือต่อมไทมัส (Sweetbread) ซึ่งต่อมไทมัสนี้ในสมัยที่ค้นพบ พบว่าเป็ยส่วนของเครื่องในที่มีความหวานอ่อน ๆ ครีมมี่ และ bread จริง ๆ มาจากรากศัพท์โบราณ “Brǣd” ซึ่งแปลว่า “เนื้อสัตว์” (Flesh) หรือ “เนื้อย่าง” (Roasted Meat) ไม่ใช่ bread ที่ทำจากแป้งที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ดังนั้นคำว่า Sweetbread ที่แทนต่อมไทมัสนี้ จึงแปลตรงตัวได้ว่า “เนื้อที่มีรสชาติละมุน” เชฟนำ sweetbread สอดไส้แกงเขียวหวานรสชาติไทยๆ ตัดรสด้วยเปรี่ยวหวานบีทรูทเคทชัพ
    • Veal Tartare – Beetroot – Onion: วีลทาร์ทาร์เนื้อละเอียด ทานคู่กับหอมแดงดองและซุปกัซปาโช (Gazpacho) สีแดงจัดจ้าน เนื้อลูกวัวจะมีรสสัมผัสที่นุ่มละเอียด มีไขมันแทรกน้อยแต่ให้ความรู้สึก “Silky” หรือลื่นไหลในปากเมื่อรับประทานแบบดิบ รสชาติของมันจะมีความหวานอ่อนๆ และไม่ “คาว” หรือมีกลิ่นเนื้อที่แรงจนเกินไป ทำให้จานนี้เปิดรับรสชาติของส่วนผสมอื่นๆ ได้ดีเยี่ยมครับ อีกความพิเศษคือ เชฟเสิร์ฟพร้อมซุปเย็นสไตล์สเปน (Gazpacho) สีแดงสวย ซึ่งโดยปกติจะทำจากมะเขือเทศและผักรสเปรี้ยว เมื่อทานคู่กับทาร์ทาร์ มันจะเปลี่ยนจากจานเนื้อสับธรรมดาให้กลายเป็นจานที่มีความชุ่มฉ่ำและมีมิติของของเหลวเข้ามาเสริม
    • Oxtail – Beetroot: หางวัวปรุงสุกจนเปื่อย เสิร์ฟในรูปแบบซุปเข้มข้น ซึ่งเชฟเลือกใช้หางวัวซึ่งเป็นส่วนที่มี คอลลาเจน (Collagen) และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสูง เมื่อนำมาปรุงอย่างถูกวิธี คอลลาเจนเหล่านี้จะละลายกลายเป็น เจลาติน ซึ่งให้สัมผัสที่เหนียวหนึบ (Gelatinous) และเข้มข้นแบบที่เนื้อส่วนอื่นทำไม่ได้ รสชาติของมันจะมีความเป็นเนื้อ (Beefy) ที่รุนแรงและลึกซึ้งกว่าเนื้อสเต็กทั่วไปอย่างมาก ตัวความพิเศษของ Oxtail นั้นสะท้อนความใจเย็นของเชฟได้เป็นอย่างดี คือมันไม่สามารถเร่งรีบได้ เชฟ Arne ต้องใช้วิธีการ Braising (การเคี่ยวไฟอ่อน) เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพื่อให้เนื้อที่เคยเหนียวค่อยๆ เปื่อยจนแทบจะละลายในปาก (Fall-off-the-bone) การเคี่ยวนี้ยังช่วยให้น้ำซุปสกัดเอารสชาติจากกระดูกและไขกระดูกออกมาจนกลายเป็นน้ำสต๊อกที่ข้นคลักและมีมิติรสชาติที่ซับซ้อน

    3. Main Course: หัวใจสำคัญของฤดูหนาว

    ก่อนเริ่มจานหลัก คุณสามารถสั่ง Cocktail Signature ที่เป็น Gin Infuse Vanilla ซึ่งแก้วนี้จะทอปด้วยโฟมวานิลลา หอมกลิ่นกระวาน (Cardamom) และช็อกโกแลต หรือเลือกไวน์สวิสมาดื่มคู่กัน

    • Turbot – Asparagus – Chives: จานปลาในมื้อนี้เชฟเลือกใช้ ปลาเทอร์บอต (Turbot) ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาแห่งปลาแบน” (King of Flatfish) ลาเทอร์บอตโดดเด่นด้วยเนื้อที่มีสีขาวบริสุทธิ์และมีความแน่นหนึบ (Firm) มากกว่าปลาขาวชนิดอื่น เนื่องจากมีคอลลาเจนสูง เมื่อนำมาปรุงสุกในระดับที่พอดี เนื้อปลาจะหลุดออกเป็นลิ่มๆ อย่างสวยงามและมีความหวานธรรมชาติที่ลุ่มลึก นอกจากนั้นเชฟเสริมความสดชื่นด้วย หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) ที่ให้ความกรอบและกลิ่นเข้มของผักเขียว ตัดด้วยความหอมละมุนของ ต้นหอม (Chives) ที่ถูกสับละเอียดช่วยชูรสปลาให้เด่นชัดขึ้นโดยไม่กลบรสสัมผัสที่หรูหราของวัตถุดิบหลัก
    • Lettuce – Macadamia – Brown Butter: จานนี้คือข้อพิสูจน์ว่า IGNIV สามารถเปลี่ยนผักกาดแก้วที่เราคุ้นเคยให้กลายเป็นจานหรูได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผักกาดแก้วที่มีความหวานกรอบตามธรรมชาติ ผสมผสานกับความมันของถั่วแมคคาเดเมียและ Brown Butter ที่ให้รสหวานละมุน เป็นจานที่เล่นกับรสสัมผัส (Texture) และความหอมมันได้อย่างยอดเยี่ยม
    • Venison – Fermented Garlic – Speck: เมื่อพูดถึง Winter Menu ในยุโรป เนื้อกวาง (Venison) คือวัตถุดิบชั้นสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูกาลนี้ เชฟใช้เนื้อกวางนุ่มนวลไร้กลิ่นคาว ห่อด้วยแฮมสเป็ค (Speck Ham) ราดด้วย Venison Jus (ซอสที่เคี่ยวจากกระดูกและเนื้อกวางจนเข้มข้น) และเพิ่มมิติด้วย กระเทียมหมัก (Fermented Garlic) ที่มีรส Umami ลุ่มลึก ตัดรสด้วย กรีกโยเกิร์ต (Greek Yogurt) ที่มีความเปรี้ยวสะอาด ช่วยให้จานที่ดูหนักจานนี้มีความสมดุลและทานได้เรื่อยๆ
    • Endive – Panch Phoron – Hollandaise: เชฟนำ ผักเอนไดฟ์ (Endive) มาผ่านกระบวนการ ซูวี (Sous-vide) เพื่อควบคุมรสขมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันให้มีความละมุนและมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มพอเหมาะ โดยนอกจากผักเอนไดฟ์ซูวีแล้ว เชฟยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือการใช้เครื่องเทศ “Panch Phoron (ปัญจโฟรอน) ซึ่งเป็นเครื่องเทศเบงกอลรวม 5 ชนิด ได้แก่ เมล็ดยี่หร่า, มัสตาร์ดดำ, ฟีนูกรัก, เฟนเนล และไนเจลลา ให้กลิ่นหอมซับซ้อนคล้ายหอมแดงผสมพริกไทยปิดท้ายด้วย ซอสฮอลแลนเดซ (Hollandaise) เนื้อครีมมี่เนียนละเอียดที่ลงมาช่วยโอบอุ้มรสขมของเอนไดฟ์และกลิ่นเครื่องเทศให้กลายเป็นความกลมกล่อมที่น่าประทับใจครับ จานหลักชุดนี้เป็นการร้อยเรียงรสชาติที่ครบถ้วน ทั้งความสดชื่นจากปลา ความหวานมันจากผัก ความเข้มข้นลุ่มลึกจากเนื้อกวาง และความหอมอโรม่าจากเครื่องเทศ เป็นการจบพาร์ทของคาวได้อย่างสง่างามก่อนเข้าสู่ช่วงของหวานครับ

