Author: Kittin Assavavichai

รวมสุดยอด Afternoon Tea in Bangkok 2026 อัปเดตลิสต์น้ำชายามบ่ายกรุงเทพ ที่คุ้มค่า บรรยากาศดี และสายหรู สายชิว สายหวาน สายคาเฟ่–สายโรงแรมห้ามพลาด รายชื่อผู้ร่วมชิมและตัดสินคัดเลือกในครั้งนี้ : Pol.Capt. Kittin A., Dr. Athiwat T, Nopmanee P, Wg.Cdr. Natthanai C., Nathapol K., Nutthawat T., Pitsinee A. Afternoon Tea Bangkok 2026 ยังคงเป็นหนึ่งในประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ สายคอนเทนต์ สายโรงแรมหรู หรือคนเมืองที่มองหาช่วงเวลาพักผ่อนยามบ่าย น้ำชายามบ่ายไม่ใช่แค่ “ขนมกับชา” อีกต่อไป แต่คือการผสมผสานของ ศิลปะการจัดเสิร์ฟ กลิ่นอายวัฒนธรรม บรรยากาศสถานที่ และธีมเฉพาะฤดูกาล ที่ทำให้แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน บทความนี้คัดเลือก Best Afternoon Tea in Bangkok 2026 จากประสบการณ์รีวิวจริง พร้อมลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็มของแต่ละสถานที่ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถศึกษารายละเอียด เมนู ราคา และภาพบรรยากาศเพิ่มเติมได้ทันที 1. The Blossom Garden Afternoon Tea – Sindhorn Kempinski Bangkok น้ำชายามบ่ายที่โดดเด่นด้านความละเมียดละไมของขนมและการจัดวางในโทนสวนดอกไม้หรูหรา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความพรีเมียม บรรยากาศสงบ และงานดีไซน์ที่ถ่ายรูปขึ้นทุกมุมอ่านรีวิวเต็ม:https://www.kinandleisure.com/review-the-blossom-garden-afternoon-tea-2026-sindhorn-kempinski-bangkok/ 2. Holiday Afternoon Tea – The Lounge, Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River ประสบการณ์น้ำชายามบ่ายริมแม่น้ำเจ้าพระยา จุดเด่นคือโลเคชันระดับแลนด์มาร์ก วิวสวย บริการมาตรฐานโรงแรมห้าดาว เหมาะทั้งโอกาสพิเศษและการนัดพบเชิงธุรกิจอ่านรีวิวเต็ม:https://www.kinandleisure.com/review-holiday-afternoon-tea-the-lounge-four-seasons-hotel-bangkok-at-chao-phraya-river/ 3. สุนทรียรสเหนือกาลเวลา: เจาะลึกตำนาน Chocolate…

