Author: Kittin Assavavichai

เอชิเร่ มิลค์ สุดยอดนมวัวพรีเมียมจากฝรั่งเศส | Échiré – Milk of Excellence ความพิเศษที่เริ่มต้นจากความเรียบง่าย…ของนมที่ดีจริง ๆ ในโลกของวัตถุดิบระดับพรีเมียม “นม” อาจดูเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด แต่สำหรับแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Échiré จาก France ความเรียบง่ายนี้กลับถูกยกระดับสู่มาตรฐานแห่งความเป็นเลิศที่ได้รับการยอมรับจากเชฟ นักทำขนม และนักชิมทั่วโลก วันนี้ ความพิถีพิถันแบบเดียวกับที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Échiré กลายเป็นไอคอนของวงการอาหารฝรั่งเศส ได้ถูกถ่ายทอดสู่ Échiré Milk นมวัวพรีเมียมที่สะท้อนปรัชญา “คุณภาพเหนือการปรุงแต่ง” อย่างแท้จริง ต้นกำเนิดจากแหล่งผลิตระดับ AOP ของฝรั่งเศส Échiré Milk ผลิตจากนมโคแท้ 100% ที่มาจากฟาร์มในแคว้น Poitou‑Charentes ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของฝรั่งเศส และยังเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตผลิตภัณฑ์นมคุณภาพสูง ภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ผสมผสานกับภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงโคนม ทำให้วัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน AOP (Appellation d’Origine Protégée) ซึ่งเป็นระบบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าชั้นสูงของยุโรปที่เน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ด้วยมาตรฐานดังกล่าว ทุกขั้นตอนของการผลิต Échiré Milk จึงถูกควบคุมอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การคัดเลือกน้ำนม ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปที่คงคุณภาพและความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบไว้อย่างดีที่สุด คุณภาพที่เรียบง่าย แต่สมบูรณ์แบบ Échiré Milk ผลิตในรูปแบบ UHT Sterilized Milk ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความปลอดภัยของอาหาร พร้อมคงรสชาติและคุณค่าของนมธรรมชาติให้ใกล้เคียงกับความสดใหม่มากที่สุด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ผลิตจาก นมโคแท้ 100% ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สารเติมแต่ง คงความบริสุทธิ์ของนมตามธรรมชาติ แนวคิดของ Échiré คือการปล่อยให้วัตถุดิบคุณภาพสูง “แสดงตัวตน” ของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งการปรุงแต่งที่เกินความจำเป็น สองตัวเลือกแห่งความละมุน ตามสไตล์ที่คุณชอบ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย Échiré Milk จึงมีให้เลือก 2 สูตรหลัก ได้แก่ Échiré Semi-Skimmed Milk (ไขมัน 1.6%) นมสูตรไขมันต่ำที่ยังคงเอกลักษณ์ของความหอมมันแบบฝรั่งเศส เนื้อสัมผัสเบา ดื่มง่าย ให้ความรู้สึกสดชื่น…

