Author: Kittin Assavavichai

เฟยยา (Fei Ya) ห้องอาหารจีนกวางตุ้งระดับรางวัลเจ้าของนิยาม “เป็ดบิน” พร้อมสะกดทุกสายตาอีกครั้งกับการพลิกโฉมครั้งสำคัญ นำเสนอเรื่องราวบทใหม่ของวัฒนธรรมอาหารจีนที่ผสมผสานรากเหง้าอันทรงคุณค่าเข้ากับวิสัยทัศน์ร่วมสมัย เพื่อจุดประกายความเย้ายวนใจ และเชื่อมโยงผู้คนทุกเจเนอเรชันเข้าด้วยกันอย่างราบรื่นผ่านเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของ เชฟ เจอร์รี่ ลี (Chef Jerry Li) เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟอาหารจีนคนใหม่ของห้องอาหารเฟยยา ผู้พกพาประสบการณ์การทำงานในโรงแรมหรูระดับนานาชาติมานานกว่าทศวรรษ ทั้งในจีน ตะวันออกกลาง และมัลดีฟส์ จนหล่อหลอมเป็นความเข้าใจในรสนิยมอาหารจีนระดับสากลอย่างลึกซึ้ง เชฟเจอร์รี่ยึดปรัชญาอันแน่วแน่ว่า “อย่าให้กระแสนิยมมากลบตัวตน แต่จงสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานของประเพณีดั้งเดิม” นำมาสู่คอนเซปต์การจับคู่รสชาติระดับโลกเข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศเพื่อเชื่อมต่อความแตกต่างระหว่างวัย โดยไฮไลท์เด่นคือการนำวัตถุดิบพรีเมียมจากนานาชาติมาเพิ่มมิติให้กับเมนูจีนดั้งเดิมอย่างมีสไตล์ ทว่ายังคงให้เกียรติในรสสัมผัสคลาสสิกอย่างแท้จริง เมนูใหม่แนะนำ: ไฮไลท์แห่งการค้นพบรสชาติสัมผัสความแปลกใหม่ด้วยคอลเลกชันเมนูไฮไลท์ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเปิดมิติแห่งการทานอาหารจีนกวางตุ้งร่วมสมัย เริ่มต้นด้วย Wrapped wild vegetables with black truffle sauce หรือถุงทองผักตามฤดูกาลและซอสทรัฟเฟิล เมนูจีนคลาสสิกที่เพิ่มความหรูหราด้วยกลิ่นอายจากตะวันตกได้อย่างมีระดับ ต่อด้วย Traditional Braised Pork Belly with Five Spices & Bamboo Shoots หมูสามชั้นตุ๋นเครื่องเทศและหน่อไม้ตำรับดั้งเดิม ที่ให้รสชาติเข้มข้นเนื้อนุ่มละมุนลิ้น เสิร์ฟคู่กับหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ สำหรับผู้ที่ชอบความสร้างสรรค์ไม่ควรพลาด Kung Pao Chicken Wings with Minced Shrimp ปีกไก่ยัดไส้กุ้งสับ ผัดซอสกงเปารสจัดจ้าน ที่เป็นการจับคู่ความกรอบนุ่มเข้ากันได้อย่างลงตัว ส่วนผู้ที่มองหาความสดชื่นและเบาสบายท้อง ห้องอาหารพร้อมเสิร์ฟ Double-boiled Chicken Soup with Coconut ซุปไก่ตุ๋นในลูกมะพร้าวอ่อน ที่มอบรสสัมผัสหอมหวานกลมกล่อมจากน้ำมะพร้าวธรรมชาติและช่วยคืนความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ปลุกความตื่นเต้นให้ประสาทสัมผัสด้วย Poached Chicken with Sichuan Spicy Sauce and Peanut ไก่แช่เหล้าซอสพริกเสฉวนและถั่วลิสง เติมเต็มความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ และปิดท้ายความอร่อยอย่างมีสไตล์ด้วย Crispy Tiger Prawns with Wasabi Mayo กุ้งลายเสือทอดกรอบซอสวาซาบิมายองเนส เมนูร่วมสมัยที่ดึงความสดเด้งเต็มคำของกุ้งมาผสานกับซอสรสชาติโดดเด่นโดนใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ ความคลาสสิกที่คิดถึง: เป็ดปักกิ่งเฟยยา เมนูซิกเนเจอร์ห้ามพลาด แม้เฟยยาจะเปิดรับแรงบันดาลใจและรสชาติร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์และคุณภาพที่เป็นหัวใจของห้องอาหารมาโดยตลอด โดยมี…

