หากจะกล่าวถึง “สถาบัน” แห่งอาหารร่วมสมัยในกรุงเทพฯ ที่ยืนหยัดผ่านความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์มานานนับทศวรรษ Eat Me Restaurant คือชื่อแรกๆ ที่เหล่านักกินและ Connoisseur ทั่วโลกนึกถึง นี่คือพื้นที่ที่ผสมผสานความจัดจ้านของวัตถุดิบระดับพรีเมียม เข้ากับศิลปะการปรุงที่เหนือความคาดหมาย ภายใต้การนำของ Chef Tim Butler ผู้ยึดถือปรัชญา “Ingredient First” หรือการยกเอาความสดใหม่และจิตวิญญาณของวัตถุดิบตามฤดูกาลมาเป็นตัวเอกของจาน
วันนี้เราจะพาทุกท่านร่วมดื่มด่ำกับประสบการณ์ Dining 3 ชั้น ใจกลางซอยคอนแวนต์ ที่ซึ่งความหรูหรามาบรรจบกับความผ่อนคลาย และอาหารทุกจานคือบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม
เมื่อวัตถุดิบชั้นเลิศพบกับจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด
เริ่มต้นมื้อด้วยเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย และ Complimentary Bread ขนมปังฟอคคาเซียเนื้อนุ่มฟู ผิวหน้าหอมกรุ่น เสิร์ฟพร้อมน้ำมันมะกอกคุณภาพสูง และ “Dukka” หรือถั่วบดปรุงรสสไตล์ตะวันออกกลาง เพิ่มมิติด้วยความเปรี้ยวหวานของ Balsamic จากแบรนด์ Antonio Marras เป็นการเปิดสัมผัสรับรสที่น่าประทับใจ
Food
1. SEA URCHIN BRUSCHETTA (1650฿)
Tomato Salsa + Serrano Ham + Nori
หัวใจของมหาสมุทรที่วางตัวบนความกรอบแห่งดินแดนเมดิเตอร์เรเนียน นี่คือการนำเสนอ Umami ในรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด จานนี้โดดเด่นด้วยการใช้ Sea Urchin (Uni) เกรดพรีเมียมที่ส่งกลิ่นหอมไอทะเลจางๆ วางเรียงตัวอย่างประณีตบนขนมปังบรูสเก็ตต้าที่ย่างจนมีสีน้ำตาลทอง (Sourdough Base) เสริมความซับซ้อนด้วย Serrano Ham แผ่นบางเฉียบที่ผ่านการบ่มจนได้รสเค็มลุ่มลึก ตัดเลี่ยนด้วย Tomato Salsa รสเปรี้ยวสดชื่นที่ช่วยชูความหวานของอูนิให้เด่นชัดขึ้น ความอัจฉริยะอยู่ที่การเพิ่ม Nori (สาหร่าย) เพื่อดึงมิติรสชาติสไตล์เอเชียเข้ามาผสาน ในด้านการจัดจาน เชฟเลือกใช้จานโทนเข้มเพื่อขับเน้นสีส้มทองของไข่หอยเม่นให้โดดเด่น ราวกับงานศิลปะสมัยใหม่ที่เน้น Contrast ของสีและผิวสัมผัส (Texture) ทั้งความกรอบของขนมปัง ความหนึบของแฮม และความละมุนดั่งครีมสดของอูนิที่ละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น
2 GRILLED ABALONE (1150฿) (50G)
Phytoplankton + Scallion + Lime
ความเรียบง่ายที่ซ่อนไว้ซึ่งเทคนิคและความประณีตของวัตถุดิบ เป๋าฮื้อย่างจานนี้คือตัวแทนของความลุ่มลึก เชฟเลือกใช้เป๋าฮื้อขนาดกำลังดี (50G) นำไปจัดการด้วยเทคนิค Slow-cook ก่อนนำมา Grill จนได้กลิ่นหอม Smoky ที่เป็นเอกลักษณ์ สัมผัสที่ได้คือความนุ่มนวลแต่ยังคงมีความหนึบสู้ฟัน (Al dente bite) ที่น่าหลงใหล ความพิเศษอยู่ที่การใช้ Phytoplankton มาปรุงร่วมเพื่อสร้างกลิ่นอายทะเลที่เข้มข้นกว่าปกติ เสริมรสด้วย Scallion และการใช้ Lime สดบีบลงไปเพื่อสร้างความสว่างจากรสเปรี้ยวสดชื่นและกลิ่นซีตรัส ให้กับจานอาหาร จากรูปจะเห็นการจัดจานที่ดูเป็นธรรมชาติ (Organic Shape) วางอยู่บนเตียงของเกลือหรือวัสดุสีขาวที่ช่วยขับให้ตัวเปลือกเป๋าฮื้อและเนื้อด้านในดูมีคุณค่าราวกับอัญมณีจากท้องทะเลลึก เป็นจานที่พิสูจน์ว่าวัตถุดิบชั้นเลิศเมื่อผ่านมือที่เข้าใจรสชาติ ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งจนเกินงาม