Read More

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เชิญคุณมาลิ้มลองเมนู “ข้าวแช่” สำรับไทยคลายร้อน ​ณ ห้องอาหารเฟลอริช “ข้าวแช่” สำรับไทยคลายร้อน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในการปรุงและความละเมียดในรสสัมผัส เชฟชัชษร ประทุมมา Executive Sous Chef และเป็นเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ได้บรรจงรังสรรค์เมนูข้าวแช่ โดย​คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงเป็นข้าวแช่พร้อมเครื่องเคียงตำรับชาววัง เริ่มตั้งแต่การคัดสรรข้าวหอมมะลิคุณภาพดี นำมาหุงด้วยกรรมวิธีพิเศษจนได้ข้าวที่เรียงเม็ดสวย จากนั้นนำไปอบควันเทียนเพิ่มความหอม ในส่วนของน้ำลอยดอกไม้สำหรับข้าวแช่ ทางเชฟชัชษรจะนำน้ำมาต้มให้สุกและทิ้งข้ามคืน จากนั้นนำดอกไม้หอมทั้งดอกมะลิและกลีบกุหลาบมอญ มาล้างให้สะอาดและนำใส่ลงในน้ำที่เตรียมไว้ พร้อมอบควันเทียนให้หอมกรุ่น ทำให้สัมผัสความหอมละมุนเมื่อได้ลิ้มลอง เครื่องเคียงรสเลิศเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เชฟชัชษรได้เตรียมไว้ให้คุณได้ลิ้มลองถึง 7 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ลูกกะปิทอด – ที่เลือกกะปิอย่างดีจากคลองโคลนมาย่างให้หอม ก่อนโขลกกับเนื้อปลาดุกย่าง ผัดกับกระชาย, ตะไคร้ และข่า จนได้ที่พร้อมปรุงรสให้กลมกล่อม แล้วจึงปั้นเป็นก้อนกลมพอดีคำ นำมาชุบไข่ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ทานคู่กับกระชายเพิ่มความอร่อย หอมแดงไส้ปลายี่สนผัดหวาน – ใช้หอมแดงโทนลูกใหญ่ คว้านเนื้อในออกและสอดไส้ปลา​ยี่สนผัดหวานเข้าไปแทนที่ จากนั้นนำหอมแดงสอดไส้ลงชุบแป้งลงทอดจนกรอบเหลือง เคล็ดลับการปรุงไส้ปลา​ยี่สนผัดหวาน นำปลายี่สนไปต้มจนสุกและนำมาลอกหนัง แกะก้างออก นำเฉพาะส่วนเนื้อปลาผัดกับน้ำตาลโตนด และน้ำมันหอมเจียวจนได้รสหวานหอม พริกหยวกสอดไส้ – ใช้พริกหยวกเม็ดใหญ่ กรีดตรงกลางเพื่อนำเมล็ดออก สอดไส้ด้วยเนื้อหมูบดผสมเนื้อกุ้งสับ ที่ปรุงรสด้วยรากผักชี กระเทียม และพริกไทย แล้วนำทอดและห่อด้วยแพไข่ทอดสีเหลืองน่ารับประทาน ไชโป๊วผัดหวาน – ทางเชฟเลือกใช้หัวไชโป๊วชั้นดีมาผัดกับน้ำตาลโตนดและน้ำมันหอมเจียว ด้วยไฟอ่อนจนน้ำตาลแห้งเคลือบเนื้อไชโป๊วเป็นเส้นใสมันวาว หวานกลมกล่อม หมูฝอยหรือเนื้อฝอย – นำหมูหรือเนื้อแดดเดียวมานึ่งแล้วฉีกเป็นเส้น จากนั้นทอดแล้วผัดเคลือบน้ำตาล โรยด้วยหอมเจียวเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม ยำมะม่วงกุ้งเสียบ – ที่เชฟนำมะม่วงเขียวเสวย 3 รส ผสมกับมะม่วงแรดรสเปรี้ยว คลุกเคล้าน้ำยำรสชาติจัดจ้าน เติมเต็มความอร่อยด้วยกุ้งเสียบทอดกรอบตัวโตเต็มคำ ผักเครื่องเคียง หรือ ผักแนม – ที่มีทั้งกระชายสด มะม่วงดิบ และผักสดอื่นๆ เป็นตัวช่วยชูให้รสเครื่องเคียงโดดเด่นอีกด้วย สัมผัสความอร่อยของสำรับข้าวแช่ตำรับชาววัง ที่พร้อมเสิร์ฟ​ให้คุณได้ลิ้มลองทุกวัน ณ ห้องอาหารเฟลอริช โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 5…

