Story : Pitsinee A. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วิจิตรตระการตา “The Blossom Garden” รสสดชื่น หน้าตาน่ารัก นิยามใหม่แห่งน้ำชายามบ่ายปี 2026 ณ Sindhorn Kempinski: เมื่อรสสัมผัสเหนือระดับบรรจบกับปรัชญาความยั่งยืน หากจะกล่าวถึงประสบการณ์จิบน้ำชายามบ่ายที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมและจิตวิญญาณในกรุงเทพฯ คงไม่มีที่ไหนเกินหน้า โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในปี 2026 นี้ เชฟได้ยกระดับชุดน้ำชา “The Blossom Garden” ให้กลายเป็นงานศิลปะที่กินได้ ท่ามกลางบรรยากาศล็อบบี้ระดับรางวัลโลก ความโดดเด่นไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติ แต่คือการนำวัสดุเหลือใช้อย่างใยมะพร้าวและแกลบข้าว มาเนรมิตเป็นชุดภูเขาและต้นซากุระที่ผลิบานอย่างยั่งยืน ในฐานะนักชิม ดิฉันขอพาทุกท่านไปเจาะลึก 11 เมนูไฮไลต์ที่อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบคำต่อคำ ศาสตร์แห่งความสดชื่นและของว่างคาว (Savoury Masterpieces) 1. Cherry Blossom Granita: บทเพลงโหมโรงแห่งฤดูใบไม้ผลิ เริ่มต้นด้วยการปลุกประสาทสัมผัสผ่านกรานิต้าสีชมพูอ่อนที่ละเมียดละไมดุจกลีบซากุระ เชฟใช้เทคนิคการปั่นเกล็ดน้ำแข็งแบบดั้งเดิมแต่ผสมผสานไซรัปกลิ่นซากุระนำเข้าและสตรอว์เบอร์รี่สด จนได้รสสัมผัสที่หวานหอมและเย็นชื่นใจ เพิ่มความสว่างของรสชาติด้วยเลม่อนสด กิมมิกสำคัญอยู่ที่การเสิร์ฟในดาร์กช็อกโกแลตขึ้นรูปคล้ายกะลามะพร้าว ซึ่งนอกจากจะตัดรสเปรี้ยวด้วยความขมของโกโก้แล้ว ยังสื่อถึงแนวคิดรักษ์โลกได้อย่างแยบยล เป็นเมนู Palate Cleanser ที่สมบูรณ์แบบก่อนเริ่มเข้าสู่เมนูหลัก 2. Scones and Condiments: นิยามใหม่ของความคลาสสิก สโคนของที่นี่ไม่ใช่แค่ขนมปังอบ แต่คือการบาลานซ์ระหว่างความกรอบนอกและนุ่มชุ่มฉ่ำใน เนื้อสัมผัสกึ่งร่วนซุยแต่ยังมีความเหนียวนุ่มของเนยแท้ โดยเฉพาะ Matcha and Red Bean Scone ที่ใช้มัทฉะเกรดพิธีการผสมกับถั่วแดงกวนละเอียด ให้กลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียวชัดเจน เสิร์ฟคู่กับ Clotted Cream เนื้อข้นคล้ายกำมะหยี่ และกิมมิกที่ผมประทับใจคือ Pineapple Jelly สูตรโฮมเมดที่มีความหวานซ่อนเปรี้ยวแบบผลไม้เขตร้อน ช่วยชูรสให้สโคนมีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำซากจำเพาะเพียงแค่แยมเบอร์รี่แบบเดิมๆ 3. Matjes Hausfrauenart: มรดกเยอรมันในรูปลักษณ์ร่วมสมัย เมนูนี้สะท้อนรากเหง้าของเคมปินสกี้ได้อย่างงดงาม ด้วยการนำ “ปลาแฮร์ริ่งหมัก” หรือ Matjes สไตล์แม่บ้านเยอรมันมาตีความใหม่ เนื้อปลาถูกหมักจนมีรสเค็มและเปรี้ยวที่นุ่มนวล คลุกเคล้ากับซาวครีมรสเข้มข้น แอปเปิ้ลสับที่ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบและความหวานสด…
Author: Kittin Assavavichai