3 WHITE ASPARAGUS & CAVIAR (900฿)
Manchego + Saffron + Jamon
สุนทรียะแห่งความนุ่มนวลและรสสัมผัสที่หรูหรา หน่อไม้ฝรั่งขาว (White Asparagus) วัตถุดิบเลอค่าตามฤดูกาลถูกนำเสนอในรูปแบบที่สง่างาม เชฟปรุงหน่อไม้ฝรั่งจนได้ความสุกที่พอดี เนื้อนุ่มนวลแต่ไม่เละ รสหวานตามธรรมชาติถูกขับเน้นด้วยซอสสีเหลืองทองที่ทำจาก Saffron ที่ให้กลิ่นหอมนวลและ Manchego Cheese ที่ให้รสเค็มมันลุ่มลึก ท็อปด้วย Caviar คุณภาพสูงที่ทำหน้าที่เป็น “Salt Burst” หรือการระเบิดรสเค็มเล็กๆ ในปากเมื่อเม็ดไข่แตกออก เสริมความเข้มข้นด้วย Jamon และขนมปังกรอบ (Crouton) ในแง่การพรีเซนต์ รูปภาพเผยให้เห็นการวางองค์ประกอบที่ดูผ่อนคลายแต่มีระเบียบ บนจานสีขาวสะอาดตาที่ช่วยให้สีเหลืองของซอสและสีดำของคาเวียร์ดูโดดเด่นดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง เป็นจานที่แสดงออกถึงความละเมียดละไมของ Chef Tim Butler อย่างชัดเจน
4. PAN SEARED SEA SCALLOPS & BUCATINI PASTA (1350฿)
Chilli + Herbs + Bo. Lan Fish Sauce
การปะทะกันของอารยธรรมตะวันตกและเครื่องปรุงชั้นครูของไทย จานพาสต้านี้คือจานที่แสดงถึงความกล้าหาญในการปรุง เส้น Bucatini (พาสต้าเส้นยาวที่มีรูตรงกลาง) ถูกต้มมาแบบ Perfect Al Dente คลุกเคล้ากับซอสรสจัดจ้านที่มีส่วนผสมของ Chilli และสมุนไพรสด ความลับระดับพระเอกคือการใช้ Bo.Lan Fish Sauce น้ำปลาเกรดพรีเมียมที่ผ่านการบ่มมาอย่างดี ให้กลิ่นและรสที่ลึกกว่าน้ำปลาทั่วไป หอยเชลล์ (Sea Scallops) ถูก Seared จนผิวหน้าเป็นคาราเมลสีสวย (Maillard Reaction) แต่เนื้อในยังคงความชุ่มฉ่ำและหวานเด้ง การจัดจานในชามก้นลึก (Deep Bowl) เน้นการโชว์เส้นที่ม้วนตัวอย่างเป็นระเบียบและหอยเชลล์ตัวโตที่วางเรียงรายอยู่ด้านบน โรยด้วยพาร์สลีย์สับละเอียด เพิ่มความหรูหราและกลิ่นสมุนไพรสดที่เตะจมูกทันทีที่ยกมาเสิร์ฟ
5. POTATO LEEK GRATIN (250฿)
เครื่องเคียงที่อบอวลด้วยความอบอุ่นและนุ่มนวล เมนูเครื่องเคียงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยการสไลด์มันฝรั่งบางๆ เรียงชั้นกับต้นหอมญี่ปุ่น (Leek) และครีมชีสที่เข้มข้น อบจนผิวหน้าเป็นสีน้ำตาลไหม้สวยงาม (Golden Crust) มอบกลิ่นหอมมันของนมและเนยที่เย้ายวนใจ เสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิกขนาดพอเหมาะที่เก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม เป็นคู่แท้ที่ช่วยส่งเสริมรสชาติของเมนูเนื้อได้อย่างไร้ที่ติ
6. AUSTRALIAN SALT BUSH LAMB RACK (1500฿)
Sunchokes + Goat Cheese + Rocket
