เมื่อวันเสาร์ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า แต่คือรันเวย์แห่งรสชาติอิตาเลียนแท้ Patitta P. Writer/ Pol.Capt.Kittin A. Editor ในโลกแห่งสุนทรียศาสตร์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน วันเสาร์ไม่ใช่เพียงแค่วันหยุดพักผ่อนธรรมดาๆ ค่ะ แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการเฉลิมฉลองชีวิต มิตรภาพ และครอบครัวที่ชาวอิตาเลียนเรียกกันว่า “Sabato Italiano” สัปดาห์นี้ ดิฉันมีโอกาสได้รับคำเชิญให้ไปสัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันสุดสัปดาห์ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ ห้องอาหาร La Scala โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์อาหารอิตาเลียนในรูปแบบ All You Can Eat ที่รังสรรค์ขึ้นโดย เชฟ Andrea Cetani หัวหน้าเชฟผู้หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติดั้งเดิม ซึ่งดิฉันขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาในฐานะคนในวงการอาหารมาหลายทศวรรษเลยว่า นี่คือหนึ่งในมื้อกลางวันวันเสาร์ที่สร้างความตื่นเต้น เจาะลึก และประทับใจให้กับดิฉันมากที่สุดในรอบปี เพราะเชฟไม่ได้ทำบุฟเฟต์เพื่อเน้นปริมาณ แต่เป็นการยกมาตรฐาน Fine Dining มาให้เราทานได้ไม่อั้นต่างหากค่ะ บรรยากาศภายในห้องอาหาร La Scala ยังคงเปี่ยมไปด้วยความหรูหราทันสมัย แฝงความลุ่มลึกด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงละครโอเปร่าชื่อดัง ทว่าในมื้อวันเสาร์นี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา แสงแดดอ่อนๆ ยามเที่ยงที่ทอดผ่านกระจกบานใหญ่สะท้อนเข้ากับสเตชั่นอาหารที่จัดวางไว้อย่างวิจิตรบรรจง ราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เชฟ Andrea Cetani ได้เลือกใช้แนวคิดการสะท้อนเอกลักษณ์อันหลากหลายของภูมิภาคต่างๆ ในอิตาลี ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ผ่านวัตถุดิบนำเข้าคุณภาพสูงและการปรุงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ต่อจากนี้ดิฉันจะพาทุกท่านไปเจาะลึกในทุกๆ รายละเอียดของสเตชั่นไฮไลท์แบบคำต่อคำ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า… สายกินระดับลึกห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ 1. The Majestic Oyster Bar: อัญมณีแห่งท้องทะเลสดกับหอยนางรมพรีเมียม 3 สายพันธุ์ • Fine de Claire Oysters (หอยนางรมฟินเดอแคล) เริ่มต้นการเดินทางรสชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วย “Fine de Claire” หอยนางรมระดับตำนานจากชายฝั่งลุ่มน้ำ Marennes-Oléron ประเทศฝรั่งเศส ความพิเศษของสายพันธุ์นี้อยู่ที่กรรมวิธีการเลี้ยงอันเป็นเอกลักษณ์ โดยจะนำหอยไปขุนต่อในบ่อโคลนน้ำกร่อยธรรมชาติที่เรียกว่า “Claire” ทำให้เนื้อหอยซึมซับรสชาติของแร่ธาตุและสาหร่ายทะเลเฉพาะถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม สัมผัสแรกที่ลิ้นของดิฉันสัมผัสคือความเค็มสดชื่นจางๆ ของน้ำทะเลแท้ๆ (Briny) ก่อนจะตามด้วยรสหวานละมุนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อสัมผัสมีความนุ่มนวลฉ่ำน้ำแต่ไม่เหลวจนเกินไป เชฟ Andrea…
Author: Kittin Assavavichai