    4. Desserts & Tea: บทสรุปที่น่าประทับใจ

    • Strawberry – Yoghurt – Mexican Marigold: ตัวไอศกรีมทำจาก Strawberry Yoghurt ที่ให้รสสัมผัสเนียนละเอียดและรสชาติเปรี้ยวอมหวานสดชื่น เชฟเพิ่มความสนุกให้กับเนื้อสัมผัส (Texture) ด้วย Tapioca (สาคู) เม็ดจิ๋วที่ให้ความหนึบพอนุ่มนวล โรยด้วย กลีบกุหลาบ (Rose Petal) เพื่อมอบกลิ่นหอมดอกไม้จางๆ และตกแต่งด้วย Mexican Marigold ที่ให้กลิ่นอายสมุนไพรสดชื่นบางเบา เป็นการเปิดโลกของหวานด้วยความสดใสครับ
    • Gingerbread – “Chantaburi” Chocolate – Caramel: นี่คือการโคจรมาพบกันของตะวันตกและตะวันออก เชฟใช้ ขนมปังขิง (Gingerbread) ที่มีกลิ่นอายเครื่องเทศพริกไทยและขิงที่เป็นหัวใจของฤดูหนาวในยุโรป ผสานกับ “Chantaburi” Chocolate ช็อกโกแลตชั้นเลิศจากจังหวัดจันทบุรีที่มีคาแรกเตอร์รสชาติที่ลุ่มลึกและเป็นเอกลักษณ์ของโกโก้ไทย ราดด้วย คาราเมล (Caramel) หอมหวานอมเค็มนิดๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงทุกรสชาติให้เข้ากันอย่างกลมกล่อมและนุ่มนวล
    • Citrus – Cocoa Juice: เชฟเลือกใช้ ส้มโอ (Pomelo) วัตถุดิบชั้นดีของไทยที่ให้รสเปรี้ยวอมหวานและมีความฉ่ำน้ำ (Zesty) นำมาผสมผสานกับ Cocoa Juice (น้ำโกโก้) ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากเนื้อหุ้มเมล็ดโกโก้สด ให้รสชาติที่หอมหวานแปลกใหม่คล้ายผลไม้เขตร้อนแต่มีกลิ่นอายของช็อกโกแลตจางๆ จานนี้คือการล้างปากที่ชาญฉลาดและชูโรงวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างน่าภาคภูมิใจครับ
    • Banana Soufflé: เนื้อซูเฟล่มีความเบาบางราวกับก้อนเมฆ รสชาติหวานกำลังดีและหอมกลิ่น กล้วยหอม ที่สุกงอมเข้มข้น เมื่อตักลงไปจะพบกับความอุ่นและความนุ่มละมุนที่ละลายหายไปในปากทันที เป็นการปิดท้ายมื้ออาหารร้อนๆ ที่อบอุ่นหัวใจครับ
    • Signature Tea: การทานของหวานจะขาดเครื่องดื่มคู่ใจไปไม่ได้ และที่ IGNIV มีสัญลักษณ์ที่ทุกคนต้องจดจำ ความพิเศษอยู่ที่การเสิร์ฟชาอัญชัญสีน้ำเงินสวยใน ถ้วยแก้วสีเขียว Tiffany อันเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนด์ IGNIV ทั่วโลก ความตัดกันของสีน้ำเงินของน้ำชาและสีเขียวทิฟฟานี่ของแก้ว สร้างความประทับใจทางสายตา (Visual Pleasure) ที่ยากจะลืมเลือน และรสชาติของชาก็ช่วยตัดรสหวานของขนมได้อย่างดีเยี่ยมครับ

    5. The Candy Store: ความทรงจำก่อนกลับบ้าน

    ก่อนที่คุณจะก้าวออกจาก “รัง” แห่งนี้ ประสบการณ์สุดท้ายที่ถือเป็นไฮไลท์และธรรมเนียมปฏิบัติของ IGNIV คือการแวะที่ Candy Store ตู้ไม้บิลต์อินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยโหลแก้วบรรจุขนมหวานทำมือหลากชนิดไม่ว่าจะเป็น:

    Chocolate Nuts: ถั่วคั่วหอมมันเคลือบช็อกโกแลตเข้มข้น

    Fruit Jellies: เยลลี่ผลไม้รสเปรี้ยวหวานเคลือบน้ำตาล

    Madeleines: ขนมไข่สไตล์ฝรั่งเศสรูปทรงหอยเชลล์

    Canelés: ขนมทรงกระบอกผิวนอกกรอบเกรียมเนื้อในนุ่มหนึบ

    Panforte: ขนมผลไม้แห้งและถั่วสไตล์อิตาลีที่อัดแน่นด้วยรสชาติ

    การได้เลือกขนมเหล่านี้ใส่กล่องใบใหญ่กลับบ้าน คือการส่งแขกด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้คุณได้นำความทรงจำอันแสนหวานจาก IGNIV กลับไปแบ่งปันต่อที่บ้านครับ


    Winter Menu นี้พร้อมให้บริการท่านจนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ในราคา 5,500 บาท ++ ต่อท่าน หากท่านต้องการดื่มด่ำกับสุนทรียศาสตร์แห่งอาหารในบรรยากาศของ IGNIV BANGKOK ใน “รัง” ที่แสนพิเศษนี้

    Kin Review

    Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ  อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน ดื่ม คิดถึง Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์