นิยามใหม่ของแกะที่ปราศจากกลิ่นสาบ แต่เปี่ยมด้วยรสชาติของทุ่งหญ้า ซี่โครงแกะจานนี้ไม่ใช่แกะธรรมดา แต่เป็น Salt Bush Lamb จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแกะที่เลี้ยงในพื้นที่ที่มีพุ่มไม้เกลือ ทำให้เนื้อมีความเค็มธรรมชาติและรสชาติเข้มข้นกว่าแกะทั่วไป เชฟนำมาย่างจนได้ระดับความสุกที่สีชมพูสวยทั่วทั้งชิ้น (Medium Rare) กลิ่นย่างถ่านหอมกรุ่นเข้ากันได้ดีกับ Sunchokes (แก่นตะวัน) ที่ให้รสสัมผัสมันและหวานนิดๆ เสริมความเปรี้ยวและกลิ่นหอมด้วย Goat Cheese ที่มีความครีมมี่ ตัดเลี่ยนด้วยสลัด Rocket สดและถั่วกรุบกรอบ การจัดจานเน้นการโชว์กระดูกซี่โครงที่สะอาดตา (Frenched Rack) วางซ้อนกันอย่างมีพลังบนกองผักสลัดที่ดูสดชื่น เป็นจานหลักที่ให้ทั้งความอิ่มเอมและสุนทรียภาพในเชิง Rustic Fine Dining ที่สมบูรณ์แบบ
7. AUSTRALIAN WAGYU BEEF TENDERLOIN (1950฿)
Maitake Mushroom + RedWine Reduction + Rosemary
ความนุ่มนวลของเนื้อระดับตำนานและซอสเข้มข้น สันในวากิวออสเตรเลีย (Wagyu Tenderloin) คือบทสรุปของความหรูหราสำหรับคนรักเนื้อ เนื้อสัมผัสที่แทบจะละลายในปากเนื่องจากไข่แทรก (Marbling) ถูกนำมาย่างอย่างแม่นยำเพื่อกักเก็บน้ำรสเนื้อไว้ภายใน ราดด้วย Red Wine Reduction ซอสไวน์แดงที่เคี่ยวจนงวด ข้น และเงางาม ให้รสสัมผัสที่ลึกและซับซ้อน เคียงมากับ Maitake Mushroom ที่มีเนื้อสัมผัสเฉพาะตัวและกลิ่นหอมไม้ป่า เสริมด้วย Rosemary ที่ส่งกลิ่นหอมอโรม่าสร้างความรื่นรมย์ในระหว่างทาน จากรูปการณ์พรีเซนต์เน้นความสุขุมดุ่มลึก ใช้การปาดซอสไวน์แดงเป็นวงโค้งที่ขอบจาน (Sauce Smear) ช่วยสร้างทิศทางสายตาไปสู่ชิ้นเนื้อที่เป็นหัวใจสำคัญของจาน เป็นเมนูที่สะท้อนความถนัดของเชฟในการจัดการกับเนื้อแดงได้อย่างไร้ที่ติ
8. STICKY DATE PUDDING (390฿)
Hot Butterscotch Sauce +Vanilla Ice Cream
บทอวสานของมื้อที่อบอวลด้วยความหวานหอมและอุณหภูมิที่แตกต่าง ของหวานจานนี้คือความคลาสสิกที่ Eat Me รักษาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวพุดดิ้งทำจากอินทผลัม (Date) เนื้อนุ่มหนึบและมีความหวานตามธรรมชาติที่ลุ่มลึก ความพิเศษคือการราดด้วย Hot Butterscotch Sauce ที่ร้อนระอุ กลิ่นเนยและน้ำตาลไหม้หอมฟุ้งไปทั่วโต๊ะ ทานคู่กับ Vanilla Ice Cream เย็นจัดที่วางอยู่เคียงข้าง เมื่อตักทานพร้อมกันจะได้ความรู้สึกแบบ Warm & Cold Contrast ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสได้ดีเยี่ยม การจัดจานในชามสีขาวกว้างช่วยให้ซอสบัตเตอร์สก็อตที่ไหลเยิ้มดูสวยงามและน่ารับประทาน เป็นการปิดท้ายมื้ออาหารด้วยความประทับใจที่ไม่รู้ลืม
Drink
1. LAAB MOO ABOUT TOWN PALOMA (440฿)
Finlandia Vodka + Mint + Shallot + Coriander + Roasted Rice +
Lime + Serrano Ham
การนำรสชาติลาบหมูมาไว้ในแก้วด้วย Finlandia Vodka ผสานมินต์ หอมแดง ผักชี และข้าวคั่วที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ตกแต่งด้วย Serrano Ham แผ่นบางบนปากแก้ว มอบสัมผัส Savory ที่แปลกใหม่และสดชื่น