Read More

ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านสาทร พีทค้นพบว่ามี “โอเอซิส” แห่งหนึ่งที่ยังคงรักษาความสง่างามเหนือกาลเวลาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นั่นคือ โรงแรม The Sukhothai Bangkok ครับ และความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในบ่ายวันเสาร์ที่หลายคนตั้งตารอ ก็คือการกลับมาเยือน “Chocolate Buffet” ณ Lobby Salon สถานที่ซึ่งกลิ่นหอมกรุ่นของโกโก้จากทุกมุมโลก เดินทางมาบรรจบกับสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างไร้รอยต่อ มื้อนี้ไม่ใช่เพียงการทานบุฟเฟ่ต์ขนมหวานทั่วไป แต่มันคือการ “Treat yourself to a world of over 100 chocolate varieties” ที่นี่คือดินแดนที่คุณสามารถสร้างสรรค์เครื่องดื่มช็อกโกแลตในอุดมคติผ่านการชี้แนะของเชฟผู้เชี่ยวชาญ (Expertly Crafted Just for You) ท่ามกลางเสียงบรรเลงขิมสดที่ขับกล่อมให้บรรยากาศนุ่มนวลชวนฝัน ในบ่ายวันนี้ ผมไม่ได้แค่พาทุกคนไปชิมช็อกโกแลต แต่จะพาทุกท่านไปสำรวจ “องค์รวมแห่งรสชาติ” เริ่มตั้งแต่ Savories อาหารคาวคำเล็กที่ปรุงอย่างประณีต, Japanese Appetizers เกรดพรีเมียม, ไปจนถึงเมนูไฮไลท์ที่เชฟจะเข็นรถทอเร่มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ และบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ที่มุมช็อกโกแลตแล็บระดับโลก เตรียมตัวให้พร้อมครับ… เพราะบ่ายวันเสาร์ของคุณนับจากนี้ จะไม่ใช่แค่การกิน แต่คือการเสพศิลปะที่ “Warm your soul” อย่างแท้จริง The Architecture of Serenity: สัมผัสความสง่างามแห่งกรุงสุโขทัยผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย การได้มานั่งทาน Chocolate Buffet ที่นี่ พีทไม่ได้แค่ประทับใจในรสชาติ แต่การได้นั่งอยู่ท่ามกลาง “Space” ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Ed Tuttle ทำให้มื้อบ่ายนี้กลายเป็นการเสพศิลปะที่สมบูรณ์แบบครับ 1. บรรยากาศแห่งความสงบ (The Atmosphere of Calm) ก้าวแรกที่เดินผ่านล็อบบี้มุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร Lobby Salon พีทสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในย่านสาทร บรรยากาศที่นี่ถูกโอบล้อมด้วยทางเดินยาวและแสงธรรมชาติที่สาดส่องลงมาอย่างพอเหมาะ เสียง “ขิม” ที่บรรเลงสดด้วยท่วงทำนองเพลงไทยเดิมพริ้วไหวไปตามสายลม (Live traditional Thai music) ช่วยสร้าง Exquisite Harmony ที่ปลอบประโลมจิตใจ (Warm your soul) ได้อย่างน่าอัศจรรย์…

Read More

Quilombo สเต็กเฮาส์สไตล์อาร์เจนตินาขนานแท้ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่ทองหล่อซอย 5 นับตั้งแต่เปิดต้อนรับแขกในช่วง Soft Launch ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Quilombo ได้ดึงดูดผู้คนให้มาสัมผัสเสน่ห์ของอาหารปิ้งย่างบนเตา “พาร์ริลลา” (parrilla) อย่างต่อเนื่อง โดยเมนูที่กลายเป็นขวัญใจในทันที ได้แก่ สเต็กเนื้อดรายเอจย่างถ่าน เอมปานาดา (empanadas) ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยมือ และซอสโฮมเมดสูตรคลาสสิกที่เสิร์ฟถึงโต๊ะ ซึ่งการตอบรับที่อบอุ่นในช่วง Soft Launch ยืนยันว่าตลาดกรุงเทพฯ ต้องการประสบการณ์สเต็กเฮาส์อาร์เจนตินาแท้ ๆ ที่ผสานทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของมื้ออาหาร Quilombo เป็นผลงานสร้างสรรค์ของสองนักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการอย่าง คริสโตเฟอร์ มาร์ก (Christopher Mark) และ มานูเอล ปาลาซิโอ (Manuel Palacio) โดยมีหัวใจหลักคือการปรุงอาหารด้วยองค์ประกอบของไฟ การคัดสรรเนื้อวัวเกรดพรีเมียมเลี้ยงด้วยหญ้า ที่นำมาดรายเอจภายในร้าน และรายการไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี นำโดยไวน์จากอาร์เจนตินา ซึ่งทุกเมนูถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกจานสามารถสื่อถึงเทคนิคการปรุง ความสมบูรณ์แบบของวัตถุดิบ พร้อมเสิร์ฟในปริมาณที่เหมาะสม โดยไม่มีการประดิษฐ์หรือปรุงแต่งที่เกินความจำเป็น เฟอร์รัน ทาดิโอ (Ferran Tadeo) Executive Chef ผู้ซึ่งมีพื้นฐานในครัวระดับมิชลินสตาร์ รับหน้าที่นำทีมในครัว โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการย่างด้วยไฟมาประยุกต์ใช้ เพื่อดึงศักยภาพของ เตาย่างพาร์ริลลา และวัตถุดิบคุณภาพสูงให้โดดเด่นอย่างเต็มที่ Quilombo ตั้งอยู่ภายในอาคารหินทรงปราสาทเก่าแก่ขนาด 400 ตารางเมตร พร้อมมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษบนพื้นที่สองชั้น ความจุ 80 ที่นั่ง ครอบคลุมห้องอาหารส่วนตัว และห้องลับที่ซ่อนอยู่ ภายใต้การออกแบบของ MTM Studio บรรยากาศภายในมีการผสมผสานระหว่างโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ของอาคารกับความอบอุ่นที่อบอวลด้วยความอ่อนโยน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียภาพและวัฒนธรรมสเต็กเฮาส์สุดคลาสสิกและทรงเสน่ห์ของกรุงบัวโนสไอเรสในช่วงทศวรรษ 1950 มานูเอล ปาลาซิโอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Quilombo กล่าวว่า “กระแสตอบรับในช่วง Soft Launch สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เราเชื่อมั่นมาตลอด นั่นคือการมอบประสบการณ์อาหารอาร์เจนตินาแท้ที่เรียบง่ายและจริงใจให้แก่แขกผู้มาเยือน ปรัชญาของ Quilombo คือการยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราทำ และให้ความสำคัญกับงานฝีมือในทุกขั้นตอน ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นร้านของเราได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นตั้งแต่วันแรก” Quilombo พร้อมเปิดให้บริการช่วงเย็นทุกวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา…