    รูปและเนื้อหาทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของทาง Kinandleisure.com ไม่อนุญาตให้นำไปใช้จนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากทางผู้บริหาร หากฝ่าฝืนผู้บริหารพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    Share this:

    • Click to share on Facebook (Opens in new window) Facebook
    • Click to share on X (Opens in new window) X
    • Click to share on Threads (Opens in new window) Threads
    Previous Article[Review] เจาะลึกอรรถรสจากเปลวไฟ Saffron Grill, Banyan tree bangkok นิยามใหม่แห่งศิลปะการย่างด้วย ‘ฟืนและไฟไร้เตาแก๊ส’ บนยอดตึก ชั้น 53

    Related Posts

    [Review] The Silk Road ตำนานติ่มซำปั้นสด คำโต อร่อยเลิศ วัตถุดิบพรีเมียม ไร้ผงชูรส ณ The athenee Hotel, A Luxury Hotel Bangkok

    January 17, 2026

    [Review] Eat Me Restaurant การเดินทางของรสชาติระดับ Iconic แห่งมหานครกรุงเทพฯ ที่นิยามคำว่า “ไร้กาลเวลา”

    January 16, 2026

    [Review] ลัดเลาะริมเล สัมผัสไฟและกลิ่นอายทะเลที่ Rava Beach Club Beach Club ที่ใหญ่สุดในไทย อาหารสุดบรรเจิด ณ Banyan Tree Phuket

    January 10, 2026

    Comments are closed.

    • Recent Posts
    • POPULAR

    [Review] IGNIV Bangkok Winter Dinner 2025 เปิดประสบการณ์ “ศิลปะแห่งการแบ่งปัน” กับดินเนอร์ 19 คอร์สแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น ความสุข และรสชาติระดับมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ St.Regis Bangkok

    January 30, 2026

    [Review] เจาะลึกอรรถรสจากเปลวไฟ Saffron Grill, Banyan tree bangkok นิยามใหม่แห่งศิลปะการย่างด้วย ‘ฟืนและไฟไร้เตาแก๊ส’ บนยอดตึก ชั้น 53

    January 24, 2026

    [News] จิบชายามบ่าย New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden แสนน่ารัก
    ที่ Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    January 21, 2026

    [Review] The Silk Road ตำนานติ่มซำปั้นสด คำโต อร่อยเลิศ วัตถุดิบพรีเมียม ไร้ผงชูรส ณ The athenee Hotel, A Luxury Hotel Bangkok

    January 17, 2026

    [Review] Eat Me Restaurant การเดินทางของรสชาติระดับ Iconic แห่งมหานครกรุงเทพฯ ที่นิยามคำว่า “ไร้กาลเวลา”

    January 16, 2026

    [Review] IGNIV Bangkok Winter Dinner 2025 เปิดประสบการณ์ “ศิลปะแห่งการแบ่งปัน” กับดินเนอร์ 19 คอร์สแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น ความสุข และรสชาติระดับมิชลินสตาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ St.Regis Bangkok

    January 30, 2026

    [Review] เจาะลึกอรรถรสจากเปลวไฟ Saffron Grill, Banyan tree bangkok นิยามใหม่แห่งศิลปะการย่างด้วย ‘ฟืนและไฟไร้เตาแก๊ส’ บนยอดตึก ชั้น 53

    January 24, 2026

    [News] จิบชายามบ่าย New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden แสนน่ารัก
    ที่ Sindhorn Kempinski Bangkok Hotel

    January 21, 2026

    [Review] The Silk Road ตำนานติ่มซำปั้นสด คำโต อร่อยเลิศ วัตถุดิบพรีเมียม ไร้ผงชูรส ณ The athenee Hotel, A Luxury Hotel Bangkok

    January 17, 2026

    [Review] Eat Me Restaurant การเดินทางของรสชาติระดับ Iconic แห่งมหานครกรุงเทพฯ ที่นิยามคำว่า “ไร้กาลเวลา”

    January 16, 2026
    POPULAR

    “ฟัวกราส์” ถูกแบนแล้วในแดนแซมบ้า ห้ามซื้อห้ามขายห้ามกิน

    June 29, 2015

    เมล็ดมันแกวแก่ กินไม่ดีถึงตายไปหลายรายแล้ว!!!!

    June 30, 2015

    ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่ของกินของต้องห้ามในนิวยอร์กตั้งแต่วันนี้!

    July 2, 2015
    @KinlakeStars
    KINLAKESTARS.COM

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

     

    Loading Comments...