Read More

Grand Nikko Bangkok Sathorn เฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก้าวแรกของแบรนด์ Grand Nikko ในประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและความหมายอันเป็นมงคล โรงแรม Grand Nikko Bangkok Sathorn ได้จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการด้วยพิธี “คางามิ บิรากิ” (Kagami Biraki) ธรรมเนียมสำคัญของญี่ปุ่นที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยการเปิดฝาถังสาเกเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความรุ่งเรือง และความสำเร็จ เพื่อเฉลิมฉลองการถือกำเนิดของโรงแรม Grand Nikko แห่งแรกในประเทศไทยอย่างสมเกียรติ ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ อาทิ นายฮิโรอากิ โอดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Fuyo General Lease Co., Ltd., นายมาซากาซุ โฮโซกาวะ กรรมการผู้แทนและประธานบริษัท Nishimatsu Construction Co., Ltd., ฯพณฯ มาซาโตะ โอตากะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำราชอาณาจักรไทย, ดร.เลิศลักษณ์ ลีลารุ่งแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร, นายฮิโรมิจิ ฮานาบุสะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส Japan Overseas Infrastructure Investment Corporation for Transport & Urban Development (JOIN), นายฮาร์เมน ดับเบลาร์ ผู้จัดการทั่วไปของ Grand Nikko Bangkok Sathorn และนายโทชิฮิโระ โอกิตะ ประธานและกรรมการผู้แทน บริษัท Hotel Okura Co., Ltd. การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ Grand Nikko ในการขยายอาณาจักรการบริการออกนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก พร้อมนำมาตรฐานการต้อนรับอันเลื่องชื่อในแบบญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โรงแรมตั้งอยู่บนถนนสาทร ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ระดับแนวหน้าของกรุงเทพมหานคร รายล้อมด้วยศูนย์กลางการเงิน อาคารสำนักงานชั้นนำ ร้านอาหารระดับพรีเมียม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง Grand Nikko Bangkok Sathorn ถ่ายทอดหัวใจของ “โอโมเตะนาชิ” (Omotenashi)…

Read More

Austrade จับมือ MLA และ Gourmet One โชว์ศาสตร์และศิลป์แห่งเนื้อแกะออสเตรเลีย ชูแบรนด์พรีเมียม “Ambassador Lamb” นุ่ม ไร้กลิ่นสาบ ตอบโจทย์เชฟไทยรังสรรค์เมนูสไตล์ Thai Twist สำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย (Austrade) และองค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อวัว เนื้อแกะและปศุสัตว์ประเทศออสเตรเลีย (MLA) ร่วมกับ บริษัท กูร์เมท์ วัน (Gourmet One) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารพรีเมียมชั้นนำของเมืองไทย ประกาศความสำเร็จในการจัดงาน “The Australian Lamb Sensory Experience 2026” ภายในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก THAIFEX – Anuga Asia 2026 เพื่อร่วมกันถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์แห่งเนื้อแกะออสเตรเลียเกรดพรีเมียม ยกระดับองค์ความรู้ และเปิดประสบการณ์ด้านรสสัมผัสครั้งใหม่ให้แก่วงการอาหารไทย ปัจจุบัน เนื้อแกะออสเตรเลียได้รับการยอมรับในตลาดโลกในฐานะโปรตีนคุณภาพระดับพรีเมียม ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ให้คุณภาพสม่ำเสมอ ความหลากหลายของชิ้นส่วนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับเมนูอาหารหลายรูปแบบ และระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ออสเตรเลียในฐานะประเทศผู้ส่งออกเนื้อแกะรายสำคัญของโลก สามารถสนับสนุนการจัดส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจอาหารและผู้บริโภคที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตลาดเนื้อแกะในประเทศไทยจะได้รับความนิยมจากเชฟรุ่นใหญ่และผู้บริโภคยุคใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ (Pain Point) ที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มยังคงลังเลคือ “กลิ่นสาบ” อันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อแกะ ภายในงานนี้จึงได้มีการเปิดตัวและเจาะลึกวัตถุดิบระดับไอคอนิกอย่างแบรนด์ “Ambassador Lamb” ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่เชฟโรงแรมระดับ 5 ดาว และร้านอาหารระดับ ท็อปของเมืองไทย เพื่อมาทลายข้อจำกัดดังกล่าวและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอาหารไทย ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับเกียรติจาก เชฟณัฐ – ณัฐศศิ หนู (Chef Nu Lady Butcher) ตัวแทนเชฟหญิงไทยคนแรกและคนเดียวในโครงการ Aussie Beef Mates – Thailand มาร่วมรังสรรค์เมนูพิเศษและถ่ายทอดเทคนิคการปรุงเนื้อแกะแบรนด์ “Ambassador Lamb” ผ่านศาสตร์แห่งรสสัมผัส โดยเผยถึง 3 จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แบรนด์นี้ครองใจเชฟชั้นนำ ได้แก่ เนื้อแกะอายุน้อย สายพันธุ์เนื้อโดยเฉพาะ (Prime Lamb): คัดสรรเฉพาะแกะอายุน้อยจากสายพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อการบริโภคเนื้อโดยเฉพาะ มอบเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนเป็นพิเศษและมีความชุ่มฉ่ำในทุกคำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปรุงอาหารที่ต้องการความสมบูรณ์แบบระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining)…