Read More

Story : Pitsinee A. / Photo : Pol.Capt. Kittin A วิจิตรตระการตา “The Blossom Garden” รสสดชื่น หน้าตาน่ารัก นิยามใหม่แห่งน้ำชายามบ่ายปี 2026 ณ Sindhorn Kempinski: เมื่อรสสัมผัสเหนือระดับบรรจบกับปรัชญาความยั่งยืน หากจะกล่าวถึงประสบการณ์จิบน้ำชายามบ่ายที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมและจิตวิญญาณในกรุงเทพฯ คงไม่มีที่ไหนเกินหน้า โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในปี 2026 นี้ เชฟได้ยกระดับชุดน้ำชา “The Blossom Garden” ให้กลายเป็นงานศิลปะที่กินได้ ท่ามกลางบรรยากาศล็อบบี้ระดับรางวัลโลก ความโดดเด่นไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติ แต่คือการนำวัสดุเหลือใช้อย่างใยมะพร้าวและแกลบข้าว มาเนรมิตเป็นชุดภูเขาและต้นซากุระที่ผลิบานอย่างยั่งยืน ในฐานะนักชิม ดิฉันขอพาทุกท่านไปเจาะลึก 11 เมนูไฮไลต์ที่อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบคำต่อคำ ศาสตร์แห่งความสดชื่นและของว่างคาว (Savoury Masterpieces) 1. Cherry Blossom Granita: บทเพลงโหมโรงแห่งฤดูใบไม้ผลิ เริ่มต้นด้วยการปลุกประสาทสัมผัสผ่านกรานิต้าสีชมพูอ่อนที่ละเมียดละไมดุจกลีบซากุระ เชฟใช้เทคนิคการปั่นเกล็ดน้ำแข็งแบบดั้งเดิมแต่ผสมผสานไซรัปกลิ่นซากุระนำเข้าและสตรอว์เบอร์รี่สด จนได้รสสัมผัสที่หวานหอมและเย็นชื่นใจ เพิ่มความสว่างของรสชาติด้วยเลม่อนสด กิมมิกสำคัญอยู่ที่การเสิร์ฟในดาร์กช็อกโกแลตขึ้นรูปคล้ายกะลามะพร้าว ซึ่งนอกจากจะตัดรสเปรี้ยวด้วยความขมของโกโก้แล้ว ยังสื่อถึงแนวคิดรักษ์โลกได้อย่างแยบยล เป็นเมนู Palate Cleanser ที่สมบูรณ์แบบก่อนเริ่มเข้าสู่เมนูหลัก 2. Scones and Condiments: นิยามใหม่ของความคลาสสิก สโคนของที่นี่ไม่ใช่แค่ขนมปังอบ แต่คือการบาลานซ์ระหว่างความกรอบนอกและนุ่มชุ่มฉ่ำใน เนื้อสัมผัสกึ่งร่วนซุยแต่ยังมีความเหนียวนุ่มของเนยแท้ โดยเฉพาะ Matcha and Red Bean Scone ที่ใช้มัทฉะเกรดพิธีการผสมกับถั่วแดงกวนละเอียด ให้กลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียวชัดเจน เสิร์ฟคู่กับ Clotted Cream เนื้อข้นคล้ายกำมะหยี่ และกิมมิกที่ผมประทับใจคือ Pineapple Jelly สูตรโฮมเมดที่มีความหวานซ่อนเปรี้ยวแบบผลไม้เขตร้อน ช่วยชูรสให้สโคนมีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำซากจำเพาะเพียงแค่แยมเบอร์รี่แบบเดิมๆ 3. Matjes Hausfrauenart: มรดกเยอรมันในรูปลักษณ์ร่วมสมัย เมนูนี้สะท้อนรากเหง้าของเคมปินสกี้ได้อย่างงดงาม ด้วยการนำ “ปลาแฮร์ริ่งหมัก” หรือ Matjes สไตล์แม่บ้านเยอรมันมาตีความใหม่ เนื้อปลาถูกหมักจนมีรสเค็มและเปรี้ยวที่นุ่มนวล คลุกเคล้ากับซาวครีมรสเข้มข้น แอปเปิ้ลสับที่ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบและความหวานสด…