อิกนิฟ แบงคอก (รางวัลมิชลิน 1 ดาว) ณ ชั้น 1 โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ พร้อมเสิร์ฟเมนูใหม่ เมนูฤดูร้อนทั้ง 19 จาน โดยเมนูได้แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของ “รสเปรี้ยว” ที่เป็นหนึ่งในที่เป็นเสน่ห์สำคัญของอาหารไทย ที่ให้ความสดชื่น จับคู่รสชาติอื่น ๆ ได้อย่างสนุกสนาน ให้ทุกคนได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของฤดูร้อนในแบบของไทย พร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็นตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ในฤดูกาลนี้ ทีมเชฟนำเสนอรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย เข้มข้น จัดจ้าน มาเป็นแรงบันดาลใจ โดยเลือกใช้ผักและผลไม้หน้าร้อนของไทยมาเป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะเป็น บ๊วยดอง มะขาม มะกอกไทย ใบมะกรูด เมล็ดแตงโม และมะละกอดิบ นำมาสร้างสรรค์เป็นมิติของรสเปรี้ยวที่สดใสตัดด้วยรสหวานละมุนอย่างลงตัว เมนูจานเด่นที่ไม่ควรพลาดของฤดูกาลนี้ ได้แก่ ไอศกรีมโคน – มะม่วง – มะขาม โคนโฮมเมดกรุบกรอบทานคู่กับมะม่วงสุก รสหวานตัดกับรสเปรี้ยวของมะขาม หอยเชลล์ – เมล็ดแตงโม – ส้มโอ เชฟเลือกใช้เมล็ดแตงโมมาแทนถั่วเพื่อเพิ่มความมันแต่ยังคงรสสัมผัสเบาสบาย ชวนให้นึกถึงแตงโมผลไม้คลายร้อนยอดฮิตของไทย และเติมความสดชื่นของเนื้อส้มโอ ปลาเทราต์ – บ๊วยดอง – พริก เนื้อปลาเทราต์หวานนุ่ม เสิร์ฟคู่กับซอสบ๊วยดองสไตล์ไทยที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่น ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความหวานละมุนติดปลายลิ้น ทาร์ทาร์เนื้อสไตล์ไทย – ไข่แดง – มะกอกไทย เมนูฟิวชันที่ยกระดับเมนูเนื้อดิบสับเมนูยอดนิยมของชาวสวิส มาคลุกเคล้ากับข้าวคั่วหอม ๆ ในแบบไทย และเพิ่มความนุ่มละมุนลิ้นด้วยไข่แดงออนเซ็น ปิดท้ายประสบการณ์ด้วย แคนดี้สโตร์ (Candy Store) อันเป็นซิกเนเจอร์ของอิกนีฟ ที่ให้ทุกท่านเลือกขนมที่ชื่นชอบกลับบ้าน เป็นของที่ระลึกจากมื้ออาหารอันน่าจดจำ ลิ้มลองรสชาติของเมนูฤดูร้อนที่ อิกนีฟ แบงคอก ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เมนูฤดูร้อน: 19 จาน…
สัมผัสรสชาติอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ 9 ปีซ้อน ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านอาหารไทยผ่าน ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ 20 พฤษภาคม 2569 – เสน่ห์จันทน์ ร้านอาหารไทยที่ได้รับรางวัลระดับมิชลินสตาร์ต่อเนื่องตลอด 9 ปีซ้อน เปิดตัว เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) นิยามใหม่ของอาหารไทยระดับเอ็กคลูซีฟ ที่รังสรรค์เสน่ห์แห่งศาสตร์และศิลป์ของเมนูอาหารไทยผ่านมุมมองสไตล์ร่วมสมัย ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) จะนำเสนอเมนูที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ถ่ายทอดศิลปะอาหารไทยดั้งเดิมผ่านมุมมองร่วมสมัยอย่างละเมียดละไม ภายใต้บรรยากาศของโรงแรมฯ ที่หรูหราโอบล้อมไปด้วยสวนสีเขียวในใจกลางกรุงเทพฯ เสน่ห์จันทน์ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลในเสน่ห์ของอาหารไทย ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ถ่ายทอดตำรับอาหารโบราณหายาก ผ่านทีมเชฟผู้เชี่ยวชาญที่การคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมเทคนิคการปรุงที่ประณีต ไปจนถึงการนำเสนอที่งดงามในทุกองค์ประกอบ ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้ ร้านเสน่ห์จันทน์จึงได้รับการยกย่องจาก MICHELIN Guide อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับเกียรต์ให้เป็น One of Thailand’s Most Distinguished Culinary Destinations ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านอาหารที่โดดเด่นที่สุดของประเทศไทยอีกด้วย สำหรับ เสน่ห์จันทน์ ป๊อป-อัพ เรสเตอร์รองต์ (Saneh Jaan Pop-Up) ครั้งนี้ ทีมเชฟได้นำเสนอแนวคิด“Bringing back the timeless charm of Saneh Jaan through a contemporary lens” หรือ “หวนคืนสู่มนต์เสน่ห์แห่งรสชาติเหนือกาลเวลาของเสน่ห์จันทน์ ผ่านมุมมองสไตล์ร่วมสมัย” โดยคัดสรรเมนูที่โดดเด่นสร้างชื่อให้กับร้านตลอดหลายปีที่ผ่านมา นำมารังสรรค์ให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งแก่นแท้ของรสชาติ ความละเอียดอ่อน และจิตวิญญาณของอาหารไทยไว้อย่างครบถ้วน ชุดเมนูสำรับไทยมื้อกลางวัน “จันทน์ปรุง” ชุดเมนูสำรับไทยมื้อค่ำ “จันทน์ปรางค์” ลิ้มลองเมนูอาหารตำรับไทยแท้ที่ถูกออกแบบผ่านสองเส้นทางแห่งรสชาติ ได้แก่ ชุดเมนูสำรับไทยมื้อกลางวัน…
มหาปรากฏการณ์แห่งรสชาติ 4 ดาว! Purple Laurel chef Yu Bin จับมือ เชฟชุมพล แจ้งไพร รังสรรค์ค่ำคืนสุดวิจิตร “Two Realms, One Table”เตรียมพบกับหน้าประวัติศาสตร์ใหม่แห่งวงการไฟน์ไดนิ่ง เมื่อ Purple Laurel ร้านอาหารระดับลักชัวรี ประกาศเปิดตัวเชฟคอลลาบอเรชันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ภายใต้ธีมสุดสะท้อนอารมณ์ “Two Realms, One Table” (สองอาณาจักร หนึ่งโต๊ะอาหาร) การโคจรมาพบกันครั้งสำคัญระหว่าง เชฟอวี่ ปิน (Chef Yu Bin) ปรมาจารย์ผู้ปลุกตำนานอาหารเจียงหนาน (Jiangnan) ให้มีชีวิตโลดแล่นในยุคโมเดิร์น และ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟมิชลินสตาร์ผู้เป็นไอคอนิกแห่งวงการอาหารไทยจากร้าน R-Haan ร่วมกันรังสรรค์ประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษเพียง 2 ค่ำคืนเท่านั้น ในวันที่ 31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน นี้ “Two Realms, One Table” เมื่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลอมรวมเป็นหนึ่ง นิยามของ “Two Realms, One Table” คือการเฉลิมฉลองการเดินทางมาบรรจบกันของสองโลกแห่งศิลปะการกิน ดึงเอาเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารจีนเจียงหนานที่มีความละเมียดละไม มาผสานเข้ากับความจัดจ้าน ทรงพลัง และประณีตตามแบบฉบับอาหารไทยชั้นสูง โดยเชฟทั้งสองท่านได้ร่วมกันตีความเมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ไฮไลต์ของค่ำคืนนี้ แขกผู้มีเกียรติจะได้ดื่มด่ำกับวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน อาทิ: เนื้อปูสดหวาน และ แฮมจินหัว (Jinhua Ham) วัตถุดิบเลื่องชื่อจากจีน กุ้งแม่น้ำไทยตัวโต เนื้อเด้งทรงพลัง เมนูคอร์สหลักสุดพิเศษ จากเนื้อเป็ดและเนื้อวัวเกรดพรีเมียม Joint Dessert เมนูของหวานปิดท้ายค่ำคืนที่เชฟทั้งสองร่วมกันดีไซน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ตลอดมื้ออาหารจะถูกยกระดับด้วย Tea Pairing ศาสตร์แห่งการจับคู่ชาที่คัดสรรมาทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เพื่อขับเน้นรสชาติของแต่ละจานให้โดดเด่นและกลมกล่อมอย่างที่สุด รายละเอียดการจองและค่ำคืนมื้อพิเศษ งานเลี้ยงสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะจัดขึ้นเพียง 2 วันเท่านั้น โดยแบ่งเป็น: คืนวันที่ 31 พฤษภาคม: รอบ Exclusive…