Read More

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา จิม ทอมป์สัน เดินหน้าพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าผ้าไหมไทยไม่ใช่แค่ผืนผ้า แต่คือเรื่องราวเปี่ยมคุณค่าที่คนทั่วโลกสัมผัสได้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้ผลักดันผ้าไหมไทยสู่เวทีโลก จนทุกวันนี้แบรนด์ได้ขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งแฟชั่น สินค้าผ้าตกแต่งบ้าน อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์มากมาย ปัจจุบัน จิม ทอมป์สัน มีสโตร์รีเทลรวม 31 แห่งในเมืองหลักทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย กระบี่ และพัทยา ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ด้วยแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ อย่างจิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ และไลฟ์สไตล์สโตร์แห่งแรกของแบรนด์ที่ One Bangkok หนึ่งในความสำเร็จครั้งสำคัญของแบรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือการเผยโฉมจิม ทอมป์สัน เฮอริเทจ ควอเตอร์ ในช่วงปี 2566 ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กที่มอบประสบการณ์กิน-ดื่ม-เที่ยว-ช้อป ครบรสชาติ ที่ผสานมรดกวัฒนธรรม ศิลปะ นิทรรศการ ร้านอาหาร และรีเทลไว้ในที่เดียว ซึ่งการมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของการต่อยอดทุกธุรกิจของแบรนด์ จิม ทอมป์สัน จิม ทอมป์สัน สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกผ่านการร่วมมือเชิงกลยุทธ์มากมาย ทั้งในวงการท่องเที่ยว การบริการ และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับการบินไทยตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อนำเสนอกระเป๋าพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน (Amenity Kit) และคอลเลกชัน Comfort Wear บนชั้นธุรกิจที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของจิม ทอมป์สัน ให้ผู้โดยสารทั่วโลกได้สัมผัส ควบคู่ไปกับการจับมือนำเสนอคอลเลกชันกับโรงแรมชั้นนำอย่าง Four Seasons นอกจากนี้ แบรนด์ยังสร้างโมเมนต์ไวรัลจากการพาไอเทมแฟชั่นและสินค้าผ้าตกแต่งไปโลดแล่นอยู่ในซีรีส์ The White Lotus Season 3 และยังจับมือกับ DTH Travel เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านโครงการ The Blue Jasmine x Jim Thompson กับการตกแต่งภายในห้องโดยสารรถไฟด้วยสินค้าผ้าตกแต่งของจิม ทอมป์สัน พร้อมนำเสนอโชว์รูมสินค้าบนรถไฟครั้งแรกของแบรนด์ ในฝั่งแฟชั่น การจับมือกับดีไซเนอร์และศิลปินยังเป็นกลยุทธ์ที่พาแบรนด์เข้าหาฐานลูกค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมอย่าง “Artists in Residence” ที่เริ่มขึ้นในปี 2566 ผ่านผลงานคอลแลบกับศิลปินไทยมากพรสวรรค์ 3 คน…

Read More

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ต้อนรับซัมเมอร์ ด้วยประสบการณ์เหนือระดับ ตลอดเดือนมีนาคมคลายร้อนกับแพคเกจเข้าใช้สระว่ายน้ำ เปิดประสบการณ์มื้อพิเศษกับ มื้อค่ำ EPIC และ ซิกเนเจอร์ ซันเดย์ บรันช์ เติมสีสันกับปาร์ตี้ “ค็อกเทล ทาปาส แอนด์ เฟรนด์ส” พร้อมเปิดตัวขนมหวานซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุด โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ต้อนรับฤดูร้อนที่มาถึงด้วยหลากหลายโปรแกรมให้ทุกท่านได้ผ่อนคลายตลอดเดือนมีนาคมนี้ เริ่มต้นด้วยคอลเลกชันขนมหวานซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุด ณ เดอะเลานจ์ ต่อด้วยมื้อค่ำ EPIC ที่อัดแน่นด้วยไลน์อาหารคุณภาพ และเมนูใหม่ของ ซิกเนเจอร์ ซันเดย์ บรันช์ ณ ห้องอาหารวูว์ เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างเหนือระดับในใจกลางเมือง คอลเลกชันขนมหวานสุดประณีตใหม่ล่าสุด โดยหัวหน้าเชฟขนมหวาน เชฟนีน่า แซนด้า วิน เชฟ นีน่า แซนด้า วิน (Chef Nina Sanda Win) หัวหน้าเชฟขนมหวาน ผู้สั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารระดับดาว มิชลิน นำเสนอคอลเลกชันขนมหวานใหม่ล่าสุด ด้วยการผสานเทคนิคขนมฝรั่งเศสเข้ากับวัตถุดิบตามฤดูกาล รังสรรค์เป็นเค้กซิกเนเจอร์ 7 สไตล์ โดดเด่นด้วยรสชาติที่บาลานซ์ และเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย อาทิ ส้มโอราสเบอร์รี่ มะพร้าว ยูซุ และควินซ์ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อองเทรเม่ต์ราสป์เบอร์รี่ไวท์ช็อกโกแลต (Raspberry White Chocolate Entremet) หวานละมุนอมเปรี้ยว, ชูว์มะพร้าวเสาวรส (Coconut Passionfruit Choux) เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นมะพร้าวและเสาวรส, เค้กพิสตาชิโอควินซ์ (Pistachio Quince Cake) หอมมันกลมกล่อม, ทาร์ตยูซุเมอแรงก์ (Yuzu Meringue Tart) ซิตรัสสดชื่นท็อปด้วยเมอแรงก์เนียนนุ่ม และอองเทรเม่ต์ช็อกโกแลตบัควีต (Chocolate Buckwheat Entremet) รสชาติเข้มข้น ราคา: เริ่มต้น 180++ บาท ต่อชิ้นเวลา: 7:00…