Read More

Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A สืบสาน ‘Fleur and Flame’ : รีวิว Saffron Grill บันยันทรี กรุงเทพ ในโลกของไฟน์ไดนิ่งที่มักขับเคลื่อนด้วยเตาแก๊สและเทคโนโลยีไฟฟ้าความร้อนสูง Saffron Grill (แซฟฟรอน กริลล์) ห้องอาหารน้องใหม่ล่าสุดในตระกูล Saffron อันเลื่องชื่อของ Banyan Tree Bangkok กลับเลือกที่จะหวนคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิมด้วยการใช้ “เปลวไฟและควัน” เป็นหัวใจหลักในการปรุงอาหาร ภายใต้แนวคิด “Fleur and Flame” (บุปผชาติและเปลวไฟ) ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารปิ้งย่างทั่วไป แต่คือการนำวัฒนธรรมการทำครัวไทยจากทั่วทุกภาคมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคสมัยใหม่บนรากฐานของความยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราที่โอบล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ไทย เปลวไฟในเกสร: เจาะรหัสสถาปัตยกรรมและจิตวิญญาณแห่ง Saffron Grill หากจะนิยามการมาเยือน Saffron Grill บนชั้น 52 ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ให้เห็นภาพชัดที่สุดในฐานะนักชิมผู้มีเทส ผมคงต้องหยิบคำว่า “The Choreography of Elements” หรือระบำแห่งองค์ประกอบมาอธิบาย เพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงร้านอาหารที่ตกแต่งสวยงาม แต่มันคือการออกแบบพื้นที่ (Spatial Design) ที่เล่นกับผัสสะของ “ความร้อนแรง” และ “ความอ่อนช้อย” ได้อย่างมีชั้นเชิง Concept: Fleur and Flame เมื่อธรรมชาติสบตากับเปลวไฟ หัวใจหลักของที่นี่คือคอนเซปต์ “Fleur and Flame” (พฤกษาและเปลวไฟ) ซึ่งเป็นการตีความอัตลักษณ์ไทยใหม่ (New Thai Identity) ที่ก้าวข้ามงานกนกหรือลายไทยประเพณี สถาปนิกเลือกใช้ Fleur แทนสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมไทยกับพืชพรรณและงานหัตถศิลป์ ขณะที่ Flame คือพลังงานและจิตวิญญาณของการปรุงอาหารด้วยควันไฟและถ่านไม้ ภายใน (Interior Design): สุนทรียภาพแห่งความเปรียบต่าง เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ สิ่งแรกที่กระแทกสายตาคือการจัดการ Materiality หรือการใช้เลือกใช้วัสดุที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างชัดเจน The Radiant…