2. MIENG KHUM FA-RANG NEGRONI (440฿)
Havana 7 yr Dark Rum + Betel Leaf + Toasted Coconut + Shallot +
Ginger + Lime
การตีความเมนูเมี่ยงคำผ่าน Havana 7 yr Dark Rum ผสมใบชะพลู มะพร้าวคั่ว หอมแดง ขิง และมะนาว ให้รสชาติที่ซับซ้อน เผ็ดร้อนจางๆ และมีความหวานหอมจากน้ำตาลไหม้
3. KAENG OM (440฿)
Finlandia Vodka + Dill + Kaffir Lime Leaf + Lemongrass + Shallot +
Betel Leaf + Lime
ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากแกงอ่อมทางภาคอีสาน ใช้ Finlandia Vodka เบสร่วมกับผักชีลาว (Dill) ใบมะกรูด ตะไคร้ และหอมแดง นำเสนอในสีเขียวสดใสพร้อมใบผักชีลาวประดับ ให้กลิ่นสมุนไพรที่สะอาดและชัดเจน
4. FA-RANG (460฿)
Martin Miller`s Gin Infused Pink Guava + Cocchi Di Torino Dry +
Citric Acid + Fever-Tree Indian Tonic Water
เมนูสดชื่นที่ใช้ Martin Miller’s Gin แช่กับฝรั่งชมพู (Pink Guava) ผสม Cocchi Di Torino Dry และ Fever-Tree Tonic จัดจานในแก้วไวน์ทรงกว้าง ประดับด้วยผงสีชมพูที่ขอบแก้วและแผ่นฝรั่งอบแห้ง มอบรสสัมผัสที่เบาสบายและมีกลิ่นอายผลไม้เมืองร้อน
5 TOM YUM GOONG (440฿)
Grilled River Prawn Shell Infused Finlandia Vodka + Galangal +
Lemongrass + Kaffir Lime Leaf + Fish Sauce + Acid
ค็อกเทลที่ท้าทายที่สุดด้วยการนำเปลือกกุ้งแม่น้ำย่างมา Infused ใน Finlandia Vodka ผสานเครื่องต้มยำครบเครื่องอย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และเพิ่มมิติด้วยน้ำปลา ตกแต่งอย่างมินิมอลด้วยใบมะกรูดและพริกแดงเม็ดเล็กบนก้อนน้ำแข็งเหลี่ยมใส มอบรสชาติที่เผ็ดร้อน เปรี้ยว และนัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ทำไม Eat Me Restaurant ถึงเป็นจุดหมายที่ห้ามพลาด ?
- ความสดใหม่เหนือระดับ: วัตถุดิบทุกชิ้นมีแหล่งที่มาที่ยั่งยืน (Sustainably Derived) และเน้นการดึงรสชาติที่ดีที่สุดของฤดูกาลนั้นๆ
- บรรยากาศ 3 สไตล์: ไม่ว่าจะเป็นจิบเครื่องดื่มที่ Bar สุดชิคชั้นล่าง, ดินเนอร์สุดโรแมนติกที่ชั้นสอง หรือสังสรรค์แบบส่วนตัวที่ชั้นบนสุด
- Dining 7 วันต่อสัปดาห์: บริการอาหารจนถึงเวลา 01:00 น. ตอบโจทย์ Lifestyle คนเมืองที่ไม่เคยหลับใหล
Eat Me ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือ “ประสบการณ์” ที่รวบรวมความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงใจไว้ในทุกจาน หากคุณมองหาความพิเศษที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นี่คือคำตอบเดียวที่สั้นและชัดเจนที่สุด… “Eat Me”
ติดต่อ ไปชิม และจองได้ที่ :
OPEN EVERY DAY 5PM – 1AM
Last Order Kitchen & Bar 1AM
TELEPHONE 4PM – 6PM
+66 22380931
+66 812936326
SUNDAY BRUNCH 11AM – 5PM
Now every Sunday!
ADDRESS
1/6 Soi Phiphat 2, Convent Road, Silom,
Bangrak, Bangkok 10500, Thailand