เซทเมนูมื้อกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหารบิสโทร เดอ ลา แมร์ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ 13 พฤษภาคม 2569 – โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาสัมผัสความอร่อยของเซทเมนูมื้อกลางวัน Menu Du Jour โดยเชฟสลาโวเมีย โควาลิค – เชฟ เดอ ควีซีน (Chef de Cuisine Slawomir Kowalik) ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมมารังสรรค์อย่างพิถีพิถันให้คุณได้เลือกลิ้มลอง ที่ห้องอาหารบิสโทร เดอ ลา แมร์ ชั้น 19 พบกับเซทเมนูมื้อกลางวันสไตล์ French Mediterranean ที่มีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบ 2 คอร์ส และ 3 คอร์ส เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีให้เลือกทั้ง สลัดกุ้งเสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาวพร้อมซอสสไตล์สเปนสูตรพิเศษ (Poached Tiger Prawns) หรือ ตับไก่เสิร์ฟพร้อมขนมปังบนิยอช (Chicken Liver Pâté) หรือ ซุปมะเขือเทศย่าง (Roasted Tomato Soup) เสิร์ฟพร้อมทาร์ทาร์มะเขือเทศจากเชียงใหม่ และพาร์เมซานชีสทอดกรอบ ตามด้วยเมนูจานโปรดที่มีให้คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็น ปลาเฮคจากทะเลเมดิเตอเรเนียน (Atlantic Hake Fillet) เสิร์ฟพร้อมถั่วแขกและมันฝรั่งญ๊อกกี้ หรือ สตูว์ไก่สไตล์ฝรั่งเศส (Red Label Chicken Blanquette) เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาว ถั่วลันเตา ซอสเห็ดแชมปริญอง และข้าวหอมมะลิ หรือ สเต็กเนื้อวากิวสันนอก (Wagyu Beef Striploin) เสิร์ฟพร้อมซอสบัตเตอร์บอร์ดิเยร์ ที่ปรุงด้วยเนยเกรดพรี่เมี่ยม มันบด และผักเคียง ปิดท้ายมื้อกลางวันสุดพิเศษด้วยเมนูของหวานที่มีให้เลือกลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น เลม่อน ทาร์ต (Lemon Tart) มูสไวท์ช็อกโกแลตครีมชีสสอดไส้ด้วยแคนดี้รสมะนาวเสิร์ฟพร้อมทาร์ตเลม่อนฟินองเซีย หรือ คอฟฟี่…
สัมผัสเสน่ห์แห่งวันเสาร์สไตล์อิตาเลียนกับ “Sabato Italiano” โดยเชฟ Andrea Cetani ณ La Scala ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการสังสรรค์สไตล์อิตาเลียนในช่วงสุดสัปดาห์กับ “Sabato Italiano Saturday Lunch” ณ La Scala ที่พร้อมถ่ายทอดรสชาติอาหารอิตาเลียนต้นตำรับผ่านความอบอุ่นของการบริการและประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภายใต้การรังสรรค์โดยเชฟ Andrea Cetani ผู้หลงใหลในศิลปะการทำอาหารอิตาเลียน พร้อมนำเสนอเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียนในหลากหลายภูมิภาค ผ่านวัตถุดิบคุณภาพและรสชาติอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ อิ่มอร่อยกับไลน์อาหารคุณภาพที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ทั้งแอนติพาสตี้ โคลด์คัทและชีสนำเข้า ฟอคคาเซียอบสด พิซซ่าโฮมเมด ซีฟู้ดสดใหม่ พาสต้าและริซอตโตโฮมเมด เมนูบาร์บีคิว และของหวานสไตล์อิตาเลียนหลากหลายรายการ เมนูแนะนำ อาทิ Fettuccine Truffle เสิร์ฟพร้อมพาร์เมซานครีมและเห็ดทรัฟเฟิลดำ, Rigatoni Cacio e Pepe, Risotto di Mare ริซอตโตซีฟู้ดพร้อมคาลามารีรากู, ซี่โครงแกะย่างบาร์บีคิว หอยนางรมสด รวมถึงของหวานโฮมเมด เช่น La Scala Tiramisu เจลาโต และขนมอบสไตล์อิตาเลียนตามฤดูกาล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยซิกเนเจอร์สปาร์กลิงค็อกเทล อาทิ Peach Bellini, Negroni Sbagliato, Venetian Spritz, Hugo Spritz และ La Scala Limoncello Sabato Italiano Saturday Lunch เปิดให้บริการในวันเสาร์ที่กำหนดเวลา 12.00 – 14.30 น. ในราคา 2,200++ บาทต่อท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร +66 (0) 2344 8888 หรืออีเมล [email protected] เกี่ยวกับโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ คือโอเอซิสแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา โรงแรมหรูระดับลักชัวรีจำนวน 210 ห้องพัก และเป็นสมาชิกของ Small Luxury…
ตะลุยอาณาจักรกุ้งยักษ์! รีวิว Lobster Omakase 10-Course Journey ที่ KiSara (คิซาระ): ความสุนทรีย์ระดับตำนาน ณ Conrad Bangkok โดย พีทชิมชิมพาเพลิน เอาล่ะครับมิตรรักนักกินทั้งหลาย วันนี้พีทคนเดิมจะขอพาทุกท่านขยับขยายพื้นที่ความอร่อยมาที่ถนนวิทยุ มุ่งหน้าสู่ชั้น 3 ของโรงแรม Conrad Bangkok ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง KiSara (คิซาระ) วันนี้ไม่ได้มาทานอะลาคาร์ททั่วไปนะครับ แต่พีทตั้งใจมาพิสูจน์ปรากฏการณ์ “บอสตันล็อบสเตอร์” ในรูปแบบ Omakase 10 คอร์ส ที่เชฟแอบกระซิบว่ารังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองความสดใหม่ของราชาแห่งท้องทะเลแห่งแดนอินเดียแดงโดยเฉพาะ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่ KiSara (คิซาระ) ผมสัมผัสได้ทันทีถึงการตีความ “ความหรูหราแบบญี่ปุ่น” ในมิติที่น่าสนใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่มีกลิ่นอายเซนแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง ความสงบนิ่ง (Minimalist Zen) เข้ากับ ความอลังการแบบร่วมสมัย (Contemporary Grandeur) ได้อย่างมีจังหวะจะโคน สถาปัตยกรรมแห่งแสงและเงา: เจาะลึกงานอินทิเรีย ณ KiSara หัวใจสำคัญของการออกแบบที่นี่คือการเลือกใช้ “สัจจะวัสดุ” (Truth to Materials) ที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือญี่ปุ่นผ่านมาตราส่วนที่ยิ่งใหญ่ครับ The Copper Canopy (ประติมากรรมเหนือเคาน์เตอร์) สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือฮูดระบายอากาศขนาดมหึมาเหนือพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งกรุด้วยโลหะสีทองแดงขัดผิวแบบ hammered (ตีด้วยค้อนให้เกิดลวดลาย) พื้นผิวที่ขรุขระนี้ทำหน้าที่สะท้อนแสงไฟอุ่นๆ ให้กระจายตัวอย่างนุ่มนวล สร้างจุดนำสายตาที่ดูทรงพลังแต่ไม่แข็งกระด้าง Gridwork & Rhythmic Lines ฝ้าเพดานถูกออกแบบให้เป็นตารางกริดสีเข้ม (Dark Grid Ceiling) ซึ่งนอกจากจะช่วยพรางงานระบบให้เรียบร้อยแล้ว ยังสร้าง “เส้นนำสายตา” ที่ดูเป็นระเบียบและมั่นคง ล้อไปกับระแนงไม้ (Lattice work) ที่ใช้กั้นสัดส่วนพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Kumiko The Pebble Wall & Materiality (สัมผัสของหินและไม้) บริเวณซูชิเคาน์เตอร์มีการใช้ผนังหินกรวด (Stacked Pebble Wall) สีเทาเข้มตัดกับงานไม้สีอ่อนโทนอุ่น การใช้พื้นผิวที่ขรุขระของหินธรรมชาติปะทะกับความเรียบเนียนของเคาน์เตอร์ไม้นี้…