Read More

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาจิบน้ำชายามบ่ายกับ New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราโอ่โถงของล็อบบี้ ที่ได้รับรางวัล Best Hotel Lobby Interior of Thailand and Best International Hotel Lobby Interior จาก International Property Awards ลิ้มลองรสชาติอันละเมียดของเมนูชุดชายามบ่าย New Afternoon Tea 2026 – The Blossom Garden ที่ทีมเชฟได้รังสรรค์ขึ้น เสิร์ฟคู่กับชาระดับพรีเมี่ยมหลากหลายชนิดให้คุณได้เลือกตามความชอบ รวมทั้งชาสมุนไพรออร์แกนิก ชงโดยทีมาสเตอร์ หรือพนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านชาของโรงแรมฯเริ่มต้นด้วย Cherry Blossom Granita เมนูเพิ่มความสดชื่นก่อนจิบชา ที่รังสรรค์จากไซรัปกลิ่นซากุระผสานความหอมของกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ เติมความสดชื่นด้วยความเปรี้ยวของเลม่อน นำไปแช่เย็นและนำมาปั่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชมพูอ่อนละมุ่นละไมเสิร์ฟในดาร์กช็อกโกแลตที่ถูกดีไซน์ให้ดูละม้ายคลายกะลามะพร้าวขนาดกระทัดรัด        กรุ่นกลิ่นความหอมกับเมนูของว่างยามบ่ายกับ สโคนสูตรต้นตำรับสุดคลาสสิค และ สโคนมัทฉะผสมถั่วแดงสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมโฮมเมดเจลลี่สัปปะรด, แยมเชอร์รี่ และ คล็อตเต็ดครีม  อิ่มอร่อยกับ แซนวิชแซลม่อนรมครัน (Smoked Salmon Open Sandwich) – แซลม่อนรมควันสอดไส้ด้วยไข่ปลาแซลม่อน เสิร์ฟบนขนมปังฟักทองโรยผสมธัญญพืชด้วยครีมไข่แดงและเจลแตงกวา  พายไก่สูตรพิเศษ (Yen Ta Fo Chicken Dome) – แป้งพานิปุลิอบกรอบเสิร์ฟในรูปแบบโดมสอดไส้ด้วยสลัดไก่ผสมซอสเย็นตาโฟผสมมายองเนส เจลส้ม และใบมิ้นต์, มัทเยส ฮาวส์ฟราวน์อาร์ท (Matjes Hausfrauenart) – เนื้อปลาแฮร์รริ่งหมักผสมซอสครีมเปรี้ยว (Sour Cream) ผสมแอปเปิ้ลสับ เสิร์ฟในมันฝรั่ง, โทรตส์สลัดเนื้อปู (Crab Toast) – สลัดเนื้อปูเสิร์ฟบนขนมปังฟักทอง เสิร์ฟพพร้อมเจลสตรอว์เบอร์รี่ ซอสสตรอว์เบอร์รี่ และซอสพอนสึ ปิดท้ายเมนูของคาวด้วย ทาร์ตฟัวร์กรา (Foie Gras…