Read More

Story : Dr.Athiwat T. / Photo : Pol.Capt. Kittin A Sato San: สนามสร้างสรรค์อาหารแห่ง “สองวัฒนธรรมข้าว” เมื่อไฟอีสานมาผสานความเนี๊ยบแบบโตเกียว ในสมรภูมิอาหารยุคใหม่ คำว่า “Fusion” มักถูกใช้จนเกร่อและไร้ความหมาย แต่ที่ Sato San (สาโท ซัง) นิยามของที่นี่ลึกซึ้งกว่านั้นหลายขุม มันคือการสดุดีต่อ “วัฒนธรรมข้าว” (Rice Culture) ที่หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของชาวไทยอีสานและชาวญี่ปุ่น ที่นี่ไม่ใช่การนำส่วนผสมมาผสมกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการสร้างสุนทรียศาสตร์ใหม่ภายใต้ปรัชญา “รสชาติเดิมแท้ต้องมาก่อน ความสร้างสรรค์ตามมา” ท่ามกลางวิวระฟ้าของกรุงเทพฯ บนรูฟท็อปบาร์ที่สุดแสนจะ Urban, Hip และ Chic สาโท ซัง ได้รังสรรค์พื้นที่ที่ความเผ็ดร้อนแบบสตรีทอีสานมาปะทะกับความประณีตบรรจงของโตเกียวได้อย่างสมดุล ราวกับนำ “สาโท” มาชนแก้วกับ “สาเก” หรือการนำ “น้ำพริก” มาปรุงใหม่ด้วย “มิโสะ” วันนี้ในฐานะบรรณาธิการอาหาร ผมจะพาทุกท่านไปเจาะลึกบทพิสูจน์แห่งรสชาติที่ทั้ง ‘แซ่บซี๊ด’ และ ‘กลมกล่อม’ ในเวลาเดียวกัน ศาสตร์แห่งเครื่องดื่ม: Liquid Art บนยอดตึก ก่อนจะเริ่มสำรับอาหาร เครื่องดื่มค็อกเทลที่นี่คือ “บทเปิด” ที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราววัฒนธรรมผ่านของเหลวได้อย่างน่าอัศจรรย์ Mango Sticky Rice ($450): การตีความของหวานประจำชาติไทยสู่รูปค็อกเทลที่ซับซ้อน พื้นฐานจาก Altos Tequila ผสมผสานกับไซรัปข้าวเหนียวมะม่วงที่ให้กลิ่นหอมละมุน ตัดรสด้วยน้ำมะนาวและ Triple Sec เพิ่มความตื่นเต้นด้วยกลิ่นผักชีและพริกไทยขี้หนู (Thai Chili) ที่ปลายลิ้น นำเสนอในแก้วทรงสวยพร้อมฟองนุ่มละเอียด ท็อปด้วยมะม่วงสุกชิ้นสวยโรยผงพริก เป็นการเปิดประสาทสัมผัสที่แปลกใหม่และน่าจดจำ Pandan Cake Cardamom ($450): เครื่องดื่มสีทองอำพันที่สะท้อนถึงขนมไทยในอุดมคติ ใช้ Beefeater Gin ที่นำไปอินฟิวส์กับกระวานเขียว (Green Cardamom) เพื่อกลิ่นเครื่องเทศที่หรูหรา ผสานไซรัปใบเตยและน้ำสับปะรด นำเสนอมาในแก้วค็อกเทลทรงกว้าง ประดับด้วยใบเตยจักสานอย่างวิจิตร รสชาติมีความเปรี้ยวจากเลมอนและเผ็ดซ่าเล็กๆ…