ล่องลอยในห้วงแห่งรสสัมผัส: เมื่อ “Échiré x Valrhona” เนรมิตศิลปะบนจานใน Summer Cake Collection สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับผม คุณพีท กันอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมขอพาทุกท่านไปสัมผัสกับความละเมียดละไมที่ผมต้องขีดเส้นใต้คำว่า “ห้ามพลาด” ด้วยหมึกสีแดงตัวหนา เพราะนี่คือการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของสองยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศส คือ Échiré เนย AOP ระดับตำนานที่เปี่ยมไปด้วยความหอมมันที่หาตัวจับยาก และ Valrhona ช็อกโกแลตที่เปรียบเสมือนอัญมณีของวงการขนมหวาน ร่วมกันรังสรรค์คอลเลกชัน “Échiré x Valrhona: Summer Cake Collection” ที่ร้าน Bijoux de Beurre Échiré เมื่อเนยแท้คุณภาพสูงมาบรรจบกับศาสตร์แห่งช็อกโกแลตชั้นเลิศ ความธรรมดาจึงถูกยกระดับสู่ความเอ็กซ์ตร้าออดิเนรี่ นี่ไม่ใช่แค่การกินขนม แต่คือการเสพศิลปะผ่านรสชาติที่ซับซ้อน ผมได้ไปลองชิมมาด้วยตัวเองที่สาขาเอิร์ธ เอกมัย และอยากถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้ทุกคนได้รับรู้ครับ เจาะลึกความอร่อย: เมนูไฮไลท์ในคอลเลกชัน 1. Black & White Tart เปิดประเดิมด้วยจานที่เปรียบดั่งผืนผ้าใบแห่งรสชาติ ทาร์ตชิ้นนี้คือความสง่างามที่เชฟถ่ายทอดออกมาผ่านความต่างของสีสันและรสสัมผัส ฐานทาร์ตเนย Échiré นั้นกรอบร่วนและหอมฟุ้งทันทีที่แตะลิ้น ผสานความเข้มข้นของ Satilia Noire 62% ดาร์กช็อกโกแลตที่โดดเด่นด้วยกลิ่นถั่วและโกโก้คั่ว ตัดกับความนวลละมุนของ Ivoire 35% ไวท์ช็อกโกแลตที่ให้กลิ่นอายมอลต์และวานิลลาได้อย่างลึกซึ้ง ความสมดุลของความขมและหวานถูกคัดสรรมาอย่างแม่นยำ ไม่มีความเลี่ยนแม้แต่นิดเดียว เป็นความซับซ้อนที่ลงตัวในทุกคำที่ตักเข้าปาก ถือเป็น Masterpiece ที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบคุณภาพสูงนั้นทำหน้าที่ของมันได้ดีเพียงใดเมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ 2. It’s Extra-Ordinary Cookies ลืมคุกกี้แบบเดิมๆ ที่คุณเคยรู้จักไปได้เลยครับ เพราะนี่คือ “Scoopable Cookies” ที่กำลังเป็นไวรัลในหมู่คนรักขนมหวาน เนื้อสัมผัสภายในนั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยเนย Échiré ที่เนียนนุ่มดุจแพรไหม ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นแต่ไม่กระด้าง หัวใจสำคัญคือการสอดไส้ Caraibe 66% ช็อกโกแลต Grand Cru ที่มีเอกลักษณ์ของกลิ่นคั่วและผลไม้แห้ง เมื่ออบออกมาได้จังหวะที่พอเหมาะ ความร้อนทำให้ช็อกโกแลตละลายเยิ้มออกมาเล็กน้อย ตัดกับกลิ่นหอมของเนยที่อบอวลอยู่ในปาก เป็นความรู้สึกฟินนาเล่ที่ยากจะลืมเลือน ความพรีเมียมของวัตถุดิบไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพิ่มรสชาติ แต่มันสร้าง “มิติ” ที่ทำให้คนกินหยุดไม่ได้จริงๆ…