Read More

หากจะกล่าวถึง “สถาบัน” แห่งอาหารร่วมสมัยในกรุงเทพฯ ที่ยืนหยัดผ่านความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์มานานนับทศวรรษ Eat Me Restaurant คือชื่อแรกๆ ที่เหล่านักกินและ Connoisseur ทั่วโลกนึกถึง นี่คือพื้นที่ที่ผสมผสานความจัดจ้านของวัตถุดิบระดับพรีเมียม เข้ากับศิลปะการปรุงที่เหนือความคาดหมาย ภายใต้การนำของ Chef Tim Butler ผู้ยึดถือปรัชญา “Ingredient First” หรือการยกเอาความสดใหม่และจิตวิญญาณของวัตถุดิบตามฤดูกาลมาเป็นตัวเอกของจาน วันนี้เราจะพาทุกท่านร่วมดื่มด่ำกับประสบการณ์ Dining 3 ชั้น ใจกลางซอยคอนแวนต์ ที่ซึ่งความหรูหรามาบรรจบกับความผ่อนคลาย และอาหารทุกจานคือบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม เมื่อวัตถุดิบชั้นเลิศพบกับจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด เริ่มต้นมื้อด้วยเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย และ Complimentary Bread ขนมปังฟอคคาเซียเนื้อนุ่มฟู ผิวหน้าหอมกรุ่น เสิร์ฟพร้อมน้ำมันมะกอกคุณภาพสูง และ “Dukka” หรือถั่วบดปรุงรสสไตล์ตะวันออกกลาง เพิ่มมิติด้วยความเปรี้ยวหวานของ Balsamic จากแบรนด์ Antonio Marras เป็นการเปิดสัมผัสรับรสที่น่าประทับใจ Food 1. SEA URCHIN BRUSCHETTA (1650฿)Tomato Salsa + Serrano Ham + Nori หัวใจของมหาสมุทรที่วางตัวบนความกรอบแห่งดินแดนเมดิเตอร์เรเนียน นี่คือการนำเสนอ Umami ในรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด จานนี้โดดเด่นด้วยการใช้ Sea Urchin (Uni) เกรดพรีเมียมที่ส่งกลิ่นหอมไอทะเลจางๆ วางเรียงตัวอย่างประณีตบนขนมปังบรูสเก็ตต้าที่ย่างจนมีสีน้ำตาลทอง (Sourdough Base) เสริมความซับซ้อนด้วย Serrano Ham แผ่นบางเฉียบที่ผ่านการบ่มจนได้รสเค็มลุ่มลึก ตัดเลี่ยนด้วย Tomato Salsa รสเปรี้ยวสดชื่นที่ช่วยชูความหวานของอูนิให้เด่นชัดขึ้น ความอัจฉริยะอยู่ที่การเพิ่ม Nori (สาหร่าย) เพื่อดึงมิติรสชาติสไตล์เอเชียเข้ามาผสาน ในด้านการจัดจาน เชฟเลือกใช้จานโทนเข้มเพื่อขับเน้นสีส้มทองของไข่หอยเม่นให้โดดเด่น ราวกับงานศิลปะสมัยใหม่ที่เน้น Contrast ของสีและผิวสัมผัส (Texture) ทั้งความกรอบของขนมปัง ความหนึบของแฮม และความละมุนดั่งครีมสดของอูนิที่ละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น 2 GRILLED ABALONE (1150฿) (50G)Phytoplankton + Scallion + Lime ความเรียบง่ายที่ซ่อนไว้ซึ่งเทคนิคและความประณีตของวัตถุดิบ…

Read More

ความหรูหราและความยั่งยืนไม่ใช่เส้นขนานอีกต่อไป เมื่อ Gourmet One ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารชั้นเลิศระดับพรีเมียมของประเทศไทย ร่วมกับ Sturia แบรนด์คาเวียร์ชั้นนำระดับโลกจากฝรั่งเศส จัดงานเปิดตัวคาเวียร์มาตรฐานใหม่ IGP Caviar d’Aquitaine พร้อมมอบประสบการณ์ลิ้มรสคาเวียร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในโอกาสนี้ มร. โลรองต์ ดูโล (Mr. Laurent Dulau) ผู้อำนวยการใหญ่ของ Caviar Sturia ได้เดินทางมาถ่ายทอดเรื่องราวและความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมคาเวียร์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IGP (Indication Géographique Protégée) หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเปรียบเสมือน “Green Label” ที่สะท้อนถึงแหล่งกำเนิดที่แท้จริง การเลี้ยงดูอย่างมีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด มรดกแห่งความเป็นเลิศ 4 ทศวรรษจากฝรั่งเศส “Sturia เติบโตมาพร้อมกับการฟื้นฟูสายพันธุ์ปลาสเตอเจียน และในปี 2026 นี้ เราจะฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์” มร. โลรองต์ ดูโล กล่าว “เราคือผู้บุกเบิกเทคนิคการเพาะเลี้ยงและยังคงรักษาขนบธรรมเนียมการทำคาเวียร์แบบดั้งเดิมของฝรั่งเศสไว้ ซึ่งถือเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน” ด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดของ IGP Caviar d’Aquitaine เช่น การไม่ใช้ถั่วเหลือง GMO, ปลอดสารปฏิชีวนะ 100% และการจำกัดความหนาแน่นของปลาในบ่อเลี้ยง (Low-density farming) เพื่อลดความเครียดและปล่อยให้ปลาเติบโตอย่างสงบในน้ำที่บริสุทธิ์ ปัจจัยเหล่านี้คือ Sine Qua Non หรือเงื่อนไขสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการผลิตคาเวียร์ที่มีรสชาติบริสุทธิ์และเนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบ สัมผัสศิลปะแห่งรสชาติ: คาเวียร์ 3 อัตลักษณ์จาก Sturia ภายในงานได้มีการนำเสนอคาเวียร์ 3 รุ่น เพื่อให้เห็นความแตกต่างของสายพันธุ์และกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์: Caviar Oscietra: ผลิตจากปลาสเตอเจียนสายพันธุ์ Acipenser Gueldenstaedtii โดดเด่นด้วยไข่เม็ดสีสันสวยงามเป็นประกายเขียวเหลือบทอง โดดเด่นด้วยรสชาติที่ซับซ้อน ที่มีความเค็มแบบทะเลลึก ผสานกับรสสัมผัสที่ยาวนานแบบเนยแข็ง อาโวคาโด และทิ้งท้ายด้วยความมันแบบถั่วเปลือกแข็ง สะท้อนความหรูหราในระดับสากล Caviar Vintage: ผลิตจากสายพันธุ์ Acipenser Baerii เม็ดไข่มีสีเขียวเข้มเงางาม ขนาดปานกลาง…