Read More

Culinary Journey Chapter 3: International Women’s Day Sunday Brunch การเฉลิมฉลองบทบาทสตรีในโลกแห่งการทำอาหาร22 มีนาคม 2569 | ห้องอาหาร Colonnade, The Sukhothai Bangkok | 12:30 – 15:30 น. เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล The Sukhothai Bangkok ขอเชิญร่วมสัมผัส Culinary Journey Chapter 3 ตอนพิเศษของซันเดย์บรันช์ซีรีส์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านอาหาร ซึ่งออกแบบให้เป็นประสบการณ์ที่มากกว่าบุฟเฟต์ทั่วไป โดยในแต่ละ Chapter จะนำเสนอธีมอาหารใหม่ พร้อมเชิญเชฟรับเชิญมาร่วมรังสรรค์เมนูซิกเนเจอร์เคียงคู่กับบรันช์ชื่อดังของห้องอาหาร Colonnade Chapter นี้นำเสนอการร่วมงานของเชฟหญิงสองท่านผู้สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งสะท้อนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การเล่าเรื่องผ่านอาหาร และบทบาทที่เติบโตของผู้หญิงในโลกการทำอาหาร ได้แก่ เชฟชภรภัช “จิ๊บ” ดาภาชุติสรรค์ จาก Celadon และเชฟรับเชิญ Chef Prapat รภาปภัสร การผสานอิทธิพลจากทั่วโลกเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่น ถ่ายทอดพลังของอาหารที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ประเพณี และมุมมองต่าง ๆ ผ่านการสร้างสรรค์อย่างตั้งใจ การพบกันของเส้นทางสายอาหาร Chef Prapat รภาปภัสร อมรศิรินภา เกิดในประเทศไทยและเติบโตที่ประเทศนิวซีแลนด์ สั่งสมประสบการณ์ในครัวตะวันตกและได้รับการฝึกฝนด้านอาหารฝรั่งเศสอย่างเข้มข้น แนวคิดการทำอาหารของเธอได้รับแรงบันดาลใจจากหลักมาโครไบโอติกและอาหารธรรมชาติ เน้นความสมดุล ฤดูกาล และคุณค่าของวัตถุดิบ โดยผสมผสานเทคนิคตะวันตกเข้ากับวัตถุดิบเอเชียอย่างลงตัว สำหรับบรันช์ครั้งนี้ Chef Prapat นำเสนอเมนู Sous-Vide Smoked Salmon with Kaffir Lime Prawn Mousse ปลาแซลมอนปรุงแบบซูวีเสิร์ฟคู่มูสกุ้งกลิ่นผิวมะกรูดและทาร์รากอน เสริมด้วยเฟนเนลและซัลซ่าส้ม ซอสโคโคนัทเบอร์บลองซ์ และน้ำมันสมุนไพร ให้รสชาติสดชื่นและสมดุล เสริมมุมมองระดับโลกด้วย เชฟ ชภรภัช “จิ๊บ” ดาภาชุติสรรค์ ผู้เข้าร่วมทีม Celadon ตั้งแต่ปี 2567 พร้อมประสบการณ์กว่า 19…