Read More

เมื่อวันเสาร์ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่คือรันเวย์แห่งรสชาติอิตาเลียนแท้ Patitta P. Writer/ Pol.Capt.Kittin A. Editor ในโลกแห่งสุนทรียศาสตร์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน วันเสาร์ไม่ใช่เพียงแค่วันหยุดพักผ่อนธรรมดาๆ ค่ะ แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการเฉลิมฉลองชีวิต มิตรภาพ และครอบครัวที่ชาวอิตาเลียนเรียกกันว่า “Sabato Italiano” สัปดาห์นี้ ดิฉันมีโอกาสได้รับคำเชิญให้ไปสัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันสุดสัปดาห์ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ ห้องอาหาร La Scala โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์อาหารอิตาเลียนในรูปแบบ All You Can Eat ที่รังสรรค์ขึ้นโดย เชฟ Andrea Cetani หัวหน้าเชฟผู้หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติดั้งเดิม ซึ่งดิฉันขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาในฐานะคนในวงการอาหารมาหลายทศวรรษเลยว่า นี่คือหนึ่งในมื้อกลางวันวันเสาร์ที่สร้างความตื่นเต้น เจาะลึก และประทับใจให้กับดิฉันมากที่สุดในรอบปี เพราะเชฟไม่ได้ทำบุฟเฟต์เพื่อเน้นปริมาณ แต่เป็นการยกมาตรฐาน Fine Dining มาให้เราทานได้ไม่อั้นต่างหากค่ะ บรรยากาศภายในห้องอาหาร La Scala ยังคงเปี่ยมไปด้วยความหรูหราทันสมัย แฝงความลุ่มลึกด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงละครโอเปร่าชื่อดัง ทว่าในมื้อวันเสาร์นี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา แสงแดดอ่อนๆ ยามเที่ยงที่ทอดผ่านกระจกบานใหญ่สะท้อนเข้ากับสเตชั่นอาหารที่จัดวางไว้อย่างวิจิตรบรรจง ราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เชฟ Andrea Cetani ได้เลือกใช้แนวคิดการสะท้อนเอกลักษณ์อันหลากหลายของภูมิภาคต่างๆ ในอิตาลี ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ผ่านวัตถุดิบนำเข้าคุณภาพสูงและการปรุงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ต่อจากนี้ดิฉันจะพาทุกท่านไปเจาะลึกในทุกๆ รายละเอียดของสเตชั่นไฮไลท์แบบคำต่อคำ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า… สายกินระดับลึกห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ 1. The Majestic Oyster Bar: อัญมณีแห่งท้องทะเลสดกับหอยนางรมพรีเมียม 3 สายพันธุ์ • Fine de Claire Oysters (หอยนางรมฟินเดอแคล) เริ่มต้นการเดินทางรสชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วย “Fine de Claire” หอยนางรมระดับตำนานจากชายฝั่งลุ่มน้ำ Marennes-Oléron ประเทศฝรั่งเศส ความพิเศษของสายพันธุ์นี้อยู่ที่กรรมวิธีการเลี้ยงอันเป็นเอกลักษณ์ โดยจะนำหอยไปขุนต่อในบ่อโคลนน้ำกร่อยธรรมชาติที่เรียกว่า “Claire” ทำให้เนื้อหอยซึมซับรสชาติของแร่ธาตุและสาหร่ายทะเลเฉพาะถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม สัมผัสแรกที่ลิ้นของดิฉันสัมผัสคือความเค็มสดชื่นจางๆ ของน้ำทะเลแท้ๆ (Briny) ก่อนจะตามด้วยรสหวานละมุนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อสัมผัสมีความนุ่มนวลฉ่ำน้ำแต่ไม่เหลวจนเกินไป เชฟ Andrea…