ไอ้ฝรั่ง (Ai Farang) ร้านอาหารใจกลางย่านทองหล่อที่นำเมนูอาหารไทยมาตีความใหม่ผ่านมุมมองของเชฟชาวต่างชาติผู้หลงใหลในอาหารไทยและอาศัยในประเทศไทยมานาน ขอเชิญคู่รักที่กำลังมองหาช่วงเวลาอันแสนพิเศษ มาร่วมดื่มด่ำกับประสบการณ์วาเลนไทน์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเดือนแห่งความรัก พบกับค็อกเทลสูตรพิเศษประจำเทศกาล และเฉพาะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ สำหรับคู่รักที่มารับประทานอาหารร่วมกัน รับสปาร์กลิงโรเซ่เป็นเครื่องดื่มต้อนรับจำนวน 2 แก้ว และไอสกรีมแซนด์วิชปิดท้ายมื้อ เพื่อเติมเต็มบรรยากาศโรแมนติกให้สมบูรณ์แบบ สำหรับค็อกเทลซิกเนเจอร์ประจำวาเลนไทน์ ทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับ Mr&Mrs.Smith เริ่มที่ Mr.Smith ค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องดื่มมาร์ตินี่สุดคลาสสิกของเจมส์ บอนด์ อันเป็นสัญลักษณ์ของความสุขุมเหนือกาลเวลา โดยเวอร์ชันนี้ถูกปรับระดับความเข้มลงอย่างพอเหมาะ เพื่อให้เหมาะกับค่ำคืนแห่งความโรแมนติก ค็อกเทลแก้วนี้ผสานจิน เข้ากับดรายเวอร์มุธ และไซรัปซากุระ สามารถดื่มจับคู่กับอาหารได้อย่างลงตัว หรือจะต่อค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองหลังมื้อค่ำก็ได้อย่างสบาย ส่วน Mrs.Smith ค็อกเทลรสหวานอมเปรี้ยวที่ผสมผสานเตกีลา Aperol น้ำมะนาว และไซรัปซากุระ ตกแต่งขอบแก้วด้วยเกลือและพริกสเปนทาฮิน (Tajín) ซึ่งมีความเผ็ดเล็กน้อยช่วยสร้างรสชาติอันสมดุล ค็อกเทลแก้วนี้มีความสดชื่น ดื่มง่าย และแฝงความสนุกในทุกครั้งที่จิบ ค็อกเทลราคาแก้วละ 290 บาท ค็อกเทลวาเลนไทน์ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1–28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับความโรแมนติกแบบครบเซ็ต พร้อมเครื่องดื่มต้อนรับและไอสกรีมแซนด์วิช ให้บริการเฉพาะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และสงวนสิทธิ์สำหรับคู่รักเท่านั้น ไอ้ฝรั่ง ตั้งอยู่ที่ 113 ซอยทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17:00 – 24:00 น.สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร +66 63 145 7565 Kin PromoKinandleisure Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม…
Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สืบสาน ‘Fleur and Flame’ : รีวิว Saffron Grill บันยันทรี กรุงเทพ ในโลกของไฟน์ไดนิ่งที่มักขับเคลื่อนด้วยเตาแก๊สและเทคโนโลยีไฟฟ้าความร้อนสูง Saffron Grill (แซฟฟรอน กริลล์) ห้องอาหารน้องใหม่ล่าสุดในตระกูล Saffron อันเลื่องชื่อของ Banyan Tree Bangkok กลับเลือกที่จะหวนคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิมด้วยการใช้ “เปลวไฟและควัน” เป็นหัวใจหลักในการปรุงอาหาร ภายใต้แนวคิด “Fleur and Flame” (บุปผชาติและเปลวไฟ) ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารปิ้งย่างทั่วไป แต่คือการนำวัฒนธรรมการทำครัวไทยจากทั่วทุกภาคมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคสมัยใหม่บนรากฐานของความยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราที่โอบล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ไทย เปลวไฟในเกสร: เจาะรหัสสถาปัตยกรรมและจิตวิญญาณแห่ง Saffron Grill หากจะนิยามการมาเยือน Saffron Grill บนชั้น 52 ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ให้เห็นภาพชัดที่สุดในฐานะนักชิมผู้มีเทส ผมคงต้องหยิบคำว่า “The Choreography of Elements” หรือระบำแห่งองค์ประกอบมาอธิบาย เพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงร้านอาหารที่ตกแต่งสวยงาม แต่มันคือการออกแบบพื้นที่ (Spatial Design) ที่เล่นกับผัสสะของ “ความร้อนแรง” และ “ความอ่อนช้อย” ได้อย่างมีชั้นเชิง Concept: Fleur and Flame เมื่อธรรมชาติสบตากับเปลวไฟ หัวใจหลักของที่นี่คือคอนเซปต์ “Fleur and Flame” (พฤกษาและเปลวไฟ) ซึ่งเป็นการตีความอัตลักษณ์ไทยใหม่ (New Thai Identity) ที่ก้าวข้ามงานกนกหรือลายไทยประเพณี สถาปนิกเลือกใช้ Fleur แทนสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยกับพืชพรรณและงานหัตถศิลป์ ขณะที่ Flame คือพลังงานและจิตวิญญาณของการปรุงอาหารด้วยควันไฟและถ่านไม้ ภายใน (Interior Design): สุนทรียภาพแห่งความเปรียบต่าง เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ สิ่งแรกที่กระแทกสายตาคือการจัดการ Materiality หรือการใช้เลือกใช้วัสดุที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างชัดเจน The Radiant…
โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาจิบน้ำชายามบ่ายกับ New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราโอ่โถงของล็อบบี้ ที่ได้รับรางวัล Best Hotel Lobby Interior of Thailand and Best International Hotel Lobby Interior จาก International Property Awards ลิ้มลองรสชาติอันละเมียดของเมนูชุดชายามบ่าย New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden ที่ทีมเชฟได้รังสรรค์ขึ้น เสิร์ฟคู่กับชาระดับพรีเมี่ยมหลากหลายชนิดให้คุณได้เลือกตามความชอบ รวมทั้งชาสมุนไพรออร์แกนิก ชงโดยทีมาสเตอร์ หรือพนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านชาของโรงแรมฯเริ่มต้นด้วย Cherry Blossom Granita เมนูเพิ่มความสดชื่นก่อนจิบชา ที่รังสรรค์จากไซรัปกลิ่นซากุระผสานความหอมของกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ เติมความสดชื่นด้วยความเปรี้ยวของเลม่อน นำไปแช่เย็นและนำมาปั่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชมพูอ่อนละมุ่นละไมเสิร์ฟในดาร์กช็อกโกแลตที่ถูกดีไซน์ให้ดูละม้ายคลายกะลามะพร้าวขนาดกระทัดรัด กรุ่นกลิ่นความหอมกับเมนูของว่างยามบ่ายกับ สโคนสูตรต้นตำรับสุดคลาสสิค และ สโคนมัทฉะผสมถั่วแดงสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมโฮมเมดเจลลี่สัปปะรด, แยมเชอร์รี่ และ คล็อตเต็ดครีม อิ่มอร่อยกับ แซนวิชแซลม่อนรมครัน (Smoked Salmon Open Sandwich) – แซลม่อนรมควันสอดไส้ด้วยไข่ปลาแซลม่อน เสิร์ฟบนขนมปังฟักทองโรยผสมธัญญพืชด้วยครีมไข่แดงและเจลแตงกวา พายไก่สูตรพิเศษ (Yen Ta Fo Chicken Dome) – แป้งพานิปุลิอบกรอบเสิร์ฟในรูปแบบโดมสอดไส้ด้วยสลัดไก่ผสมซอสเย็นตาโฟผสมมายองเนส เจลส้ม และใบมิ้นต์, มัทเยส ฮาวส์ฟราวน์อาร์ท (Matjes Hausfrauenart) – เนื้อปลาแฮร์รริ่งหมักผสมซอสครีมเปรี้ยว (Sour Cream) ผสมแอปเปิ้ลสับ เสิร์ฟในมันฝรั่ง, โทรตส์สลัดเนื้อปู (Crab Toast) – สลัดเนื้อปูเสิร์ฟบนขนมปังฟักทอง เสิร์ฟพพร้อมเจลสตรอว์เบอร์รี่ ซอสสตรอว์เบอร์รี่ และซอสพอนสึ ปิดท้ายเมนูของคาวด้วย ทาร์ตฟัวร์กรา (Foie Gras…