Read More

พักผ่อนระดับพรีเมียมที่ Hilton Bangkok Suvarnabhumi Golf Resort & Spa ดีลแรงที่สุดแห่งปีมาแล้ว! ไม่ว่าจะหาที่พักใกล้สนามบิน, Staycation สุดชิลล์, สปาผ่อนคลาย หรือมื้อค่ำสุดหรู เราจัดให้ครบในราคาสุดพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น ไม่สะดวกไปบูธ | ซื้อทางออนไลน์ได้เลย! https://uniqode.net/Thai-Teaw-Thai-77 Deluxe Staycation เพียง 3,000.- (ปกติ 4,500.-) รวมอาหารเช้า 2 ท่าน Flexible Check-in: เช็คอินได้ตลอด 24 ชม. พักเต็มอิ่ม! Family First: เด็กต่ำกว่า 6 ปี พักฟรี 2 ท่าน Extra Perks: ฟรี! รถรับ-ส่งสนามบิน และอัปเกรดห้องพัก* The Spa: ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า Scrub + Aroma (90 นาที) 1,599.- (ปกติ 3,355.-) Aroma Essence (60 นาที) 1,200.- (ปกติ 2,336.-) Dining Delights: สวรรค์ของคนรักอาหาร Kitchencraft: พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นสุดสัปดาห์ (ศุกร์-เสาร์) ซื้อ 1 แถม 1 เฉลี่ย 800.-/ท่าน Tetto Trattoria: ซื้อ Voucher 1,000.- ใช้ได้ถึง 1,250.- พบกันที่งาน ไทยเที่ยวไทย 77 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ C12 5 – 8 มีนาคม 2569 | 10.00 – 21.00…

Read More

Story : Pol.Capt. Kittin A หากจะพูดถึงสเต็กเฮาส์ในกรุงเทพฯ เราอาจเห็นแนวอเมริกันหรือฝรั่งเศสจนชินตา แต่การมาถึงของ Quilombo (กิโลมโบ) ภายใต้การดูแลของ Christopher Mark และ Manuel Palacio คือการเปิดศักราชใหม่ของอาหารอาร์เจนตินาขนานแท้ ที่นี่เขาชูโรงด้วยเตา “Parrilla” (เตาย่างแบบพื้นเมือง) และการใช้ไฟเป็นหัวใจหลัก โดยมีเชฟมากฝีมืออย่าง Ferran Tadeo ผู้ผ่านเวทีมิชลินสตาร์มาเป็นผู้ควบคุมวงออร์เคสตราแห่งเปลวไฟนี้ Quilombo: ปาฏิหาริย์แห่ง ‘ไฟ’ ในปราสาทหินโบราณ—สัมผัสจิตวิญญาณสเต็กเฮาส์อาร์เจนตินายุค 1950 ณ ทองหล่อ หากคุณคิดว่ารู้จักสเต็กเฮาส์ในกรุงเทพฯ ดีพอแล้ว ผมอยากให้คุณลองวางความเชื่อเดิมลง แล้วตาม “ผม” มาที่ทองหล่อซอย 5 ครับ เพราะที่นี่คือ Quilombo (กิโลมโบ) ผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดของสองผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารอย่าง Christopher Mark และ Manuel Palacio ที่ตั้งใจยกเอาสุนทรียภาพของกรุงบัวโนสไอเรสในช่วงทศวรรษ 1950 มาไว้ในไทยได้อย่างไร้ที่ติ สถาปัตยกรรมและงานดีไซน์: เมื่อความเก่าแก่บรรจบกับความร้อนแรง ก้าวแรกที่คุณมาถึง คุณจะพบกับความอัศจรรย์ของอาคารหินทรงปราสาทเก่าแก่ขนาด 400 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่สร้างจากหินโบราณให้ความรู้สึกโอ่อ่าและน่าค้นหา ภายในถูกเนรมิตที่หยิบเอาโครงสร้างทางประวัติศาสตร์มาปัดฝุ่นใหม่ ผสมผสานความดิบเท่เข้ากับความอบอุ่นที่อ่อนโยน บนพื้นที่สองชั้นที่รองรับได้ 80 ที่นั่ง คุณจะพบกับมุมรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องส่วนตัวที่ดูภูมิฐาน ไปจนถึง “ห้องลับ” ที่ซ่อนอยู่เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด แสงไฟในร้านถูกจัดวางให้สลัวราง สร้างบรรยากาศแบบ Nostalgic ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสเต็กเฮาส์คลาสสิก แฝงด้วยกลิ่นอายความลึกลับและเปี่ยมเสน่ห์ในทุกตารางนิ้ว ถอดรหัสสถาปัตยกรรมแห่ง “ไฟ” และ “หิน”: การตีความสเต็กเฮาส์อาร์เจนตินาผ่านบริบท Modern Nostalgia หากพิจารณาจากภาพรวมและรูปภาพวัตถุดิบที่ถูกจัดวางลงบนพื้นผิวต่างๆ ของร้าน เราจะเห็นว่า MTM Studio ไม่ได้แค่สร้างร้านอาหาร แต่เขากำลังสร้าง “Narrative Space” หรือพื้นที่ที่เล่าเรื่องราวผ่านวัสดุ (Materiality) และความว่าง (Spatial Organization) โดยมีจุดเริ่มต้นจากโครงสร้างอาคารหินโบราณหนึ่งเดียวในทองหล่อ 1. ภาษาวัสดุ (Materiality)…