Read More

อิกนิฟ แบงคอก (รางวัลมิชลิน 1 ดาว) ณ ชั้น 1 โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ พร้อมเสิร์ฟเมนูใหม่ เมนูฤดูร้อนทั้ง 19 จาน โดยเมนูได้แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของ “รสเปรี้ยว” ที่เป็นหนึ่งในที่เป็นเสน่ห์สำคัญของอาหารไทย ที่ให้ความสดชื่น จับคู่รสชาติอื่น ๆ ได้อย่างสนุกสนาน ให้ทุกคนได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของฤดูร้อนในแบบของไทย พร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็นตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในฤดูกาลนี้ ทีมเชฟนำเสนอรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย เข้มข้น จัดจ้าน มาเป็นแรงบันดาลใจ โดยเลือกใช้ผักและผลไม้หน้าร้อนของไทยมาเป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะเป็น บ๊วยดอง มะขาม มะกอกไทย ใบมะกรูด เมล็ดแตงโม และมะละกอดิบ นำมาสร้างสรรค์เป็นมิติของรสเปรี้ยวที่สดใสตัดด้วยรสหวานละมุนอย่างลงตัว เมนูจานเด่นที่ไม่ควรพลาดของฤดูกาลนี้ ได้แก่ ไอศกรีมโคน – มะม่วง – มะขาม โคนโฮมเมดกรุบกรอบทานคู่กับมะม่วงสุก รสหวานตัดกับรสเปรี้ยวของมะขาม หอยเชลล์ – เมล็ดแตงโม – ส้มโอ เชฟเลือกใช้เมล็ดแตงโมมาแทนถั่วเพื่อเพิ่มความมันแต่ยังคงรสสัมผัสเบาสบาย ชวนให้นึกถึงแตงโมผลไม้คลายร้อนยอดฮิตของไทย และเติมความสดชื่นของเนื้อส้มโอ ปลาเทราต์ – บ๊วยดอง – พริก เนื้อปลาเทราต์หวานนุ่ม เสิร์ฟคู่กับซอสบ๊วยดองสไตล์ไทยที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่น ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความหวานละมุนติดปลายลิ้น ทาร์ทาร์เนื้อสไตล์ไทย – ไข่แดง – มะกอกไทย เมนูฟิวชันที่ยกระดับเมนูเนื้อดิบสับเมนูยอดนิยมของชาวสวิส มาคลุกเคล้ากับข้าวคั่วหอม ๆ ในแบบไทย และเพิ่มความนุ่มละมุนลิ้นด้วยไข่แดงออนเซ็น ปิดท้ายประสบการณ์ด้วย แคนดี้สโตร์ (Candy Store) อันเป็นซิกเนเจอร์ของอิกนีฟ ที่ให้ทุกท่านเลือกขนมที่ชื่นชอบกลับบ้าน เป็นของที่ระลึกจากมื้ออาหารอันน่าจดจำ ลิ้มลองรสชาติของเมนูฤดูร้อนที่ อิกนีฟ แบงคอก ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เมนูฤดูร้อน: 19 จาน…