Read More

ความสนุกกลับมาอีกครั้งที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ เติมสีสันและความคึกคักรับต้นปี ด้วยการเปิดตัว ‘Drag & Dazzle Sunday Brunch’ บุฟเฟ่ต์บรันช์ซิกเนเจอร์วันอาทิตย์ ณ ห้องอาหารเฟลเวอร์ส (Flavors) ที่ผสานประสบการณ์อาหารระดับพรีเมียมจากห้องอาหารนานาชาติของโรงแรม เข้ากับความบันเทิงสุดตื่นตาจากการแสดงแดร็กโชว์อันเปี่ยมพลัง จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 12.00–15.00 น. เชิญชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุข ความสนุก และเติมเต็มบรรยากาศด้วยสีสันและพลังแห่งการแสดงจากเหล่าแดร็กควีนของ House of Heals เริ่มต้นความอร่อยด้วยซีฟู้ดออนไอซ์สุดอลังการที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพทั้งล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้าคิงแคร็บ กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่ และหอยนางรมสดใหม่จากฝรั่งเศส เกาหลี ต่อด้วยมุมซูชิและซาชิมิระดับพรีเมียมจากสเตชั่นอาหารญี่ปุ่น อาทิ แซลมอน ทูน่า ทาโกะ และวากิวนิกิริ เสริมด้วยสเตชั่นเนื้ออบและกริลล์ไฮไลต์ ไม่ว่าจะเป็นบีฟเวลลิงตัน แซลมอนนอร์เวย์อบ ซี่โครงแกะอบ และบอสตันล็อบสเตอร์เสิร์ฟพร้อมซอสเทอร์มิดอร์สูตรซิกเนเจอร์ อิ่มอร่อยต่อเนื่องกับเมนูเด่นจากห้องอาหารชื่อดังของโรงแรม ตั้งแต่เป็ดอบไม้ลิ้นจี่และหมูกรอบจากห้องอาหาร Fei Ya ไปจนถึงพาสต้าและพิซซ่าทำสดใหม่ พร้อมทรัฟเฟิลริซอตโตชีสวีล เมนูซิกเนเจอร์จาก La Tavola เพิ่มความคึกคักด้วยไลฟ์สเตชันอีกหลากหลาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว บาร์บีคิวย่างร้อน ๆ และผัดไทยสูตรเฉพาะของ Flavors ปิดท้ายประสบการณ์บรันช์อย่างสมบูรณ์แบบด้วยของหวานหลากหลาย ทั้งเค้กช็อกโกแลตลาวา ข้าวเหนียวมะม่วง เจลาโต้โฮมเมด ฮันนีโทสต์สดจากเตา และขนมไทยนานาชนิด Kin News Kinandleisure.com กินแอนเลเชอร์ สื่ออาหารและการท่องเที่ยว ที่นำเสนอเกี่ยวกับ อาหาร และ การกินดื่ม รวมถึงการท่องเที่ยวและที่พัก ทั้งในส่วนของ รีวิว อาหาร สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยว พัก ผ่อนคลาย ในทุกประเภทหมวดหมู่ โปรโมชั่น ส่วนลด เมนูใหม่ กิจกรรมพิเศษ ที่เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม บทความที่เกี่ยวกับการ กินดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บทความกินดื่มทั่วๆไป อาทิ วิธีการ กินชีส และการดื่มไวน์ บทความการกินเพื่อสุขภาพ บทความการกินตามเทศกาล บทความสาธิตและสอนทำอาหาร สูตรทำอาหาร ข่าวสารในแวดวง การกิน ดื่ม คลิปและวีดิโอ เกี่ยวกับการ กิน ดื่ม ท่านสามารถค้นหาร้านอาหารผ่านแถบค้นหาด้านบนสุดของเวปได้เพียงพิมพ์ชื่อร้าน หรือประเภทอาหาร และย่าน คิดถึงเรื่อง กิน…