เปิดกล่องรสฤดูร้อน: รีวิว “ข้าวแช่” Banyan Tree Bangkok ตำรับชาววัง สวัสดียามบ่ายที่แดดเมืองไทยกำลังทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งครับทุกท่าน พบกับผมคนเก่าเจ้าเดิม ที่จะพาทุกท่านไปละเมียดกับสุนทรียศาสตร์แห่งรสชาติ วันนี้ผมไม่ได้พาไปนั่งในห้องอาหารหรูที่ไหน แต่ผมจะทำการ “Unbox” หรือเปิดกล่องของกำนัลแห่งฤดูร้อนที่ส่งตรงมาจากโรงแรม Banyan Tree Bangkok โรงแรมห้าดาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีต ซึ่งปีนี้นี่คือ หนึ่งในข้าวแช่ Takeaway ที่ “ทำถึง” เจ้าหนึ่งของกรุงเทพมหานคร การกินข้าวแช่สำหรับผมไม่ใช่แค่การคลายร้อน แต่มันคือการเสพศิลปะที่ต้องใช้เวลาเตรียมการแรมวัน แรมคืน ตั้งแต่การขัดข้าว การอบร่ำน้ำปรุง ไปจนถึงเครื่องเคียงที่ต้องอาศัยฝีมือประดิษฐ์ประดอยอย่างสูง และชุด Takeaway ในตะกร้าจักสานสีนวลตาใบนี้แหละครับ คือบทพิสูจน์ว่าความหรูหรานั้นสามารถยกไปวางไว้ที่โต๊ะอาหารในบ้านของคุณได้อย่างไร้ที่ติ ข้าวในน้ำอบควันเทียน: อัญมณีสีขาวในหยาดน้ำปรุง เริ่มต้นกันที่หัวใจหลักอย่าง ข้าวหอมมะลิและน้ำลอยดอกไม้ ข้าวที่นี่เลือกใช้ข้าวหอมมะลิชั้นเลิศจากทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ความพิเศษอยู่ที่การ “ขัด” ครับ เขาขัดเมล็ดข้าวอย่างเบามือกว่า 20 รอบ เพื่อขจัดยางข้าวออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงแกนเมล็ดที่ขาวใส เรียวยาว สวยงามดุจเมล็ดมุก เมื่อหุงออกมาแล้วเมล็ดต้องเรียงตัวสวย ไม่แตกหัก และมีความนุ่มที่พอดี ไม่เละเมื่อต้องลงไปแหวกว่ายในน้ำปรุง ส่วนน้ำลอยดอกไม้นั้น คือนิยามของคำว่า “ชื่นใจ” อย่างแท้จริง เป็นการอบร่ำด้วยควันเทียนหอมโบราณ ผสานกลิ่นอายธรรมชาติจากดอกมะลิสด ดอกชมนาด และกุหลาบมอญที่ส่งกลิ่นหอมละมุนแบบไม่ฉุนเฉียว เมื่อรินน้ำใสๆ ลงไปในถ้วยข้าว แล้วตักเข้าปาก ความเย็นจากน้ำจะทำหน้าที่ปลุกประสาทสัมผัส ก่อนที่กลิ่นหอมจะอบอวลขึ้นไปถึงจมูก เป็นความสุขที่ลอยอยู่เหนือความวุ่นวายของโลกภายนอกจริงๆ ครับ เจาะลึกเครื่องเคียง 7 ชนิด: อัศจรรย์แห่งรสและศิลป์ ในกล่องนี้ประกอบด้วยเครื่องเคียงที่จัดวางมาอย่างวิจิตรบรรจงในถ้วยกระดาษรักษ์โลกที่แน่นหนา แต่เมื่อจัดลงจานพอร์ซเลนขาวสะอาดตา (ดังภาพที่ผมได้ให้ดู) มันจะกลายเป็นงานประติมากรรมอาหารทันที 1. ลูกกะปิทอด (Kapi Ball) – หัวใจของข้าวแช่ เมนูวัดฝีมือที่ผมให้คะแนนเต็มครับ เชฟเลือกใช้กะปิดีส่งตรงจากระยอง นำมาโขลกผสมกับเนื้อปูทะเลสดๆ เพิ่มความหอมด้วยกระชาย ตะไคร้ และพริกแห้ง ผัดเคี่ยวกับกะทิจนงวดแห้งก่อนจะปั้นเป็นลูกกลมดิ๊กพอดิบพอดีคำ จากนั้นนำไปชุบไข่ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง กลิ่นกะปิที่นี่นวลมากครับ ไม่เค็มโดดแต่มีความมันนัวของเนื้อปูและกลิ่นกระชายที่ช่วยตัดคาวได้อย่างยอดเยี่ยม สัมผัสภายนอกกรอบบางๆ ส่วนข้างในเนียนนุ่ม สื่อถึงความตั้งใจในการปรุงแบบโบราณแท้ๆ 2. หอมแดงยัดไส้เนื้อปู (Stuffed Shallots) นี่คือเมนูที่ต้องอาศัยความอดทนสูงมาก…
หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนริมทะเลที่ครบทั้งความชิลและความสนุกในช่วงเวลากลางวัน คงไม่มีที่ไหนจะชาร์จพลังได้ดีไปกว่า “79 Beach Club” เดย์บีชคลับริมทะเลอันดับ 1 ที่ใหญ่และคูลที่สุดบนเกาะสมุย โดยตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทั้งการมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว พักผ่อนแบบส่วนตัว หรือจะเป็นสายปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ โดยชูจุดเด่นด้วยคอนเซปต์ “Full Moon Every Day” ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความสนุกแบบฟูลมูนปาร์ตี้ได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอคืนพระจันทร์เต็มดวง และมาพร้อมด้วยบรรยากาศริมทะเล ทั้งสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบีชคลับบนเกาะ พร้อมบริการเครื่องดื่มซิกเนเจอร์หลากหลายเมนู และดนตรีจากดีเจระดับอินเตอร์ ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความสุขอย่างแท้จริงด้วยแนวคิด Happy Hour is Every Hour ปักหมุดหาดบางรัก จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด 79 Beach Club ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร โอบล้อมด้วยหาดทรายขาวละเอียดและทะเลสีฟ้าใสที่ทอดยาวไกลสุดสายตา บนทำเลศักยภาพริมหาดบางรัก ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยงามและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะสมุย พร้อมการเดินทางสะดวกสบายเพียง 9 นาทีจากสนามบินนานาชาติสมุย ตัวบีชคลับได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ของเกาะสมุยได้อย่างลงตัว ไฮไลต์อยู่ที่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ใจกลางบีชคลับ ซึ่งถูกออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายกับเกาะสมุย นอกจากนี้ยังนำแรงบันดาลใจจากแผนที่เกาะมาจัดวางโซนต่าง ๆ อย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัวซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ไฮไลต์บริการระดับพรีเมียม ภายในโครงการประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การพักผ่อน สระว่ายน้ำใหญ่ที่สุด: สระว่ายน้ำกลางแจ้งที่กว้างที่สุดในบรรดาบีชคลับบนเกาะสมุย พร้อมดีเจในโอกาสพิเศษ Signature Cocktail Bar: บาร์อาหารและเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดยเซฟและมิกโซโลจิสต์มืออาชีพ เน้นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างมะพร้าวสมุยและสมุนไพรพื้นบ้านมาสร้างสรรค์เมนูสูตรเฉพาะ Wine Cellar: คัดสรรไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มชั้นดีจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ให้ได้สัมผัสรสชาติที่แตกต่างในบรรยากาศที่ลงตัว Jet Surf: สนุกไปกับกิจกรรมเจ็ตเซิร์ฟที่ทางบีชคลับมีให้บริการ สามารถโต้คลื่นบนผืนน้ำใส เติมเต็มความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ระหว่างการพักผ่อน พื้นที่สำหรับทุกคน: ต้อนรับทั้งครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมโซนที่นั่งฟรีแบบไม่มีขั้นต่ำ ให้ทุกคนเข้ามาใช้เวลาและดื่มด่ำบรรยากาศบีชคลับ แพ็กเกจที่หลากหลาย: รองรับทั้งนักเดินทางสาย Solo, Duo ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนและคู่รักที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย VIP Sunbed และ VIP Pod ที่รองรับได้สูงสุด 6 คน จัดงานไพรเวท: รองรับการจัดงานพิเศษทุกรูปแบบ ด้วยสถานที่ที่สวยงามและบริการครบครัน สร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับทุกโอกาส เชื่อมความสนุกและการพักผ่อนอย่างลงตัว นอกจากส่วนของบีชคลับแล้ว 79 Beach Club & Resort ยังมีบริการห้องพักหลากหลายรูปแบบไว้รองรับแขกทุกสไตล์ให้เที่ยวสนุก…