ความหรูหราและความยั่งยืนไม่ใช่เส้นขนานอีกต่อไป เมื่อ Gourmet One ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารชั้นเลิศระดับพรีเมียมของประเทศไทย ร่วมกับ Sturia แบรนด์คาเวียร์ชั้นนำระดับโลกจากฝรั่งเศส จัดงานเปิดตัวคาเวียร์มาตรฐานใหม่ IGP Caviar d’Aquitaine พร้อมมอบประสบการณ์ลิ้มรสคาเวียร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในโอกาสนี้ มร. โลรองต์ ดูโล (Mr. Laurent Dulau) ผู้อำนวยการใหญ่ของ Caviar Sturia ได้เดินทางมาถ่ายทอดเรื่องราวและความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมคาเวียร์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IGP (Indication Géographique Protégée) หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเปรียบเสมือน “Green Label” ที่สะท้อนถึงแหล่งกำเนิดที่แท้จริง การเลี้ยงดูอย่างมีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด มรดกแห่งความเป็นเลิศ 4 ทศวรรษจากฝรั่งเศส “Sturia เติบโตมาพร้อมกับการฟื้นฟูสายพันธุ์ปลาสเตอเจียน และในปี 2026 นี้ เราจะฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์” มร. โลรองต์ ดูโล กล่าว “เราคือผู้บุกเบิกเทคนิคการเพาะเลี้ยงและยังคงรักษาขนบธรรมเนียมการทำคาเวียร์แบบดั้งเดิมของฝรั่งเศสไว้ ซึ่งถือเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน” ด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดของ IGP Caviar d’Aquitaine เช่น การไม่ใช้ถั่วเหลือง GMO, ปลอดสารปฏิชีวนะ 100% และการจำกัดความหนาแน่นของปลาในบ่อเลี้ยง (Low-density farming) เพื่อลดความเครียดและปล่อยให้ปลาเติบโตอย่างสงบในน้ำที่บริสุทธิ์ ปัจจัยเหล่านี้คือ Sine Qua Non หรือเงื่อนไขสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการผลิตคาเวียร์ที่มีรสชาติบริสุทธิ์และเนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบ สัมผัสศิลปะแห่งรสชาติ: คาเวียร์ 3 อัตลักษณ์จาก Sturia ภายในงานได้มีการนำเสนอคาเวียร์ 3 รุ่น เพื่อให้เห็นความแตกต่างของสายพันธุ์และกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์: Caviar Oscietra: ผลิตจากปลาสเตอเจียนสายพันธุ์ Acipenser Gueldenstaedtii โดดเด่นด้วยไข่เม็ดสีสันสวยงามเป็นประกายเขียวเหลือบทอง โดดเด่นด้วยรสชาติที่ซับซ้อน ที่มีความเค็มแบบทะเลลึก ผสานกับรสสัมผัสที่ยาวนานแบบเนยแข็ง อาโวคาโด และทิ้งท้ายด้วยความมันแบบถั่วเปลือกแข็ง สะท้อนความหรูหราในระดับสากล Caviar Vintage: ผลิตจากสายพันธุ์ Acipenser Baerii เม็ดไข่มีสีเขียวเข้มเงางาม ขนาดปานกลาง…