Read More

เมื่อลมหนาวเริ่มผ่านพ้น และธรรมชาติกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อิกนีฟ แบงคอก ขอพาทุกท่านสัมผัสบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิผ่านสีเขียวขจี เครื่องเทศนานาชนิด และรสชาติอันสดชื่นของพืชพรรณที่ฟื้นตัวหลังผ่านช่วงเวลาอันหนาวเย็น ผ่าน เมนูฤดูใบไม้ผลิ (Spring Menu) พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2569อิกนีฟขอเชิญชวนทุกท่านมาใช้เวลาร่วมกันระหว่างมื้ออาหาร ผ่านประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งสไตล์แชร์ริ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของอิกนีฟ ที่จะทำให้ทุกท่านเพลิดเพลินไปกับอาหารและบทสนทนาตลอดทั้งมื้อ เมนูในครั้งนี้มอบรสสัมผัสที่เบาสบาย พร้อมความสมดุลระหว่างความสดชื่นและความลุ่มลึก ผสานเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนเข้ากับกลิ่นอายของเครื่องเทศที่โดดเด่น ในเมนูฤดูใบไม้ผลินี้ โดดเด่นด้วยวัตถุดิบจากในประเทศไทยและวัตถุดิบตามฤดูกาล อาทิ มะแขว่น (หมาล่าสไตล์ไทย) ที่ให้ความเผ็ดร้อนและอาการชาที่เป็นเอกลักษณ์ ตัดกับความหอมโดดเด่นของพริกไทย ความมันและรสสัมผัสคล้ายถั่วจากแก่นตะวัน เสริมด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกกาแฟ นอกจากนี้ยังมีผลไม้ไทยอย่าง สละ และ มะปราง ที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานแบบเขตร้อน ช่วยชูรสชาติให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เมนูจานเด่น ได้แก่ Pea – Asparagus ถ่ายทอดความกรอบสดชื่นและความเขียวของพืชผัก Lamb – Harissa – Green Pepper การผสมผสานของเครื่องเทศอย่างซอสพริกตูนิเซียและพริกไทย รับประทานคู่เนื้อแกะที่นุ่มละมุน เมนูของหวาน Soufflé ทำจากช็อกโกแลตลำปางที่มีกลิ่นหอมของโกโก้ปนถั่ว และปิดท้ายด้วย Maprang – Coconut ที่จับคู่ความมันของมะพร้าวตัดกับความเปรี้ยวสดชื่นของมะปรางได้อย่างลงตัว แก่นตะวัน – สละ – พริกไทย – ดอกกาแฟ – มะปราง “ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ และพลังงานอันเงียบสงบที่มาพร้อมกับการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล สำหรับเมนูนี้ เราต้องการถ่ายทอดความรู้สึกนั้นผ่านสีเขียวที่สดใส เครื่องเทศที่มีรสชาติชัดเจน และวัตถุดิบที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา” เชฟอาเน่ รีน หัวหน้าเชฟของห้องอาหาร อิกนีฟ แบงคอก กล่าวด้วยพื้นฐานการบริการแบบสวิส วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม และการดูแลที่เอาใจใส่ ภายใต้บรรยากาศที่เป็นกันเองของอิกนีฟ แบงคอก จะทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารไฟน์ไดนิ่งผ่อนคลายและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น พร้อมต้อนรับทุกท่านให้มาร่วมใช้เวลาคุณภาพและแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันลิ้มลองรสชาติของเมนูฤดูใบไม้ผลิที่ อิกนีฟ แบงคอก ชั้น 1 โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ผ่านมื้อต่างๆ ดังนี้เมนูฤดูใบไม้ผลิ: 19…