Read More

สัมผัสรสชาติอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ 9 ปีซ้อน ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านอาหารไทยผ่าน ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ 20 พฤษภาคม 2569 – เสน่ห์จันทน์ ร้านอาหารไทยที่ได้รับรางวัลระดับมิชลินสตาร์ต่อเนื่องตลอด 9 ปีซ้อน เปิดตัว เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) นิยามใหม่ของอาหารไทยระดับเอ็กคลูซีฟ ที่รังสรรค์เสน่ห์แห่งศาสตร์และศิลป์ของเมนูอาหารไทยผ่านมุมมองสไตล์ร่วมสมัย ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) จะนำเสนอเมนูที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ถ่ายทอดศิลปะอาหารไทยดั้งเดิมผ่านมุมมองร่วมสมัยอย่างละเมียดละไม ภายใต้บรรยากาศของโรงแรมฯ ที่หรูหราโอบล้อมไปด้วยสวนสีเขียวในใจกลางกรุงเทพฯ เสน่ห์จันทน์ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลในเสน่ห์ของอาหารไทย ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ถ่ายทอดตำรับอาหารโบราณหายาก ผ่านทีมเชฟผู้เชี่ยวชาญที่การคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมเทคนิคการปรุงที่ประณีต ไปจนถึงการนำเสนอที่งดงามในทุกองค์ประกอบ ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้ ร้านเสน่ห์จันทน์จึงได้รับการยกย่องจาก MICHELIN Guide อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับเกียรต์ให้เป็น One of Thailand’s Most Distinguished Culinary Destinations ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านอาหารที่โดดเด่นที่สุดของประเทศไทยอีกด้วย สำหรับ เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) ครั้งนี้ ทีมเชฟได้นำเสนอแนวคิด“Bringing back the timeless charm of Saneh Jaan through a contemporary lens” หรือ “หวนคืนสู่มนต์เสน่ห์แห่งรสชาติเหนือกาลเวลาของเสน่ห์จันทน์ ผ่านมุมมองสไตล์ร่วมสมัย” โดยคัดสรรเมนูที่โดดเด่นสร้างชื่อให้กับร้านตลอดหลายปีที่ผ่านมา นำมารังสรรค์ให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งแก่นแท้ของรสชาติ ความละเอียดอ่อน และจิตวิญญาณของอาหารไทยไว้อย่างครบถ้วน ชุดเมนูสำรับไทยมื้อกลางวัน “จันทน์ปรุง” ชุดเมนูสำรับไทยมื้อค่ำ “จันทน์ปรางค์” ลิ้มลองเมนูอาหารตำรับไทยแท้ที่ถูกออกแบบผ่านสองเส้นทางแห่งรสชาติ ได้แก่ ชุดเมนูสำรับไทยมื้อกลางวัน…

Read More

มหาปรากฏการณ์แห่งรสชาติ 4 ดาว! Purple Laurel chef Yu Bin จับมือ เชฟชุมพล แจ้งไพร รังสรรค์ค่ำคืนสุดวิจิตร “Two Realms, One Table”เตรียมพบกับหน้าประวัติศาสตร์ใหม่แห่งวงการไฟน์ไดนิ่ง เมื่อ Purple Laurel ร้านอาหารระดับลักชัวรี ประกาศเปิดตัวเชฟคอลลาบอเรชันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ภายใต้ธีมสุดสะท้อนอารมณ์ “Two Realms, One Table” (สองอาณาจักร หนึ่งโต๊ะอาหาร) การโคจรมาพบกันครั้งสำคัญระหว่าง เชฟอวี่ ปิน (Chef Yu Bin) ปรมาจารย์ผู้ปลุกตำนานอาหารเจียงหนาน (Jiangnan) ให้มีชีวิตโลดแล่นในยุคโมเดิร์น และ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟมิชลินสตาร์ผู้เป็นไอคอนิกแห่งวงการอาหารไทยจากร้าน R-Haan ร่วมกันรังสรรค์ประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษเพียง 2 ค่ำคืนเท่านั้น ในวันที่ 31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน นี้ “Two Realms, One Table” เมื่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลอมรวมเป็นหนึ่ง นิยามของ “Two Realms, One Table” คือการเฉลิมฉลองการเดินทางมาบรรจบกันของสองโลกแห่งศิลปะการกิน ดึงเอาเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารจีนเจียงหนานที่มีความละเมียดละไม มาผสานเข้ากับความจัดจ้าน ทรงพลัง และประณีตตามแบบฉบับอาหารไทยชั้นสูง โดยเชฟทั้งสองท่านได้ร่วมกันตีความเมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ไฮไลต์ของค่ำคืนนี้ แขกผู้มีเกียรติจะได้ดื่มด่ำกับวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน อาทิ: เนื้อปูสดหวาน และ แฮมจินหัว (Jinhua Ham) วัตถุดิบเลื่องชื่อจากจีน กุ้งแม่น้ำไทยตัวโต เนื้อเด้งทรงพลัง เมนูคอร์สหลักสุดพิเศษ จากเนื้อเป็ดและเนื้อวัวเกรดพรีเมียม Joint Dessert เมนูของหวานปิดท้ายค่ำคืนที่เชฟทั้งสองร่วมกันดีไซน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ตลอดมื้ออาหารจะถูกยกระดับด้วย Tea Pairing ศาสตร์แห่งการจับคู่ชาที่คัดสรรมาทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เพื่อขับเน้นรสชาติของแต่ละจานให้โดดเด่นและกลมกล่อมอย่างที่สุด รายละเอียดการจองและค่ำคืนมื้อพิเศษ งานเลี้ยงสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะจัดขึ้นเพียง 2 วันเท่านั้น โดยแบ่งเป็น: คืนวันที่ 31 พฤษภาคม: รอบ Exclusive…