Read More

เปิดผลงานคอลแลบน่าจับตาส่งท้ายปีกับ Jim Thompson by LISA VON TANG เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลก หยิบ “ผ้าไทย” มาครีเอต “รีสอร์ตแวร์” ในสไตล์ East Meets West จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย ยังคงพาผ้าไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยผลงานคอลแลบแห่งปีร่วมกับ Lisa Von Tang (ลิซ่า วอน แทง) ดีไซเนอร์ชาวจีน-เยอรมันที่ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่สิงคโปร์ ในคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ร่วมรังสรรค์ผลงานรีสอร์ตแวร์จากผ้าสุดไอคอนิกของจิม ทอมป์สัน พร้อมดึงแรงบันดาลใจในการออกแบบจากศิลปะสไตล์ Chinoiserie ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ ผลงานคอลเลกชันนี้มี Lisa Von Tang เป็นผู้ออกแบบและได้ บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของธุรกิจแฟชั่น แบรนด์จิม ทอมป์สัน ร่วมคัดสรรผ้าที่เหมาะกับดีไซน์และซิลลูเอต โดยคอลเลกชันนี้มาในคอนเซปต์ Resort Wear with an Urban Edge ที่ตั้งใจให้ไอเทมทุกชิ้นสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้จริง ๆ ทั้งวันทำงาน ออกงานอีเวนต์ รวมถึงวันไปเที่ยวที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างความสบายและสไตล์ที่ดูดี บี อินทวงศ์ พิถีพิถันในการคัดเลือกผืนผ้าที่สะท้อนความสวยงามและผิวสัมผัสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของผ้าจิม ทอมป์สันจากฝีมือคนไทย ทั้งผ้าไหม ลินิน แจ็กการ์ด ที่มอบทั้งความพลิ้วไหวและน้ำหนักที่ทิ้งตัวพอดี สอดรับกับซิลลูเอตสุดชิคของไอเทมในคอลเลกชัน ส่วน Lisa Von Tang ก็ได้พาผ้าไทยไปโลดแล่นบนผลงานคัตติ้งสุดเนี้ยบที่เน้นโชว์ความงามตามธรรมชาติของเนื้อผ้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าหัตถศิลป์ไทยและความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ธุรกิจแฟชั่น จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “หัวใจของคอลเลกชันนี้คือ ‘ผ้า’ เพราะนี่คือดีเอ็นเอของจิม ทอมป์สัน ลิซ่านำผ้าจิม ทอมป์สันไปตีความผ่านมุมมองร่วมสมัยในสไตล์ Urban จนได้เป็นดีไซน์ที่สดใหม่ ทั้งการเล่นกับเทกซ์เจอร์ การพับผ้าให้เห็นผืนผ้าทั้งสองด้าน และการโชว์ความสวยแบบดิบ ๆ ของเส้นใย สไตล์ที่มีโมเดิร์นทวิสต์แบบนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของผ้าไทยบนรันเวย์โลก เราดีใจที่ได้ร่วมงานกับลิซ่าเพื่อพาหัตถศิลป์เมืองไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น” Lisa Von Tang เสริมว่า “ฉันตั้งใจคือการออกแบบแฟชั่นที่ช่วยส่งพลังและเติมความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ ผลงานของฉันมักสะท้อนการหลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าและโลกยุคใหม่ ตลอดจนการเบลนด์สไตล์ของโลกตะวันออกกับตะวันตก…

Read More