ความสนุกกลับมาอีกครั้งที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ เติมสีสันและความคึกคักรับต้นปี ด้วยการเปิดตัว ‘Drag & Dazzle Sunday Brunch’ บุฟเฟ่ต์บรันช์ซิกเนเจอร์วันอาทิตย์ ณ ห้องอาหารเฟลเวอร์ส (Flavors) ที่ผสานประสบการณ์อาหารระดับพรีเมียมจากห้องอาหารนานาชาติของโรงแรม เข้ากับความบันเทิงสุดตื่นตาจากการแสดงแดร็กโชว์อันเปี่ยมพลัง จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 12.00–15.00 น. เชิญชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุข ความสนุก และเติมเต็มบรรยากาศด้วยสีสันและพลังแห่งการแสดงจากเหล่าแดร็กควีนของ House of Heals เริ่มต้นความอร่อยด้วยซีฟู้ดออนไอซ์สุดอลังการที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพทั้งล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้าคิงแคร็บ กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่ และหอยนางรมสดใหม่จากฝรั่งเศส เกาหลี ต่อด้วยมุมซูชิและซาชิมิระดับพรีเมียมจากสเตชั่นอาหารญี่ปุ่น อาทิ แซลมอน ทูน่า ทาโกะ และวากิวนิกิริ เสริมด้วยสเตชั่นเนื้ออบและกริลล์ไฮไลต์ ไม่ว่าจะเป็นบีฟเวลลิงตัน แซลมอนนอร์เวย์อบ ซี่โครงแกะอบ และบอสตันล็อบสเตอร์เสิร์ฟพร้อมซอสเทอร์มิดอร์สูตรซิกเนเจอร์ อิ่มอร่อยต่อเนื่องกับเมนูเด่นจากห้องอาหารชื่อดังของโรงแรม ตั้งแต่เป็ดอบไม้ลิ้นจี่และหมูกรอบจากห้องอาหาร Fei Ya ไปจนถึงพาสต้าและพิซซ่าทำสดใหม่ พร้อมทรัฟเฟิลริซอตโตชีสวีล เมนูซิกเนเจอร์จาก La Tavola เพิ่มความคึกคักด้วยไลฟ์สเตชันอีกหลากหลาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว บาร์บีคิวย่างร้อน ๆ และผัดไทยสูตรเฉพาะของ Flavors ปิดท้ายประสบการณ์บรันช์อย่างสมบูรณ์แบบด้วยของหวานหลากหลาย ทั้งเค้กช็อกโกแลตลาวา ข้าวเหนียวมะม่วง เจลาโต้โฮมเมด ฮันนีโทสต์สดจากเตา และขนมไทยนานาชนิด Kin News Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน…
เปิดผลงานคอลแลบน่าจับตาส่งท้ายปีกับ Jim Thompson by LISA VON TANG เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลก หยิบ “ผ้าไทย” มาครีเอต “รีสอร์ตแวร์” ในสไตล์ East Meets West จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย ยังคงพาผ้าไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยผลงานคอลแลบแห่งปีร่วมกับ Lisa Von Tang (ลิซ่า วอน แทง) ดีไซเนอร์ชาวจีน-เยอรมันที่ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่สิงคโปร์ ในคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ร่วมรังสรรค์ผลงานรีสอร์ตแวร์จากผ้าสุดไอคอนิกของจิม ทอมป์สัน พร้อมดึงแรงบันดาลใจในการออกแบบจากศิลปะสไตล์ Chinoiserie ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ ผลงานคอลเลกชันนี้มี Lisa Von Tang เป็นผู้ออกแบบและได้ บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของธุรกิจแฟชั่น แบรนด์จิม ทอมป์สัน ร่วมคัดสรรผ้าที่เหมาะกับดีไซน์และซิลลูเอต โดยคอลเลกชันนี้มาในคอนเซปต์ Resort Wear with an Urban Edge ที่ตั้งใจให้ไอเทมทุกชิ้นสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้จริง ๆ ทั้งวันทำงาน ออกงานอีเวนต์ รวมถึงวันไปเที่ยวที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างความสบายและสไตล์ที่ดูดี บี อินทวงศ์ พิถีพิถันในการคัดเลือกผืนผ้าที่สะท้อนความสวยงามและผิวสัมผัสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของผ้าจิม ทอมป์สันจากฝีมือคนไทย ทั้งผ้าไหม ลินิน แจ็กการ์ด ที่มอบทั้งความพลิ้วไหวและน้ำหนักที่ทิ้งตัวพอดี สอดรับกับซิลลูเอตสุดชิคของไอเทมในคอลเลกชัน ส่วน Lisa Von Tang ก็ได้พาผ้าไทยไปโลดแล่นบนผลงานคัตติ้งสุดเนี้ยบที่เน้นโชว์ความงามตามธรรมชาติของเนื้อผ้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าหัตถศิลป์ไทยและความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ธุรกิจแฟชั่น จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “หัวใจของคอลเลกชันนี้คือ ‘ผ้า’ เพราะนี่คือดีเอ็นเอของจิม ทอมป์สัน ลิซ่านำผ้าจิม ทอมป์สันไปตีความผ่านมุมมองร่วมสมัยในสไตล์ Urban จนได้เป็นดีไซน์ที่สดใหม่ ทั้งการเล่นกับเทกซ์เจอร์ การพับผ้าให้เห็นผืนผ้าทั้งสองด้าน และการโชว์ความสวยแบบดิบ ๆ ของเส้นใย สไตล์ที่มีโมเดิร์นทวิสต์แบบนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของผ้าไทยบนรันเวย์โลก เราดีใจที่ได้ร่วมงานกับลิซ่าเพื่อพาหัตถศิลป์เมืองไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น” Lisa Von Tang เสริมว่า “ฉันตั้งใจคือการออกแบบแฟชั่นที่ช่วยส่งพลังและเติมความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ ผลงานของฉันมักสะท้อนการหลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าและโลกยุคใหม่ ตลอดจนการเบลนด์สไตล์ของโลกตะวันออกกับตะวันตก…
ในวันที่อากาศเมืองไทยร้อนระอุ คงไม่มีเครื่องดื่มชนิดไหนที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีไปกว่า “Highball” แก้วเย็นจัดที่มีพรายฟองโซดาซ่าสลับกับกลิ่นหอมบางๆ ของวิสกี้ แต่รู้หรือไม่ว่า… เบื้องหลังความซ่าที่ดูเรียบง่ายนี้ กลับแฝงไปด้วยวัฒนธรรมและความประณีตระดับจิตวิญญาณ ล่าสุดในงาน “Highball Seminar” โดย ซันโทรี่ โกลบอล สปิริตส์ เราได้มีโอกาสเจาะลึกความลับนี้ผ่านมุมมองของ คุณไทชิ ซาซากิ (Taichi Sasaki) ชายผู้ครองตำแหน่ง Master of Whisky คนแรกของญี่ปุ่น ผู้ที่จะมาเปลี่ยนนิยามการดื่มของคุณไปตลอดกาล “ความประณีต” หัวใจสำคัญของวิสกี้ญี่ปุ่นที่มัดใจคนทั้งโลก เมื่อถามถึงนิยามของ Japanese Whisky คุณซาซากิให้คำสั้นๆ แต่กินใจว่า “ความประณีต” ย้อนกลับไปกว่า 100 ปีที่แล้ว Suntory คือผู้บุกเบิกวิสกี้ในญี่ปุ่น โดยไม่ได้ตั้งเป้าแค่การเลียนแบบต้นฉบับจากตะวันตก แต่เป็นการสร้างสรรค์รสชาติที่ “ประณีตเพื่อคนญี่ปุ่น” ทั้งในแง่ของวัตถุดิบ สถานที่บ่ม และทักษะการปรุง (Craftsmanship) จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Identity) ที่สะท้อนปรัชญาตะวันออกได้อย่างงดงาม 3 กฎเหล็ก “ชง Highball ให้เหมือนบาร์ระดับโลก” ทำเองที่บ้านได้ไม่ยาก คุณซาซากิเผยว่า เคล็ดลับที่ทำให้ Highball ที่บาร์มีรสชาติดีกว่าชงเอง คือ “รายละเอียด” และนี่คือ 3 กฎทองที่คุณต้องจำ: ตู้เย็นคือเรื่องสำคัญ: ห้ามแช่วิสกี้รวมกับเนื้อสัตว์หรือผักสดเด็ดขาด! เพราะกลิ่นอาหารจะซึมผ่านฝาเข้าไปทำลายอโรมาของวิสกี้จนเพี้ยน โซดาต้องเย็นจัด: โซดาที่ไม่เย็นพอจะทำให้น้ำแข็งละลายเร็ว และฟองฟูฟ่องน้อยลง ความซ่าจะหายไปในพริบตา แก้วต้อง Coldจัด: ต้องแช่แก้วด้วยน้ำแข็งและคนจนแก้วเย็นจัดก่อนรินวิสกี้ เพื่อรักษารสชาติให้คงที่ตั้งแต่จิบแรกจนหยดสุดท้าย เริ่มต้นอย่างไรดี? คำแนะนำสำหรับ “มือใหม่” เข้าสู่วงการ สำหรับใครที่อยากลองก้าวเข้าสู่โลกของวิสกี้ คุณซาซากิมีสูตรลัดแนะนำ: แก้วแรกในชีวิต: แนะนำ Suntory Kakubin โดยเลือกเป็น Blended Whisky ก่อน เพราะดื่มง่าย รสชาติไม่หนักเกินไป เมื่อคุ้นเคยแล้วค่อยขยับไปสัมผัสความซับซ้อนของ Single Malt สายเข้ม สายลุย: หากชอบรสชาติที่ชัดเจน มีกลิ่นวานิลลาและคาราเมลจากข้าวโพด ต้องลอง Jim…
บันยันทรี กรุงเทพ เปิดตัวห้องอาหารแห่งใหม่ล่าสุด แซฟฟรอน กริลล์ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยผ่านการปรุงด้วยไฟอย่างพิถีพิถัน นับเป็นบริบทใหม่ที่ต่อยอดจาก แซฟฟรอน แซฟฟรอน สกาย การ์เด้น และแซฟฟรอน ครูซ ด้วยแนวคิดการนำวัฒนธรรมการย่างแบบไทยมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคสมัยใหม่ นำเสนอควบคู่รากเหง้าทางวัฒนธรรมอาหารไทยอันลึกซึ้ง การออกแบบของ แซฟฟรอน กริลล์ ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด เฟลอร์ แอนด์ เฟรม (Fleur and Flame) ที่หลอมรวมธรรมชาติและเปลวไฟให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล Fleur สะท้อนสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยกับพืชพรรณ พิธีกรรม และงานหัตถศิลป์ ขณะที่ Flame ถ่ายทอดพลัง การเคลื่อนไหว และจิตวิญญาณของการปรุงอาหารไทยด้วยเปลวไฟและควัน สร้างบรรยากาศร่วมสมัยที่ยังคงยึดโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีความยั่งยืนเป็นรากฐานของทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบไปจนถึงการลดวัตถุดิบเหลือใช้ แซฟฟรอน กริลล์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ เกษตรกรและผู้ผลิตในประเทศ อาทิ ไก่คลองไผ่ฟาร์มโคราชจังหวัดนครราชสีมา ปลาแม่น้ำจากนครสวรรค์ และกลุ่มผู้เพาะเมล็ดพันธุ์จากเชียงใหม่ หัวใจของครัว แซฟฟรอน กริลล์ ขับเคลื่อนด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ ควันไฟ (Smoke) เครื่องเทศ (Spice) และความยั่งยืน (Sustainability) ผ่านแนวคิดการปรุงอาหารโดยไม่ใช้แก๊ส ใช้เพียงถ่าน ฟืน และเทคนิคการทำครัวแบบไทย เพื่อรังสรรค์เมนูหล่อหลอมขึ้นจากทั้งเปลวไฟและกาลเวลา ผสานเทคนิคการย่างด้วยเปลวไฟเข้ากับกระบวนการดอง หมัก บ่ม และดรายเอจ เพื่อยกระดับรสชาติและเนื้อสัมผัสให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น แนวคิดของ แซฟฟรอน กริลล์ ยังหยั่งรากจากความสัมพันธ์ของคนไทยกับไฟในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ครัวในบ้าน อาหารในตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเมนูพิเศษเพื่อการเฉลิมฉลองในงานเทศกาล เมนูซิกเนเจอร์ถ่ายทอดแรงบันดาลใจเหล่านี้ผ่านการนำเสนอร่วมสมัย อาทิ เนื้อปลาดุกย่างกับนํ้าปลาหวานและผักกูด ยำขนมจีนแซลมอนย่าง ไข่มดแดงคั่วเนื้อดิบ เนื้อสันนอกย่าง 3 นาที ราดนํ้ามันกระเทียม