Read More

เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหารบิสโทร เดอ ลา แมร์ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ 13 พฤษภาคม 2569 – โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาสัมผัสความอร่อยของเซทเมนูมื้อกลางวัน Menu Du Jour โดยเชฟสลาโวเมีย โควาลิค – เชฟ เดอ ควีซีน (Chef de Cuisine Slawomir Kowalik) ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมมารังสรรค์อย่างพิถีพิถันให้คุณได้เลือกลิ้มลอง ที่ห้องอาหารบิสโทร เดอ ลา แมร์ ชั้น 19 พบกับเซทเมนูมื้อกลางวันสไตล์ French Mediterranean ที่มีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบ 2 คอร์ส และ 3 คอร์ส เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีให้เลือกทั้ง สลัดกุ้งเสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาวพร้อมซอสสไตล์สเปนสูตรพิเศษ (Poached Tiger Prawns) หรือ ตับไก่เสิร์ฟพร้อมขนมปังบนิยอช (Chicken Liver Pâté) หรือ ซุปมะเขือเทศย่าง (Roasted Tomato Soup) เสิร์ฟพร้อมทาร์ทาร์มะเขือเทศจากเชียงใหม่ และพาร์เมซานชีสทอดกรอบ ตามด้วยเมนูจานโปรดที่มีให้คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็น ปลาเฮคจากทะเลเมดิเตอเรเนียน (Atlantic Hake Fillet) เสิร์ฟพร้อมถั่วแขกและมันฝรั่งญ๊อกกี้ หรือ สตูว์ไก่สไตล์ฝรั่งเศส (Red Label Chicken Blanquette) เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาว ถั่วลันเตา ซอสเห็ดแชมปริญอง และข้าวหอมมะลิ หรือ สเต็กเนื้อวากิวสันนอก (Wagyu Beef Striploin) เสิร์ฟพร้อมซอสบัตเตอร์บอร์ดิเยร์ ที่ปรุงด้วยเนยเกรดพรี่เมี่ยม มันบด และผักเคียง ปิดท้ายมื้อกลางวันสุดพิเศษด้วยเมนูของหวานที่มีให้เลือกลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น เลม่อน ทาร์ต (Lemon Tart) มูสไวท์ช็อกโกแลตครีมชีสสอดไส้ด้วยแคนดี้รสมะนาวเสิร์ฟพร้อมทาร์ตเลม่อนฟินองเซีย หรือ คอฟฟี่…