Read More

ชุดน้ำชายามบ่าย “ศิลปะแห่งไข่มุกใต้ท้องทะเล”ถ่ายทอดผ่านความร่วมมือสุดเอ็กซ์คลูซีฟโดยโรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ และมธรา (Matara) กรุงเทพ, ประเทศไทย – 19 มกราคม 2569 – โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เปิดตัวชุดน้ำชายามบ่ายที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก มธรา (Matara) แบรนด์เครื่องประดับไข่มุกชั้นนำที่มีชื่อเสียงด้านหัตถศิลป์อันประณีต และคัดสรรไข่มุกอันงดงามจากทั่วโลก นำเสนอเมนูคาวและหวานที่สะท้อนถึงงานฝีมืออันประณีต และความทันสมัย ของมธราได้อย่างลงตัว พร้อมให้สัมผัสความหรูหรา และความอร่อย ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2569 ที่ เดอะ ดรอว์อิ้ง รูม ในโอกาสฉลองครบรอบ 11 ปี Matara ตอกย้ำปรัชญาแห่งการออกแบบเครื่องประดับที่เรียบหรูเหนือกาลเวลา ถ่ายทอดตัวตนของผู้สวมใส่ผ่านดีไซน์อันประณีตและงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ ความร่วมมือในครั้งนี้คือการยกย่องความงามที่สั่งสมผ่านกาลเวลา ไม่ต่างจากไข่มุกซึ่งถือกำเนิดจากความพิถีพิถันและความใส่ใจในทุกรายละเอียด สอดประสานอย่างงดงามกับวัฒนธรรมการดื่มน้ำชายามบ่ายของเดอะ เซนต์ รีจิส ดังนั้นแคมเปญ ชุดน้ำชายามบ่าย The Art of Pearl จึงเป็นมากกว่าการรังสรรค์เมนู แต่คือการเชื่อมโยงอารมณ์ ความรู้สึก และช่วงเวลาอันน่าจดจำร่วมกัน หัวหน้าเชฟมาเตโอ ฟอนทานา และทีมได้รังสรรค์เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเลและเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์ของไข่มุกอย่างพิถีพิถัน อาทิ ทาร์ตเมลอนดาชิปลาแห้ง (Compressed Melon Dashi with Anchovies and Stracciatella tart) ทาร์ตแตงโมเสิร์ฟพร้อมแซลมอนรมควันและครีมชีส (Fresh Watermelon with Smoked Salmon and Cream Cheese) หอยเชลล์ย่าง ซอสยูสุและคาเวียร์ (Grilled Scallop Accented with Yuzu and Caviar) ตามด้วยเมนูของหวานที่ได้แรงบันดาลใจจากสีสันของไข่มุกมธราพร้อมความหมายอันเป็นมงคล ได้แก่ มูสไวท์ช็อกโกแลตสอดไส้ราสป์เบอร์รีโยเกิร์ต (Raspberry Pearl) ตัวแทนไข่มุกสีชมพูสัญลักษณ์แห่งความรักและความปรารถนา เค้กเม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลตสอดไส้ซอสคาราเมลเค็มและซอสวานิลลา (Cashew Nut…

Read More