ปลาจาระเม็ดหมักหมักเครื่องนํ้าพริกตาแดงนครสวรรค์ย่าง ข้าวโพดเทียนย่างนํ้าผึ้งดอกลำไย และไอศกรีมข้าวโพดย่าง และอีกมากมาย แซฟฟรอน กริลล์ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่รวบรวมภูมิปัญญาจากทั้งสี่ภาคของไทย ตั้งแต่ความหอมสดชื่นของสมุนไพรภาคเหนือ ความเผ็ดร้อนและกลิ่นข้าวคั่วของภาคอีสาน ความจัดจ้านจากอาหารทะเลและเครื่องเทศของภาคใต้ ไปจนถึงรสชาติละมุนกลมกล่อมแบบภาคกลาง ผ่านการย่างที่ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคการปรุงเท่านั้น แต่คือวิถีด้านการกินและการทำครัวที่สร้างแรงบันดาลใจและความใคร่รู้ พร้อมกับสร้างความประทับใจที่ตราตรึงยาวนาน แม้เปลวไฟจะมอดดับไปแล้ว ดาวน์โหลดรูปภาพได้ที่:Saffron Grill…
ให้เทศกาลแห่งความสุขนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เราขอเชิญคุณมาเฉลิมฉลองในบรรยากาศอันอบอุ่นและงดงาม ไม่ว่าจะเป็นมื้อค่ำสุดพิเศษหรือกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม เราพร้อมเติมเต็มช่วงเวลาของคุณให้เต็มไปด้วยความประทับใจ โอเซชิ – เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความมงคลและเจริญรุ่งเรืองตามวิถีญี่ปุ่น โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอนำเสนอ “โอเซชิ เรียวริ จูบาโกะ” กล่องเบนโตะเพื่อเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สุดพิเศษจากห้องอาหารยามาซาโตะ ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างเชี่ยวชาญโดยมาสเตอร์มาสเตอร์เชฟ ชิเงรุ ฮากิวาระ ที่มีจำนวนจำกัด กล่องเบนโตะอันวิจิตรนี้รวบรวมศิลปะอาหารญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความหมายมงคล ทั้งความอุดมสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และโชคลาภที่กำลังจะมาถึง สีสันที่สดใสและศิลปะการจัดวางอันประณีตงดงาม นี่คือของขวัญสุดพิเศษที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นอันล้ำค่าและเหมาะสำหรับมอบให้คนที่คุณรัก ชุดกล่องเบนโตะ “โอเซชิ เรียวริ” (Osechi Ryori) เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ณ ห้องอาหารยามาซาโตะ ในราคา 9,990 บาท ต่อกล่อง โดยการสั่งซื้อต้องชำระเงินล่วงหน้าและยืนยันการสั่งซื้อก่อนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 สามารถรับกล่อง โอเซชิ เรียวริ ได้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึงเวลา 18:00 น. เท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อ ติดต่อ 02 687 9000 หรืออีเมล [email protected] โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ส่งมอบความอร่อยของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองด้วยเมนูพิเศษ ดังนี้ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข พร้อมดื่มด่ำไปกับประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน เพื่อให้คุณได้ใช้ช่วงเวลาอันน่าจดจำและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งการเฉลิมฉลองอย่างมีระดับ Festive Celebrations at The Okura Prestige Bangkok…