Read More

สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการสังสรรค์สไตล์อิตาเลียนในช่วงสุดสัปดาห์กับ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ La Scala ที่พร้อมถ่ายทอดรสชาติอาหารอิตาเลียนต้นตำรับผ่านความอบอุ่นของการบริการและประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภายใต้การรังสรรค์โดยเชฟ Andrea Cetani ผู้หลงใหลในศิลปะการทำอาหารอิตาเลียน พร้อมนำเสนอเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียนในหลากหลายภูมิภาค ผ่านวัตถุดิบคุณภาพและรสชาติอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ อิ่มอร่อยกับไลน์อาหารคุณภาพที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ทั้งแอนติพาสตี้ โคลด์คัทและชีสนำเข้า ฟอคคาเซียอบสด พิซซ่าโฮมเมด ซีฟู้ดสดใหม่ พาสต้าและริซอตโตโฮมเมด เมนูบาร์บีคิว และของหวานสไตล์อิตาเลียนหลากหลายรายการ เมนูแนะนำ อาทิ Fettuccine Truffle เสิร์ฟพร้อมพาร์เมซานครีมและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, Rigatoni Cacio e Pepe, Risotto di Mare ริซอตโตซีฟู้ดพร้อมคาลามารีรากู, ซี่โครงแกะย่างบาร์บีคิว หอยนางรมสด รวมถึงของหวานโฮมเมด เช่น La Scala Tiramisu เจลาโต และขนมอบสไตล์อิตาเลียนตามฤดูกาล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยซิกเนเจอร์สปาร์กลิงค็อกเทล อาทิ Peach Bellini, Negroni Sbagliato, Venetian Spritz, Hugo Spritz และ La Scala Limoncello Sabato Italiano Saturday Lunch เปิดให้บริการในวันเสาร์ที่กำหนดเวลา 12.00 – 14.30 น. ในราคา 2,200++ บาทต่อท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร +66 (0) 2344 8888 หรืออีเมล [email protected] เกี่ยวกับโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ คือโอเอซิสแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา โรงแรมหรูระดับลักชัวรีจำนวน 210 ห้องพัก และเป็นสมาชิกของ Small Luxury…

Read More

ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! รีวิว Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ): ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok โดย พีทชิมชิมพาเพลิน เอาล่ะครับมิตรรักนักกินทั้งหลาย วันนี้พีทคนเดิมจะขอพาทุกท่านขยับขยายพื้นที่ความอร่อยมาที่ถนนวิทยุ มุ่งหน้าสู่ชั้น 3 ของโรงแรม Conrad Bangkok ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง KiSara (คิซาระ) วันนี้ไม่ได้มาทานอะลาคาร์ททั่วไปนะครับ แต่พีทตั้งใจมาพิสูจน์ปรากฏการณ์ “บอสตันล็อบสเตอร์” ในรูปแบบ Omakase 10 คอร์ส ที่เชฟแอบกระซิบว่ารังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองความสดใหม่ของราชาแห่งท้องทะเลแห่งแดนอินเดียแดงโดยเฉพาะ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่ KiSara (คิซาระ) ผมสัมผัสได้ทันทีถึงการตีความ “ความหรูหราแบบญี่ปุ่น” ในมิติที่น่าสนใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่มีกลิ่นอายเซนแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง ความสงบนิ่ง (Minimalist Zen) เข้ากับ ความอลังการแบบร่วมสมัย (Contemporary Grandeur) ได้อย่างมีจังหวะจะโคน สถาปัตยกรรมแห่งแสงและเงา: เจาะลึกงานอินทิเรีย ณ KiSara หัวใจสำคัญของการออกแบบที่นี่คือการเลือกใช้ “สัจจะวัสดุ” (Truth to Materials) ที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือญี่ปุ่นผ่านมาตราส่วนที่ยิ่งใหญ่ครับ The Copper Canopy (ประติมากรรมเหนือเคาน์เตอร์) สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือฮูดระบายอากาศขนาดมหึมาเหนือพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งกรุด้วยโลหะสีทองแดงขัดผิวแบบ hammered (ตีด้วยค้อนให้เกิดลวดลาย) พื้นผิวที่ขรุขระนี้ทำหน้าที่สะท้อนแสงไฟอุ่นๆ ให้กระจายตัวอย่างนุ่มนวล สร้างจุดนำสายตาที่ดูทรงพลังแต่ไม่แข็งกระด้าง Gridwork & Rhythmic Lines ฝ้าเพดานถูกออกแบบให้เป็นตารางกริดสีเข้ม (Dark Grid Ceiling) ซึ่งนอกจากจะช่วยพรางงานระบบให้เรียบร้อยแล้ว ยังสร้าง “เส้นนำสายตา” ที่ดูเป็นระเบียบและมั่นคง ล้อไปกับระแนงไม้ (Lattice work) ที่ใช้กั้นสัดส่วนพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Kumiko The Pebble Wall & Materiality (สัมผัสของหินและไม้) บริเวณซูชิเคาน์เตอร์มีการใช้ผนังหินกรวด (Stacked Pebble Wall) สีเทาเข้มตัดกับงานไม้สีอ่อนโทนอุ่น การใช้พื้นผิวที่ขรุขระของหินธรรมชาติปะทะกับความเรียบเนียนของเคาน์เตอร์ไม้นี้…

Read More